
ลายแทง แห่งความสุข (ตอน 1)
“ความสุข” นับเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ แต่ทั้งๆ ที่เราแต่ละคนต่างก็ต้องการความสุข ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขจริงอย่างที่ตนต้องการ
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตนาลัย
“ความสุข” นับเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ แต่ทั้งๆ ที่เราแต่ละคนต่างก็ต้องการความสุข ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขจริงอย่างที่ตนต้องการ
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนที่ต้องการความสุขโดยมากนั้น มักไม่รู้จัก “สุขสมุทัย” หรือ “เหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุข” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “ไม่รู้จักวิธีสร้างความสุข” นั่นเอง
พระพุทธเจ้าของเรานั้นเคยตรัสถึงพระองค์เองไว้ในคัมภีร์แห่งหนึ่งว่า ทรงเป็น “หนึ่ง” ในบรรดาบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก
การที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะตัวพระองค์เองนั้น ทรงบรรลุถึงความสุขขั้นสูงสุดที่ชื่อว่าพระนิพพานอันเป็นบรมสุข (นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ) และยังทรงทราบวิธีที่จะนำพามวลมนุษยชาติให้สามารถบรรลุถึงความสุขดังกล่าวนั้นได้อีกด้วย
ทำอย่างไรผู้ที่ต้องการความสุขจึงจะมีความสุข
สมปรารถนา
ต่อคำถามนี้ พระพุทธองค์ทรงแนะนำไว้ว่า
(1) อย่าเอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์
(2) แสวงหาความสุขที่ชอบธรรม
(3) ในความสุขที่ชอบธรรมก็ไม่หลงติด
(4) เพียรพัฒนาจิตให้ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป
อย่าเอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ หมายความว่า ชีวิตอันประกอบด้วยกายกับใจนั้น โดยตัวมันเอง เป็นสิ่งที่ไม่สู้ซับซ้อนนัก แต่เพราะมนุษย์เราขาดความรู้ ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิต จึงใช้ชีวิตกันไม่เป็น ต่างคนจึงต่างพากันปรุงแต่ง
รูปแบบในการใช้ชีวิตให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวาย สลับซับซ้อน มากเรื่องมากพิธี ยิ่งปรุงแต่งมาก ก็ยิ่งทำให้ภาระแห่งการบริหารจัดการชีวิตพลอยเพิ่มขึ้นเป็นทวีตรีคูณ
เช่น หากหิว เราก็กินให้อิ่ม เพียงแค่นี้ ปัญหาเรื่องความหิวก็แก้ให้จบไปได้ง่ายๆ ร่างกายไม่ได้ต้องการพิธีรีตองอะไรในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
แต่สำหรับใครบางคนนั้น พอหิวขึ้นมา แทนที่จะนึกถึงการกินเพื่อบำบัดความหิวอันเป็นความต้องการที่แท้จริงของร่างกายเท่านั้น เขากลับคิดต่อไปว่า ไหนๆ จะกินแล้วก็ต้องกินอาหารที่อร่อย กินให้สมกับอัครฐานทางการเงิน หรือให้สมกับหัวโขนทางสังคมที่ตนสวมใส่ สถานที่กินแทนที่จะกินที่บ้าน ก็เลือกกินที่ภัตตาคารหรู แทนที่จะกินกันง่ายๆ กันไม่กี่คนในครอบครัว ก็ชักชวนเพื่อนๆ ออกไปกินร่วมกันหลายคน แทนที่จะกินอาหาร
ธรรมดาๆ ก็เลือกอาหารที่มีชื่อเสียง รสเลิศ ราคาแพง กว่าจะกินเสร็จก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมง และแทนที่จะใช้เงินไม่กี่บาท การกินแต่ละมื้อเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องใช้เงินมาก เรื่องกิน ซึ่งเป็นเรื่องพื้นๆ จึงกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก วุ่นวาย ใช้เวลามาก ใช้เงินมากขึ้นมาทันที
เรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ก็ดุจเดียวกัน แทนที่จะนุ่งห่มเพื่อปกปิดร่างกายหรือมีความสวยงามได้ตามสมควรเท่านั้น ก็เพิ่มเติมความสวยงามอย่างวิจิตร เติมรสนิยม เติมแฟชั่น เติมสีสันพรรณรายจากดีไซเนอร์ชื่อดัง เติมยี่ห้อหรือแบรนด์เนมหรูเข้าไป ในที่สุด เสื้อผ้าซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาๆ ก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เงินมากมายในการเลือก ในการซื้อหาต้องเลือกกันแล้วเลือกกันอีก และต้องมีมากมายให้สอดคล้องต้องกันกับแฟชั่นในยุคนั้นๆ เป็นต้น เท่านั้นยังไม่พอ บางคนนอกจากเลือกเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่แล้ว ยังเลือกใส่เสื้อผ้าเพื่อประชันขันแข่งคนอื่น อันเป็นเหตุให้ต้องจ่ายราคาแพงกว่าเดิมมากมายหลายเท่าตัว ครั้นแข่งแล้วชนะก็มีความสุข แต่หากแข่งแล้วสู้เขาไม่ได้ ต่อให้เสื้อผ้าสวยเพียงไร แพงเพียงไร สวมใส่แล้วไม่เพียงแต่ไม่มีความสุข ยังทุกข์อก
