
พืชจิ๋วแสนทรหด
มีพืชเล็กๆ กลุ่มหรือสองกลุ่มเท่านั้นที่อาจหาญขึ้นอยู่ได้รอดในทวีปอันเยือกแข็งL2
มีพืชเล็กๆ กลุ่มหรือสองกลุ่มเท่านั้นที่อาจหาญขึ้นอยู่ได้รอดในทวีปอันเยือกแข็งL2
แอนตาร์กติกา
พอเอ่ยชื่อนี้ภาพของเจ้าแมวน้ำและฝูงเพนกวินก็โผล่ขึ้นมาในความทรงจำ มันโผล่ขึ้นมาจากภูมิประเทศที่ดูเหมือนมีแต่ทิวเขาน้ำแข็งสีขาวโพลน แท่งหินของเขาเย็นเยือกเป็นน้ำแข็งอยู่ชั่วนาตาปี ทะเลน้ำแข็งมองสุดลูกหูลูกตา แต่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับพืชเอาเสียเลย แต่พอมาถึงดรอนนิงมัวด์แลนด์ ผมจึงได้พบกับพืชจิ๋วๆ แสนทรหดเหล่านี้
ถูกละแม้บนผืนทวีปแอนตาร์กติกาก็ยังมีพืชหลายชนิดพยายามดำรงชีวิตของมันให้อยู่รอดในที่ซึ่งมีสภาพอากาศสาหัสที่สุดในโลก ดรอนนิงมัวด์แลนด์ซึ่งเป็นสถานที่ของแอฟริกาใต้ ซึ่งทำการศึกษากิจกรรมต่างๆ ของแอนตาร์กติก ที่นี่มีทั้งหิมะและน้ำแข็งปกคลุมพื้นผิวอยู่ถึง 99% ชีวิตพืชจึงถูกจำกัดอยู่แต่บนโขดหินโผล่ที่ปราศจากน้ำแข็งปกคลุมเรียกกันว่านูนาตักส์ (Nunataks) พืชจะเติบโตอยู่ทั้งบนผิวหินผาหรือบนดินที่แทรกตัวอยู่ระหว่างก้อนหินใหญ่น้อย แม้แต่บนนูนาตักส์เองก็ยังมีพื้นที่ที่เหมาะกับการเจริญของพืชน้อยเหลือเกิน ทั้งนี้เพราะความทารุณโหดร้ายของสภาวะแวดล้อมนั่นเอง ความหายากของพื้นที่ทำให้มีพืชขึ้นอยู่น้อยมาก ว่ากันตามจริงแล้ว นูนาตักส์ส่วนใหญ่ดูจะไม่มีพืชอยู่ด้วยซ้ำไป แต่ถ้าหากเราจะสังเกตดูอย่างระมัดระวัง เราจะมองเห็นพืชขนาดเล็กจิ๋วหลบอยู่ในซอกหลืบ แม้ว่าชีวิตพืชส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กจนไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า และพวกมันอาศัยอยู่ในดิน บนนูนาตักส์ที่มีอากาศอบอุ่นขึ้น เช่นที่โรเบิร์ตสโคลเลน ทางตอนเหนือของอาร์ลแมนนรายเกน (Ahlmannryggen) ซึ่งเป็นศูนย์กลางพื้นที่ศึกษาของเราจะเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะสมกับพืช และเราได้พบเห็นการเจริญเติบโตของพวกพืชต่างๆ มากมายหลายกลุ่ม
มีพืชอะไรบ้างที่ดำรงชีวิตอยู่รอดในสภาพแวดล้อมแสนสาหัสเช่นนี้?
