posttoday
จีน-อาเซียน ต้องแน่นแฟ้น จับมือฝ่ามรสุมศก.โลกชะลอ

จีน-อาเซียน ต้องแน่นแฟ้น จับมือฝ่ามรสุมศก.โลกชะลอ

14 พฤศจิกายน 2557

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับจีนนับเป็น 2 เขตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย ในบรรยากาศที่เอเชียกำลังสูญเสียแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ทั้งอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ลดลง และการส่งออกยังไม่เห็นความสดใสในอนาคต

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับจีนนับเป็น 2 เขตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย ในบรรยากาศที่เอเชียกำลังสูญเสียแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ทั้งอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ลดลง และการส่งออกยังไม่เห็นความสดใสในอนาคต

ทางเดียวที่จีนกับอาเซียนพอจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คงหนีไม่พ้นการหันหน้ามาร่วมมือกัน และเลิกหวังพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากตะวันตก

ในปัจจุบันเศรษฐกิจของซีกโลกตะวันตกยังคงอยู่ในภาวะซบเซา มีแต่เศรษฐกิจสหรัฐเท่านั้นที่เริ่มผงกหัวขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้

ซีกโลกตะวันตกซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกหลักของเอเชีย จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเอเชีย ส่วนใหญ่ยังเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกในการพัฒนาเศรษฐกิจ ฉะนั้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจซีกโลกตะวันตกกระทบต่อความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับจีนนั้น นอกจากจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 5 ปีแล้ว ยังต้องเผชิญกับการส่งออกที่เติบโตเพียง 11.6% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ถึงแม้ว่ารัฐบาลแดนมังกรกำลังพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจ ให้เติบโตจากภายในมากขึ้นก็ตาม

ทางรอดจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาของจีน คงหนีไม่พ้นการกระตุ้นการส่งออกกับชาติในภูมิภาค ซึ่งหนีไม่พ้นอาเซียนที่มี สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ผูกพันกันอย่างแนบแน่น

ในด้านการค้า แดนมังกรถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียน โดยการค้าระหว่าง 2 เขตเศรษฐกิจมีมูลค่าสูงถึง 4.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.1 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าขยายตัวจากปี 2003 ซึ่งเป็นปีที่อาเซียนเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับจีนถึง 6 เท่า

ในด้านการลงทุนระหว่างอาเซียนกับจีนได้ขึ้นไปแตะที่ระดับ 1.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.9 ล้านล้านบาท) เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้อาเซียนยังได้รับผลประโยชน์จากโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งสร้างแรงขับเคลื่อนสร้างเศรษฐกิจให้กับอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม "อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นประเทศ ที่ต้องการการพัฒนาในหลายด้าน

เรียกได้ว่า นอกจากญี่ปุ่นแล้ว จีนนับเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความรุ่งโรจน์ให้กับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน อาเซียนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนไม่น้อยทีเดียว โดยเป็นเส้นทางผ่านของโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่ อีกทั้งอาเซียนยังเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์การพัฒนามณฑลทางใต้ เช่น ยูนนาน และกว่างซีจ้วง

อย่างไรก็ดี การสานสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและอาเซียน กลับยังมีอุปสรรคชิ้นสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ "กรณีความขัดแย้งเรื่องเขตแดนในทะเลจีนใต้" ระหว่างจีนกับบางชาติสมาชิกอาเซียน
กรณีปัญหาทะเลจีนใต้ถือเป็นปัญหาที่ มีความซับซ้อนสูง และมีประเทศซึ่งตั้งอยู่รายล้อมทะเลจีนใต้เข้าไปมีส่วนพัวพันกับความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์

ในช่วงปีนี้ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ปะทุตัวรุนแรงอีกครั้งหลังจากจีนเข้าไปยืนยันสิทธิ โดยมีการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงเข้ามาซ้อมในเขตน่านน้ำดังกล่าว อีกทั้งยังส่งแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้ามาปฏิบัติการบริเวณหมู่เกาะพาราเซล จนกลายเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในจลาจล เผาทำลายทรัพย์สินของชาวจีนในเวียดนาม

ด้านฟิลิปปินส์ สมาชิกอาเซียนที่เข้าไปมีส่วนกับความขัดแย้งทะเลจีนใต้โดยตรง ได้พยายามส่งเรื่องความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตัดสิน
แน่นอนว่า การยืนยันในผลประโยชน์ของตน การยั่วยุ มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งระหว่างอาเซียนกับจีนให้ขยายตัวรุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น

ล่าสุด หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ออกรายงานตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้รวมฟิลิปปินส์ไว้ในแผนการสร้างเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ซึ่งสื่อชื่อดังก็วิเคราะห์ว่า จีนต้องการแก้เผ็ดที่ฟิลิปปินส์ต้องการจะนำกรณีพิพาทไปฟ้องต่อศาลโลกนั่นเอง กลายเป็นว่ากรณีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไป

ทางที่ดีทั้งสองเขตเศรษฐกิจควรจะมองถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการเข้าไปใช้ทรัพยากรในน่านน้ำบริเวณดังกล่าวอย่างสันติ และเร่งพัฒนากฎเกณฑ์เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ตาม "แนวทางปฏิบัติร่วมกันในทะเลจีนใต้ (ซีโอซี)"

ฉะนั้น สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองทั้งอาเซียนกับจีนอาจดีขึ้นมาก หากทั้งสองจะไม่นำปัญหาด้านกรณีพิพาทด้านดินแดนมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่ทั้งสองกำลังเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเช่นนี้

ทั้งนี้ จีนกับอินเดียเคยประสบความสำเร็จในการมองข้ามปัญหาความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดน และเดินหน้าประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็ได้แต่หวังว่า โมเดลจีนอินเดียจะเกิดกับอาเซียนบ้าง

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน