
'โปรตอน เธราพิ' ความหวังใหม่พิฆาตมะเร็ง
ข่าวเล็กๆ แต่มีความน่าสนใจเป็นอย่างสูง เมื่อ ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์
โดย...พริมพันดาว
ข่าวเล็กๆ แต่มีความน่าสนใจเป็นอย่างสูง เมื่อ ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ออกมาเปิดเผยว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีการติดตั้งเครื่องมือที่ใช้สำหรับประโยชน์ทางการแพทย์ ที่เรียกว่า “เครื่องโปรตอน เธราพิ” (Proton therapy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรักษาโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอนที่มีคุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งที่จุดท้ายสุดของรังสี (end of path) ที่สามารถเพิ่มปริมาณรังสีให้สูงมากขึ้นได้ โดยมีผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อปกติโดยรอบเซลล์มะเร็งน้อยมาก โดยมอบหมายให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมกำกับดูแลความปลอดภัยการใช้เครื่องโปรตอน เธราพิ
ปัจจุบันประชากรมีอัตราการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเพิ่มมากยิ่งขึ้น การรักษาโรคมะเร็งทางรังสีรักษาด้วยรังสีโฟตอนเป็นวิธีหนึ่งที่ยังคงเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยเรา แต่ปริมาณรังสีที่ได้รับนั้นเข้มข้นมาก เพราะต้องใช้พลังงานสูงเพื่อเข้าถึงส่วนของเซลล์มะเร็งที่ค่อนข้างลึก ซึ่งส่งผลต่อเซลล์ดีที่อยู่ข้างเคียงค่อนข้างมาก การนำเอาอนุภาคโปรตอนมารักษาโรคมะเร็งจึงเป็นทางเลือกในการผู้ป่วยจะได้รับรังสีในปริมาณที่น้อยกว่า และมีผลการรักษาที่ดีกว่า
เครื่องโปรตอน เธราพิ มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท และต้องใช้เนื้อที่ประมาณ 6.12 ไร่ ในการสร้างศูนย์เพื่อติดตั้งเครื่องและรักษาคนป่วยแบบครบวงจร ซึ่งถือว่าใหญ่ไม่น้อย และแผนงานเหล่านี้กำลังคืบหน้าอย่างน่าพอใจ มาเจาะลึกถึงข้อมูลเครื่องโปรตอน เธราพิ และการเตรียมความพร้อมของกลุ่มกำกับดูแลความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
จุดกำเนิด ‘โปรตอน เธราพิ’
ผู้ที่บุกเบิกและค้นคว้าในวิธีการรักษาด้วยพลังงานโปรตอนอย่างจริงจังเป็นคนแรกๆ ก็คือ โรเบิร์ต ฮาร์. วิลสัน จากเอกสารที่พิมพ์เผยแพร่ในปี 2489 เขาได้พัฒนาและออกแบบอยู่ที่ฮาร์วาร์ด ไซโคลตรอน ลาโบราทอรี (เอชซีแอล) แต่การรักษาผู้ป่วยโดยใช้รังสีโปรตอนได้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2497 ในสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยในประเทศสวีเดนในปี 2500 และพัฒนามาเรื่อยๆ จากสถิตในเดือน l.8.ปี 2556
ศูนย์ “โปรตอน เธราพิ” ในต่างประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ 43 แห่งทั่วโลก และมี 121 ห้องรักษา โดยส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐถึง 28% และ 23% อยู่ในญี่ปุ่น และมีอยู่ที่ประแคนาดา ฝรั่งเศส โปแลนด์ จีน อังกฤษ เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก โดยมีผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารักษาด้วยวิธีการนี้แล้วถึง 96,537 คน
ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศใช้งบประมาณ 250 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1.25 ล้านบาท สร้างศูนย์โปรตอน เธราพิ เพิ่มอีก 2 แห่งในอังกฤษ โดยจะเปิดในปี 2561 ซึ่งเกิดจากความต้องการของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีอยู่สูงในการรักษาด้วยวิธีการนี้
