
อย่ามาแถ
เข้าสู่ปีใหม่ไม่ทันไร ข่าวพระสงฆ์มาแรงตั้งแต่ต้นปีและกว่าจะสิ้นปี 2558 ก็ไม่รู้ว่าจะมีข่าวไม่สู้ดีหรือข่าวในทางเสียหายของพระสงฆ์ปรากฏออกมาอีกไหม แต่ได้ยินเขาว่ามายังไงก็มีอีก
เข้าสู่ปีใหม่ไม่ทันไร ข่าวพระสงฆ์มาแรงตั้งแต่ต้นปีและกว่าจะสิ้นปี 2558 ก็ไม่รู้ว่าจะมีข่าวไม่สู้ดีหรือข่าวในทางเสียหายของพระสงฆ์ปรากฏออกมาอีกไหม แต่ได้ยินเขาว่ามายังไงก็มีอีก
ข่าวใหญ่ก็คือเช้าวันที่ 15 ม.ค. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ปลดเจ้าคุณเสนาะ หรือพระพรหมสุธี ซึ่งเป็นพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จจากกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)
บ่ายวันเดียวกัน เจ้าคณะใหญ่หนกลางได้มีคำสั่งให้พระพรหมสุธีพักจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศอีกด้วย
ตกเย็น พระพรหมดิลก (เอื้อน) วัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพ ก็แต่งตั้ง พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) วัดสระเกศและเป็นเจ้าคณะภาค 10 ขึ้นเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
ตอนนี้เจ้าคุณเสนาะเหลือแค่ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ แต่วันพุธที่ 21 ม.ค. ซึ่งเป็นวันประชุมมหาเถรสมาคมน่าจะมีความชัดเจน
อีกข่าวที่ปรากฏไล่เลี่ยกันก็คือ พระเกษมอาจิณฺณสีโล แห่งสำนักสงฆ์ป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ ออกมายอมรับว่าได้เสพเมถุนกับลูกศิษย์ผู้ชาย 2 ครั้ง ระบุว่าทำตั้งแต่ปีที่แล้ว
การที่พระเกษมยอมรับนั้นทำถูกแล้วท่าน เป็นพระต้องไม่โกหก แต่ที่รับไม่ได้จริงๆ ก็ที่ท่านบอกว่าการเสพเมถุนของท่านนั้นเป็นการทำไปโดยไม่รู้ตัว...(เฮ้ยไรว้า พูดงี้ได้ไง)
แหมๆๆ... ทำไปโดยไม่รู้ตัว!!! การอ้างว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว เป็นการพูดเพื่อตัวรอดจากปาราชิกหน้าหนาๆ เลยนะท่าน ไม่อยากจะเชื่อว่าท่านเกษมจะกล้าใช้คำว่า “ทำไปโดยไม่รู้ตัว” และเวลาทำก็ไม่ได้ยินดีด้วย
เป็นการรับผิดแค่ครึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่ง ถ้าพิจารณาให้ดีดูเหมือนท่านจะ “หัวหมอ” โดยใช้ความรู้จากการที่ตนศึกษาพระไตรปิฎกมานานจนรู้ข้อวินัยดีแล้วเอาข้อได้เปรียบตรงนี้มาเป็นข้ออ้างมากกว่า
ชาวพุทธอย่าลืมนะว่า เรื่องท่ี่พระเกษมเสพเมถุนกับลูกศิษย์ผู้ชายนั้นมีการพูดกันอย่างหนาหูในหมู่ศิษย์พระเกษมด้วยกันเองมานานแล้ว จนศิษย์หลายคนทนไม่ได้จึงไปถามความจริงจากพระเกษมแล้วท่านก็รับว่าทำจริงสองครั้ง
ท่านว่าสองครั้ง แล้วลูกศิษย์คนที่ถูกทำนั้นล่ะ สองครั้งด้วยหรือเปล่า เพราะตามข่าวจากปากลูกศิษย์คนนั้นมากกว่าสองครั้ง แล้วอย่างนี้ท่านยังจะมาแถว่าทำไปโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือ สองครั้งแล้วบอกว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว...ก็ฟังไม่ขึ้นแเล้ว!
ยิ่งท่านมาบอกว่ารอผู้มีอภิญญามาตัดสินการกระทำของท่านครั้งนี้ผมละปวดตับจริงๆ ฟังท่านพูดประโยคนี้ยิ่งทำให้เชื่อว่าท่านน่ะหัวหมอจริง!
ท่านเกษมลองบอกมาซิในประเทศไทย 77 จังหวัดนี้พระองค์ไหนบ้างที่ท่านคิดว่าได้อภิญญา พอจะมาตัดสินอธิกรณ์ให้ท่านได้ ขอบอกเลยว่าท่านก็ไม่รู้ หรือถ้ามีใครได้อภิญญาก็ไม่มีท่านไหนกล้าประกาศให้ใครรู้หรอก
เพราะถ้าประกาศปุ๊บก็็อวดอุตริมนุสธรรมปั๊บ ปาราชิกเลย
ฉะนั้น ข้อเรียกร้องของท่านยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเลยนะ ผมว่าไม่ต้องใช้อะไรเลย “สำนึก” อย่างเดียวทุกอย่างจบ เมื่อยอมรับว่าทำจริง ก็ควรจะยอมรับให้สุดไปเลย ไม่ต้องอ้างโน่นอ้างนี่ให้ชาวพุทธเขว
แค่ลูกศิษย์ของท่านตอนนี้ก็แตกเป็นสองฝ่ายแล้ว ฝ่ายหนึ่งว่าท่านปาราชิกแล้วเพราะท่านยอมรับว่าท่านทำจริงผมก็เห็นตามนั้น ท่านเปรียบเหมือนตาลยอดด้วนในพุทธศาสนาแล้ว แต่ยังงงกับฝ่ายที่บอกว่าท่านไม่ผิดเพราะทำโดยไม่รู้ตัว เชื่อท่านไปซะเนี่ย
โอ้โฮ...ช่างคิดเนาะ คิดได้ไง
ท่านรู้ไหมว่า ถ้ามีใครทำผิดแล้วเขาบอกว่าเขาทำโดยไม่รู้ตัว เราก็เชื่อเขาไปหมดอย่างนั้นหรือ เราชาวพุทธนะครับ ต้องหัดใช้ปัญญาให้มากๆ แล้วใช้ศรัทธาให้พอประมาณ เพราะถ้าใช้ศรัทธาสุดขีดระวังจะเป็นงงงาย!!!
อ้อ...เกือบลืมเลยที่พระเกษมอ้างว่าทำไปโดยไม่รู้ตัวนั้น ท่านก็อ้างในพระไตรปิฎกนั่นแหละ ซึ่งในพระไตรปิฎก มีระบุถึงภิกษุ 5 ประเภท ที่เมื่อละเมิดสิกขาบทแล้วไม่ต้องอาบัติ
ได้แก่ 1.ภิกษุผู้ไม่รู้ตัว (หรือถูกบังคับแต่ไม่ยินดี) 2.ภิกษุผู้เป็นบ้า 3.ภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน หมายถึงเป็นบ้าไปชั่วขณะด้วยเหตุอื่น ไม่ใช่บ้าโดยปกติ อรรถกถาแก้ว่า ผีเข้า ในสมัยนี้เทียบด้วยเป็นบ้าเพราะฤทธิ์ยาบางชนิด
4.ภิกษุผู้มีเวทนากล้า เจ็บปวดทรมานจนไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไปบ้าง 5.ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ
เมื่อดูแล้วยังไงท่านก็ไม่เข้าข่ายใน 5 ข้อนี้







