
โลกสุขนิยม ของ เจี๊ยบ วรรธนา
ก่อนปิดกระเป๋าเดินทาง มองย้ำอีกครั้งว่าไม่ลืมรองเท้าแตะที่เคยเหยียบหาดทรายด้วยกันมาและเพลงเจี๊ยบ วรรธนา
โดย...รอนแรม ภาพ... วรรธนา วีรยวรรธน
ก่อนปิดกระเป๋าเดินทาง มองย้ำอีกครั้งว่าไม่ลืมรองเท้าแตะที่เคยเหยียบหาดทรายด้วยกันมาและเพลงเจี๊ยบ วรรธนา ที่ต้องไปเปิดคลอล้อเสียงทะเล
เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน นักแต่งเพลง นักร้อง โปรดิวเซอร์รายการสารคดี และนักเดินทางเธอเคยเขียนเพลงวรรคหนึ่งในเพลง10 things ว่า “ชิ้นที่ 5 น่าจะเป็นแจ็ก จอห์นสัน เอาไว้ฟังริมทะเล”ทว่าคนฟังก็ขาดเสียงเธอไม่ได้เช่นกันแต่ทราบหรือไม่ว่าเบื้องหลังทำนองและคำร้องเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เธอคือนักประดิษฐ์บทเพลงสัญจร ผู้เก็บเกี่ยวเรื่องราวระหว่างทางและถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลง
การเดินทางของวรรธนา
คุณเจี๊ยบเป็นคนอยู่ไม่ติดบ้านมาแต่เด็ก เธอใช้คำว่า“ไม่ชอบอยู่บ้าน” เพราะไม่ว่าจะออกไปใกล้หรือไกลเธอก็มีความสุขทั้งนั้น แต่เมื่อโตขึ้นมาเหตุผลของการเที่ยวก็เปลี่ยนไป
“มันคือเวลาเห็นอะไรที่มันต่างจากความเคยชินของเรา” เธอกล่าว “มองการเที่ยวในแง่ของการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ” เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว คุณเจี๊ยบเดินทางเพื่อถ่ายทำสารคดีเชิงลึกเรื่องรอยเท้า ความฝันผู้คน ดนตรี ซึ่งต้องลงลึกไปในเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะและผู้คน
“เราจะไปตามคนคนหนึ่งที่น่าสนใจ ไปที่บ้านไปที่ทำงาน ไปที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่แลนด์มาร์คหรืออนุสาวรีย์ที่ต้องไปถ่ายรูป เราก็จะเห็นว่าเขาแวะกินข้าวกันที่ไหนปกติเขาทำอะไรกัน ถ้าเราอยากกลับไปเที่ยวที่เดิมอีกเราก็จะเข้าใจมันในเชิงลึก”
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ใช่เที่ยวเพื่อทำงาน คุณเจี๊ยบก็มีวิธีเที่ยวที่เข้าถึงผู้คนอยู่แล้ว “วิธีที่เราไปมันแบ็กแพ็ก ก็จะได้คลุกคลีกับคนพื้นที่จริงๆ” สาเหตุที่เธอไม่ไปกับกรุ๊ปทัวร์เพราะเรื่องเวลา “พอเราได้อยู่แต่ละจุดนานๆ มันจะได้เห็นอะไรที่เป็นองค์ความรู้ มันเป็นการแชร์ เป็นการเรียนรู้ มันสนุกที่จะรู้ตรงนั้น อีกอย่างคือมันได้เพื่อนเพราะเราใช้เวลาตรงนั้นมากพอที่จะเมก อะ เฟรนด์ (Make a friend) มันรู้สึกดีที่เราไปแล้วพูดได้ว่าเรามีเพื่อนอยู่ที่นั่น มันได้มากกว่าการเปิดหูเปิดตาเพราะมันคือการเปิดโลกทัศน์ ไปหาอินพุต (Input) ใหม่ๆ ให้ตัวเอง”
คุณเจี๊ยบเรียกวิธีการเดินทางของเธอว่า “การท่องเที่ยวระยะยาว”หมายความว่าไปอยู่ที่แห่งนั้นไม่ต่ำกว่า 7 วันเดินและพูดคุยกับผู้คนจนตอบได้ว่าถนนเส้นนี้มีอะไรเจ้าของร้านนี้คือใคร แต่หากไป 3-4 วันมันอาจจะเรียกว่า “เซอร์เวย์ทริป” ในทัศนะของเธอ ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องผิดที่คนอื่นไม่เที่ยวแบบนี้เธอกล่าวว่า “ถ้าเขาชอบเที่ยวทัวร์และสนุกกว่าก็เลือกทางนั้นไป การเที่ยวมันต้องหาที่เที่ยวที่ถูกจริตแล้วมันจะสนุกไปหมดเลย”