สำหรับในเมืองไทย มีการศึกษาวิจัยและพยายามที่จะนำเครื่องโปรตอน เธราพิ มาเกือบ 15 ปีมาแล้ว จากงานวิจัยที่ชื่อ “ความเหมาะสมในการลงทุนเพื่อนำเครื่องฉายรังสีโปรตอนมาใช้รักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย” โดย ภูษิต ประคองสาย, ศรีเพ็ญ ตันติเวสส และวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ได้ศึกษาถึงประโยชน์และความเหมาะสมในการนำเครื่องมือฉายรังสีโปรตอนมาใช้สำหรับการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในช่วงระหว่างเดือน มิ.ย.ถึง ส.ค. 2543 โดยใช้การทบทวนเอกสารวิชาการและประสบการณ์ของการใช้รังสีโปรตอนในต่างประเทศ การสำมะโนสถานการณ์ของหน่วยรังสีรักษาและความคิดเห็นของแพทย์รังสีรักษาทั่วประเทศ โดยในตอนนั้นยังไม่เห็นความเหมาะสมที่จะนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องรักษาตรงนี้
รายงานวิจัยอีกฉบับก็คือ รายงานการวิจัยการจัดระบบบริการดานรังสีรักษากับความตองการและการเขาถึงบริการของผูปวยโรคมะเร็งในประเทศไทย ปงบประมาณ 2545 โดย ภูษิต ประคองสาย, สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์, วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร และศุภวาณี สําเภานนท์ ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการเมธีวิจัยอาวุโสดานวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพสํานักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหวางประเทศ และมูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ ซึ่งงานวิจัยครั้งนี้เปนงานวิจัยตอเนื่องจากการศึกษาเพื่อประเมินความเหมาะสมในการลงทุนนําเครื่องฉายรังสีโปรตอนเพื่อใชสําหรับการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย ซึ่งเป็นการศึกษาความตองการทางดานสุขภาพหรือ Health needs เพื่อนําไปสูการวางแผนในการลงทุนดานสาธารณสุขหรือ Facility planning โดยเฉพาะการลงทุนเกี่ยวกับเครื่องมือแพทยที่มีราคาแพงในอนาคตเปนเรื่องที่มีความสําคัญ เปนตัวกระตุนใหเกิดความตื่นตัวและเล็งเห็นความสําคัญในการศึกษาความตองการทางดานสุขภาพ เพื่อนําไปสูการวางแผนการลงทุนและการกระจายทรัพยากรสุขภาพอยางเหมาะสม โดยมีเปาหมายเพื่อใหเกิดการใชทรัพยากรสุขภาพอยางมีประสิทธิภาพและสรางความเปนธรรมในการเขาถึงบริการสุขภาพโดยเฉพาะผูปวยที่ยากจนในสังคมไทย
จากงานวิจัยชิ้นนี้ ผ่านไป 12 ปี โครงการนี้จึงกลายเป็นความจริงขึ้นมา เครื่องโปรตอน เธราพิ กำลังจะถูกนำเข้ามาในเมืองไทย พร้อมก่อสร้างศูนย์รักษามะเร็งด้วยเครื่องนี้โดยเฉพาะ
ทำความรู้จักรังสีรักษา ‘โปรตอน’
รังสีรักษา เพราะเป็นวิธีหลักในการรักษามะเร็งวิธีหนึ่ง ในจำนวน 3 วิธี คือ ผ่าตัด รังสีรักษา และยาเคมีบำบัด โดยรังสีรักษา เป็นการนำรังสีมาใช้รักษาโรค รังสีที่ว่านี้คือ รังสี ไอออนไนซ์ ซึ่งมีหลายชนิด โดยชนิดที่ใช้กันกว้างขวางมากที่สุดรวมทั้งในประเทศไทย คือ รังสีเอ็กซ์ หรือทางรังสีรักษาเรียกว่า โฟตอน (Photon) ซึ่งผลิตรังสีตัวนี้ได้จากเครื่องที่เรียกว่า ไลแนค หรือ ลิเนีย (Linear accelerator) ซึ่งเป็นรังสีที่มีประโยชน์มากมาย แต่นักฟิสิกส์ ก็ยังคงศึกษาค้นคว้าหารังสีชนิดอื่นๆ เพื่อให้ได้การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เหมาะสมกับโรคมะเร็งแต่ละตำแหน่งและชนิดของโรคมะเร็งมากที่สุด ซึ่งในด้านรังสีรักษา คือ การควบคุมโรค หรือฆ่าเซลล์มะเร็งให้ได้มากที่สุดในขณะเดียวกันก็ต้องก่อผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่ออวัยวะปกติให้น้อยที่สุด ซึ่งนี่คือ คุณสมบัติของรังสีที่เรียกว่า “โปรตอน” แต่เนื่องจากโปรตอน เป็นรังสีที่กระบวนการผลิต ซับซ้อนกว่ารังสีเอ็กซ์ โดยผลิตจากเครื่องไซโคลตรอน ที่ในยุคแรกๆ จะต้องมีขนาดใหญ่โตมาก ค่าใช้จ่ายในการผลิต และการดูแลเครื่องสูงมาก รังสีตัวนี้จึงมีข้อจำกัดในการนำมาใช้รักษาโรค โดยทั่วไปจึงใช้อยู่เพียงในการศึกษาวิจัยเท่านั้น
ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นมาก เครื่องไซโคลตรอนที่ใช้ผลิต โปรตอนเพื่อการฉายรังสีรักษาโรค จึงมีขนาดเล็กลงมาก และมีค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องลดลงกว่าในยุคก่อนมาก แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่าย และเทคโนโลยีสูงมากอยู่ดี ดังนั้น เครื่องโปรตอนที่ใช้รักษาผู้ป่วยจึงมีอยู่น้อยมาก
การใช้โปรตอนรักษาโรคเนื้องอกและมะเร็ง จะให้ผลการรักษาควบคุมโรคได้เท่ากับรังสีโฟตอน เพราะมีคุณสมบัติทางชีววิทยาที่ใกล้เคียงกัน แต่โอกาสเกิดผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อ/อวัยวะปกติที่อยู่รอบๆ ก้อนเนื้อ จะน้อยกว่ามาก ดังนั้นในต่างประเทศที่มีเครื่องโปรตอน จึงใช้โปรตอนรักษาโรคเนื้องอก และมะเร็งของอวัยวะที่อยู่ลึกๆ และล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อปกติที่สำคัญ เช่น ในสมอง ในลูกตา ในต่อมใต้สมอง ในไขสันหลัง เป็นต้น
ปัจจุบันนี้การรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้รังสีรักษาด้วยอนุภาคโปรตอน กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
การใช้อนุภาคโปรตอนในการรักษาโรคมะเร็งนั้น เป็นการให้รังสีแบบ External beam radiation เช่นเดียวกับการใช้รังสีเอ็กซ์และรังสีแกมม่า แต่แตกต่างกันตรงการกระจายของปริมาณรังสีเมื่อเข้าไปในร่างกายของคนเรา ซึ่งอนุภาคโปรตอนมีคุณสมบัติคือ มีประจุบวก มีมวลเท่ากับ 1.67 x 10-27 kg
ซึ่งมีมวลมากกว่าอิเล็กตรอนประมาณ 1,837 เท่า โดยอนุภาคโปรตอนนี้ได้มาจากการแยกไฮโดรเจนไอออน
ซึ่งทำให้เกิดพลังงานสูงจากการเหนี่ยวนำอนุภาคด้วยพลังแม่เหล็ก แล้วนำไปเร่งความเร็วด้วยเครื่องเร่ง
พลังงานซิงโครตรอนเพื่อให้ความเร็วของอนุภาคโปรตอนเท่ากับความเร็วแสงและรวมประจุเข้าด้วยกันเป็น
ลำแสงสำหรับใช้ในการรักษา
เมื่อปล่อยลำแสงอนุภาคโปรตอนเข้าสู่ร่างกายจะใช้พลังงานไม่มาก ทำให้การกระจายตัวของปริมาณรังสีของอนุภาคโปรตอน เมื่อเข้าไปในเนื้อเยื่อมีรูปร่างและความลึกจำเพาะ (Bragg peak) ซึ่งแล้วแต่ระดับพลังงาน ซึ่งคุณสมบัติของอนุภาคที่มีประจุ รวมถึงอนุภาคโปรตอนนั้นจะมีการกระจายของปริมาณรังสีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย โดยเริ่มแรกจะถ่ายเทพลังงานที่บริเวณผิวเพียงเล็กน้อย และค่อยๆ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จนถึงความลึกสูงสุดที่จะสามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้ ก็จะถ่ายเทพลังงานให้ตัวกลางทั้งหมด และจากความลึกนั้นการถ่ายเทพลังงานก็จะลดลงอย่างรวดเร็วจนเป็นศูนย์ทำให้สามารถกำหนดให้รังสีชนิดนี้กระจายจำกัดอยู่เฉพาะในบริเวณที่ต้องการได้เป็นอย่างดี ไม่ทะลุไปถูกอวัยวะที่อยู่ลึกลงไปกว่าที่กำหนดได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ใกล้เคียงรอบๆ ให้ได้รับปริมาณรังสีน้อย ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็งในเด็ก มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไขสันหลัง เนื่องจากมะเร็งเหล่านี้อยู่ใกล้กับอวัยวะสำคัญ และพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดคอรอยดัลเมลาโนมา (malignant choroidal melanomas) จำนวนมาก ที่ใช้รังสีรักษาด้วยลำอนุภาคโปรตอน ซึ่งเนื้องอกชนิดนี้เป็นชนิดแรกที่ได้รับการรักษา อย่างปลอดภัย ด้วยปริมาณรังสีสมมูลในระดับสูงเท่ากับ 60-70 เกรย์สมมูล (GyE) โดยแบ่งเป็น 4-5 ครั้ง/สัปดาห์ และยังสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ทุกส่วนเช่นเดียวกับรังสีโฟตอน อีกทั้งอนุภาคโปรตอนยังมีค่า Relative biological effectiveness (RBE) และค่า Oxygen enhancement