แน่ละเราไม่อาจพบพืชที่มีระบบท่อลำเลียงอยู่เลย (พืชชั้นสูง เช่น พวกไม้ดอก) ในทวีปแอนตาร์กติกา แม้ว่าจะมีหญ้าอยู่ชนิดหนึ่งและพืชขนาดเล็กอีกอย่างที่เติบโตอยู่ในคาบสมุทรแอนตาร์กติก พืชทั้งหลายที่เป็นพืชท้องถิ่นของดรอนนิงมัวด์แลนด์จะเป็นพืชชั้นต่ำ คริพโตแกรมส์ (Cryptograms) เช่น มอส ไลเคนส์ และแอลจี
L1 จาก Surviving at the Edge of Life โดยนักวิทยาศาสตร์ (ปักษีวิทยา) มหาวิทยาลัย เคปทาวน์
L2 จาก Vield and Flora เดือน มิ.ย. 2539
มอส (Mosses)
พืชที่มีขนาดใหญ่สุดทางตอนเหนือของอาร์ลแมนนรายเกน ได้แก่ มอส 5 ชนิด แตกต่างจากไลเคนส์และแอลจี มอสประกอบด้วยโครงสร้าง ประกอบด้วยอวัยวะคล้ายหญ้า ลำต้น ใบและรากขนาดเล็ก ลำต้นและใบเบียดกันเป็นแผ่น แม้มันจะเป็นพืชที่ใหญ่สุดแต่หากแยกออกมาเป็นผืนเดี่ยวๆ แล้วจะมีขนาดเฉลี่ยเพียง 50 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น น้อยต้นที่จะเป็นผืนใหญ่กว่าหนึ่งตารางเมตร ผืนมอสดูจะเป็นสีเหลือง ดำ ขาวหรือสีส้ม ในตอนกลาง โดยมีสีเขียวอยู่บริเวณขอบ สีอื่นนอกจากสีเขียวของมอสที่ปรากฏให้เห็นนี้เกิดจากไลเคนส์และตะไคร่ที่เติบโตแบบอิงอาศัย (อยู่บน) มอส เพื่อหาความชุ่มชื้นจากมอสก็เป็นได้ ส่วนมอสนั้นดูจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากความเป็นอยู่ร่วมกันนี้ และมักพบว่าคงเหลือพื้นที่สีเขียวอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยมากพบในบริเวณขอบดังกล่าวมาแล้ว
มอสซึ่งพบบนผืนแผ่นดินแอนตาร์กติกานี้มีอยู่น้อย หาได้ยาก ซึ่งถ้ามันขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศแล้ว ก็นับได้ว่ามันไม่สร้างสปอร์เอาเสียเลย โดยต้นพืชใหม่จะต้องเติบโตออกมาจากหน่อที่แตกออกจากต้นเดิมเท่านั้น
ไลเคนส์ (Lichens)
พืชชนิดแรกที่ทุกคนสังเกตเห็นบนนูนาตักส์ ได้แก่ ไลเคนส์บนก้อนหินซึ่งมีสีสันและรูปร่างต่างๆ กัน ไลเคนส์ที่นี่มีอยู่ประมาณ 25 ชนิด บางชนิดมีรูปร่างแบบครัสโตส (Crustose) คือ ดูคล้ายคราบติดแน่นกับผิวของก้อนหิน ในขณะที่ชนิดอื่นมีลักษณะแบบโฟลิโอส (Foliose) ซึ่งเป็นชนิดที่มีโครงสร้างคล้ายจานหรืออาจแตกกิ่งก้านงอๆ ออกมาก็ได้
ไลเคนส์ไม่ได้เป็นพืชเดียวโดดๆ แต่มันเป็นพืชซึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกันของราและตะไคร่ (แอลจา) ราทำหน้าที่เป็นตัวสนับสนุนและปกป้องแก่พืชดังกล่าว ในขณะที่ตะไคร่ให้ทั้งคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง การอยู่ร่วมกันแบบนี้เป็นเรื่องจำเพาะเจาะจงโดยแท้ ดังนั้นในแง่มุมทางพฤกษศาสตร์แล้ว เราจึงถือว่ามันเป็นพืชต้นเดียวกันและได้ชื่อทางพฤกษศาสตร์เป็นชื่อเดี่ยวโดดๆ