จริตของวรรธนา
“ทุกประเทศไปได้หมด แต่จะไปจุดเล็กๆ ไปหาเมืองที่มันจริง” เธอกล่าวถึงจริตส่วนตัวที่เลือกไม่ได้ว่าชอบประเทศมากกว่า เพราะแต่ละที่มีข้อดีต่างกัน เธอยกตัวอย่างประเทศเกาหลี ประเทศที่คนนิยมไปช็อปปิ้ง แต่เธอเลือกจะไปอยู่ในอีกมุมหนึ่งซึ่งมันทำให้เธอรู้จักเกาหลีในแบบของเธอเอง นอกจากนี้ยังแนะนำให้ไปประเทศที่ยังคงรักษาตัวตนอย่างเนปาล ภูฏาน พม่าเสียตอนนี้ก่อนที่ทุนนิยมจะเข้าไปเปลี่ยนวิถีของผู้คน
การสัมผัสตัวตนของประเทศนั้นทำได้ไม่ยากเธอเล่าถึงครั้งหนึ่งที่ไปนั่งอยู่ป้ายรถเมล์ เพียงแค่นั้นก็ทำให้เธอเข้าใจว่าเด็กๆไปโรงเรียนกันอย่างไร การได้เห็นชีวิตของผู้อื่นมันทำให้รู้ว่าเราเป็นใครทำไมบ้านเมืองเราเป็นแบบนี้“เวลาไปกับลูกจะให้เขาดูว่าคนที่นี่ทำแบบนี้ วิธีคิดสิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทางถ้าเห็นเยอะก็ยิ่งรู้สึกเยอะ” เธอยังกล่าวไว้น่าสนใจว่า “บางทีเราอยู่ในที่ที่มันคุ้นชิน สัญชาตญาณมันไม่ได้ทำงานมันแน่นิ่ง ถ้าเราไปอยู่ในเมืองใหม่ที่ต้องเดินทางเอง แค่เดินมาป้ายรถเมล์มันก็ตื่นเต้น มันก็อะไลฟ์ (Alive) แล้วและเจี๊ยบว่าทุกคนควรต้องอะไลฟ์แบบนั้น”
นอกเหนือจากตัวเธอเอง เธอยังถ่ายทอดจริตนี้ไปยังลูกๆ ทั้งสองคนทุกปีเธอจะต้องพาลูกไปเที่ยว โดยปีนี้มีความตั้งใจที่จะเทรนด์ลูกให้เป็นชาวเกาะ“เดือนเมษาฯ ตั้งใจจะไปอยู่เกาะ 15 วัน น่าจะเป็นเกาะที่ไกลหน่อย จะไปทิ้งตัวกันเลย” แผนการเป็นเช่นนี้พร้อมด้วยเหตุผลที่ว่า “ถ้าเด็กไม่ลงลึก
หรือไม่รู้ว่าเมืองไทยมีอะไรดี อีกหน่อยเขาก็จะไม่ภูมิใจในตัวเอง”
มุมมองของวรรธนา
คุณเจี๊ยบเดินทางไปหลายประเทศมากมาย แต่เธอยังยืนยันว่า “ประเทศไทยครบในเชิงการท่องเที่ยว” ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา ผลไม้ สถาปัตยกรรม วัด แต่ติดอยู่ที่การจัดการ
“การจัดการด้านการท่องเที่ยวไม่เก่ง ปล่อยให้เจริญๆ แบบไม่ยับยั้งเหมือนพัทยาเละ ปายเละอีกหน่อยก็จะเป็นน่านเชียงคาน แม่ฮ่องสอนเพราะไม่รีบเข้าไปคอนโทรล (Control) ความเป็นเมืองเก่าและวิธีดั้งเดิมของเขา”
เธอยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีวิธีการดูแลตัวเองดีมาก เธอกล่าวว่า “ตรงที่เจริญก็เจริญไป ตรงที่เก่าก็ยังเก่าอยู่ ยังมีเด็กใส่ชุดกิโมโนไปรับปริญญา คือแม้ว่าจะแต่งหน้า กรีดตาสุดฤทธิ์ แต่ก็ยังใส่กิโมโน มีความสุขกับการอยู่ในชุดประจำชาติ ในขณะที่เราไม่พยายามรักษาที่มา เอาแต่จะไป ไปแบบไม่มีทิศทางด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว”
คุณเจี๊ยบแสดงความคิดเห็นสะท้อนปัญหาด้านการท่องเที่ยวของไทย ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย และรู้สึก “เสียดาย” เพราะประเทศไทยถือว่า “สุดติ่ง” ในมุมของนักท่องเที่ยวแล้ว
บทเพลงของวรรธนา
“การเดินทางสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงค่อนข้างเยอะ” เธอว่าเช่นนั้น โดยเฉพาะเวลาที่นั่งรถข้ามเมืองเรียกได้ว่าเป็น “นาทีทอง” สำหรับเธอ