ทุกข์ใจอีกหลายเท่าตัว
เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่เพื่อปกปิดอวัยวะและร่างกายตามธรรมดานั้น เลือกเสื้อผ้าธรรมดาสามัญมาสวมใส่ก็ได้ แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่เพื่อป่าวประกาศอัตตาตัวตนนั้น ต้องใช้เงินตรามากมายในการจัดซื้อจัดหามาครอบครอง
การสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายโดยตรงนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องแสนง่ายดาย
แต่การสวมเสื้อผ้าให้แก่อัตตา (หน้าตา) นั้น เป็นเรื่องยุ่งเหยิงของชีวิตโดยแท้
เรื่องร่างกายก็ไม่ต่างกัน ตามธรรมดาร่างกายของคนเรานั้น ถ้ารู้จักบริหารให้พอเหมาะพอควรแล้ว ก็ไม่ก่อให้เกิดทุกข์มาก ไม่มีปัญหาให้ต้องเป็นห่วงบ่วงใยมาก แต่บางคนกลับไม่พอใจร่างกายธรรมดาๆ ที่ธรรมชาติให้มา อยากจะมีรูปร่าง หน้าตา ที่สวยสดงดงาม เป็นที่ต้องตาต้องใจของคนทั่วไปเป็นพิเศษ
จากนั้นจึงเพียรพยายามอย่างสุดกำลังที่จะแต่ง เสริม เติม ตัด ให้สวยงาม ตามแต่จินตนาการ ในบางคนที่แพทย์สามารถผ่าตัดทำศัลยกรรมได้ดั่งใจ ก็ทำให้มีความสุข แต่ในบางรายที่ไม่ได้แพทย์มืออาชีพก็ถึงกับทุกข์ปางตาย บางรายยิ่งศัลยกรรม ยิ่งเป็นการสร้างกรรมแก่ร่างกาย บางรายผ่าไปผ่ามา ร่างกายธรรมดาจึงกลายเป็น “รังแห่งโรค” จนต้องพิโอดพิโอยฟ้องร้องเรียกค่าเยียวยารักษาจากโรงพยาบาล ดังที่เห็นเป็นข่าวกันอยู่บ่อยๆ
ในทางพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้จักยอมรับธรรมดาของสังขาร เช่น หากร่างกายเริ่มแก่ ก็ยอมรับความแก่และดูแลร่างกายที่เริ่มแก่นั้นด้วยความไม่ประมาท หากทำได้ดังนี้ ก็จะเป็นคนที่สวยหรือสง่าสมวัย ผู้ที่ครองตนบนวิถีแห่งความเข้าใจธรรมชาติ อันเป็นธรรมดาของสังขารอย่างนี้ ร่างกายที่กำลังแก่ก็จะไม่ก่อให้เกิดทุกข์มากมาย
แต่ในบางรายที่ไม่รู้จักยอมรับความจริง ผมหงอกเส้นเดียวก็อาจทำให้ทุกข์จนถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ จึงต้องเพียรพยายาม “หลบหน้าสัจธรรม” ด้วยการอำพรางสังขารสารพัดวิธีการ บางคนอายุมาก สังขารโรย แต่ไม่ยอมรับความจริง ยอมเสียเงินมากมายให้แพทย์ทำศัลยกรรม “ร้อยไหม” ทั้งหน้า ทั้งขา ทั้งแขน เพื่อให้ใครต่อใครได้เห็นแต่รูปโฉมโนมพรรณอันเต่งตึงพึงชมของตนตลอดเวลา โดยหารู้ไม่ว่า การทำเช่นนั้นแม้จะทำให้มีความสุขก็จริงอยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่ความสุขที่จีรังยั่งยืนอะไร หากเป็นแต่เพียงความสุขชั่วคราวที่หาความยั่งยืนอะไรไม่ได้เลย ที่สำคัญ คนที่พยายามปิดบังความจริงของร่างกายเช่นนี้ ยิ่งแก่แทนที่จะยิ่งมีความเข้าใจชีวิตลุ่มลึกยิ่งขึ้น การณ์ก็กลับเป็นตรงกันข้าม นั่นคือ ยิ่งแก่ยิ่งไม่ได้เรียนรู้อะไรให้เป็นแก่นสาร
การยอมรับความจริงของสังขาร แล้วเรียนรู้ที่จะอภิบาลสังขารนั้นตามธรรมชาติอันเป็นธรรมดาอย่างเหมาะสม คือหนทางที่จะอยู่ร่วมกับสังขารที่ร่วงโรยไปตามวันเวลาอย่างมีความสุข ใครที่ทำได้เช่นนี้ ทุกข์เพราะสังขารที่เริ่มโรยรา ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มากมายอะไร แต่ใครที่ทำในวิถีที่ตรงกันข้าม สังขารที่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา จะกลายเป็น “ภาระ” ที่ต้องแบกต้องหามด้วยความใส่ใจเป็นพิเศษและด้วยงบประมาณมหาศาล ทั้งงบประมาณในการชะลอสังขาร และงบประมาณในการรักษาภาพลักษณ์ให้ดูหนุ่มสาวกว่าวัยตลอดเวลา ไปๆ มาๆ เรื่องความแก่อันเป็นธรรมดาเลยกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิตที่ทำให้กินก็ไม่อิ่ม นอนก็ไม่อุ่น เพราะจะกิน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็คอยแต่พะวงเรื่องรูปร่างสังขารอยู่ตลอดเวลา
ขงจื้อ ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวจีนเคยกล่าวไว้ว่า“Life is really simple, but we insist on making it complicated.”
“ชีวิตเป็นเรื่องง่ายดาย แต่คนเรากลับไปทำให้มันยุ่งยากเอง”