“พอมองออกไปสองข้างทาง กระบวนการทำเพลงจะเริ่มเกิดขึ้นตอนนั้นเช่นตอนที่นั่งชินคันเซ็นไปฮอกไกโดประมาณ 5 ชั่วโมง ตอนนั้นเกิดเพลงเยอะมาก เราก็อัดใส่โทรศัพท์ไว้” เธอได้ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางจริงๆ คือเพลง Postcardfrom nowhere เป็นเพลงที่คุณเจี๊ยบแต่ง
ให้ลูก โดยเธอแต่งเนื้อร้องและตั้งใจให้คุณกบ-นิมิตร จิตรานนท์ ผู้เป็นสามีทำดนตรี แต่เมื่อคุณกบไม่อยู่แล้ว เธอจึงทำเองทั้งหมด ท่อนที่ว่า “กี่ฟ้าที่ฉันไปเจอสู้เธอไม่ได้” วรรคนี้หมายถึงลูกๆ ของเธอ
“พอไปที่ที่มันสวยมากๆ เราไม่อยากอยู่กันแค่สองคนแล้วเราอยากให้ลูกมาเห็นด้วย” ห้วงความคิดนั้นเธอจำได้ดี จึงแต่งเพลงนี้ขึ้นมาถ่ายทอดห้วงความคิดถึงต่อลูกทั้งสองคน
แต่ทำไมเพลงของคุณเจี๊ยบถึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับทะเลมากมาย เธอว่า“เพราะทะเลเป็นที่พึ่งทางใจ ถ้าไม่นับวัดก็คือทะเล” คำว่าที่พึ่งทางใจจึงทำให้ทะเลเป็นทั้งที่ที่มีความสุขความเศร้า ความสนุก ความขี้เกียจ ดังบทเพลงในอัลบั้ม Everything I - Sea ซึ่งหลายคนต้องพกไปฟังทุกครั้งเมื่อไปทะเล
ความบ้าของวรรธนา
ไม่ว่าจะไปทริปไหนจะมีความประทับใจทุกครั้ง แต่จะน้อยมากต่างกันไปเธอบอกว่าเธอโชคดีที่ไม่เจอเรื่องแย่ๆ ขณะเดินทาง “บางทีตกรถก็มีรถบัสใจดีให้เราขึ้นรถไปด้วย” เธอเล่า “หรือว่าไปเจอเพื่อนแค่ 2-3 วัน แต่ทำไมถึงสนิทกันมากก็ไม่รู้” นอกจากนี้การเดินทางยังทำให้เธอพบเรื่องราวสนุกๆ ที่เธอยกให้เป็น “เรื่องที่บ้าที่สุดละ”
เธอเล่าถึงทริปประเทศจีน ซึ่งเป็นทริปสุดท้ายของคุณเจี๊ยบและคุณกบ เรื่องเกิดขึ้นที่บ้านผู้ใหญ่ถัง “ผู้ใหญ่ถังแกหมักเหล้ากินเอง เป็นเหล้าน้ำผึ้งอยู่ในแกลลอนน้ำมัน เหล้ามันหวานมากแล้วคือไม่รู้ว่าเมา” แค่นี้ก็มีกลิ่นความบ้าออกมาแล้ว “ที่พักอยู่ชั้น 4 คืนนั้นจบที่เจี๊ยบกับกบต้องคลานขึ้นไปเพราะไม่สามารถทรงตัวแนวตั้งได้เลย พอถึงชั้น 3 ก็เดินหาห้องแต่หาไม่เจอเพราะห้องอยู่ชั้น 4 เป็นการเมาในรอบหลายๆ ปีเพราะตั้งแต่มีลูกก็ไม่เคยแตะเหล้าอีกเลย เราสองคนก็ขำกันเสียงดังมากเป็นอะไรที่บ้าที่สุดละ” เสียงหัวเราะปนคำพูดในขณะที่เธอเล่าให้ฟังมันสัมผัสได้ถึงความสุขจริงๆ “ส่วนผู้ใหญ่ถังยังนั่งกินอยู่ที่เดิม”
นี่คือวิธีที่ทำให้เธอสนิทกับคนพื้นที่ได้ง่ายขึ้น เรื่องของภาษานั้นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด อย่างผู้ใหญ่ถังก็ใช้ภาษามือคุยกันถ้าหากไปเที่ยวประเทศที่พูดภาษาอังกฤษได้ไม่มากแบบไทยจะสื่อสารกันได้ง่าย เพราะเป็น “ภาษาอังกฤษชั้น 2” เหมือนกันและคนไทยเป็นชาติที่ยิ้มเก่งอยู่แล้ว เมื่อใช้รอยยิ้มในการทักทายทำให้เริ่มการสนทนาได้ง่ายขึ้น
โลกของวรรธนา
หากมีโลกของตัวเอง 1 ใบ โลกของคุณเจี๊ยบจะมีแต่ “ชนเผ่า” เธอฝันไว้เช่นนั้น
“อยากให้ในโลกมีชนเผ่าสัก 2 ใน 3 ของทั้งหมด โลกจะได้ไม่มีมลพิษเลยเพราะพวกเขาเคารพต่อธรรมชาติ ไหว้น้ำเคารพต้นไม้ กินอยู่พอเพียง ไม่มีอุตสาหกรรม วิถีความเป็นอยู่ก็จะดี” ช่างเป็นโลกที่มีความสุข “อีกอย่างทุกคนคงแต่งตัวสวยงาม ใสเสื้อผ้าสีจัดจ้านเป็นโลกระบบสุขนิยม”