ratio (OER) ที่ใกล้เคียงกับรังสีโฟตอนอีกด้วย
ถึงแม้การรักษาด้วยอนุภาคโปรตอนมีประโยชน์หลากหลายตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น แต่ก็มี
ราคาสูง ใช้พื้นที่ในการติดตั้งค่อนข้างมาก และการออกแบบห้องติดตั้งเครื่องต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้ป่วย ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทั่วไปให้มากที่สุด
การเตรียมความพร้อมของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
การรักษาโรคมะเร็งทางรังสีรักษาโดยมาตรฐานทั่วไปที่มีอยู่ในประเทศไทยนั้น เป็นการรักษาด้วย
รังสีโฟตอน (รังสีเอ็กซ์ และรังสีแกมม่า) ต้องใช้พลังงานสูงเพื่อเข้าถึงส่วนของเซลล์มะเร็งที่ค่อนข้างลึก และมีผลต่อเซลล์ดีที่อยู่ข้างเคียงค่อนข้างมาก เนื่องจากการฉายรังสีความเข้มสูงสู่ส่วนอวัยวะต่างๆ ของร่างกายต้องผ่านเซลล์ดีที่อยู่รายรอบ และเมื่อโดนรังสีก็อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของรหัสพันธุกรรม อันเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์ที่อาจก่อมะเร็ง หรืออาจหยุดกระบวนการตามปกติของเซลล์นั้นๆ ได้ ดังเห็นได้จากผลข้างเคียงของการรักษาด้วยรังสีรักษา อาทิ การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง อาการบวมแดงที่ผิวหนัง หรือผื่น ผมร่วง อ่อนเพลีย หรือภูมิ
ต้านทานลดลง
พีรพล พลายน้อย รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มกำกับดูแลความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบศึกษาและเตรียมความพร้อมในการที่จะนำเครื่องโปรตอน เธราพิ เข้ามาในเมืองไทย มองว่า ในแง่การเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย เครื่องนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะเพียงการรักษาอย่างเดียว แต่สามารถใช้เพื่อการวิจัยด้วยก็ได้
“สามารถใช้ได้ในหลายรูปแบบ ประโยชน์หลักใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในทุกส่วนและทุกอวัยวะของร่างกายในทุกรูปแบบและทุกระยะด้วย อย่างเช่นคนไข้ที่เป็นหนักๆ เครื่องมือที่ใช้รักษาอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งใช้ประกอบกันทั้งคีโมและการฉายรังสี ซึ่งการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้หายขาดไปได้ และอีกอย่างหนึ่ง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นของการใช้รังสีรักษาทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะที่ดีๆ ซึ่งอยู่โดยรอบหรือในตัวของคนไข้ไปด้วย เพราะเวลาฉายเข้าไปแล้วมันควบคุมได้ไม่ดีเท่าที่ควรมันก็จะผ่านไปที่ตัวเนื้อเยื่อของมะเร็ง แต่ในขณะเดียวกันพอรังสีผ่านทะลุไปแล้วก็จะไปโดนเนื้อเยื่อที่ถัดออกไปหรือก่อนจะถึงมะเร็ง อย่างเช่นเป็นมะเร็งในปอด พอฉายเข้าไปก็จะโดนเนื้อเยื่อก่อนที่จะถึงมะเร็งแล้วเลยไปข้างหลังด้วย แล้วการควบคุมลำรังสีก็ทำได้ไม่ดีเท่า เพราะฉะนั้นผลข้างเคียงต่อร่างกายจะมีมากสำหรับระบบที่เป็นรังสีรักษามะเร็งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
เพราะฉะนั้นการที่จะนำเอาเครื่องโปรตอน เธราพิ (Proton Therapy) เข้ามาใช้ในบ้านเราก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย พีรพล บอกว่า ทุกวันนี้เครื่องมือหรือเครื่องฉายรังสีที่ใช้อยู่บางส่วนบางอวัยวะฉายเข้าไปแล้วเข้าไปไม่ถึง หรือถึงบ้างแต่ไม่ใช่ตัวหลักที่ทำให้การรักษาไม่มีประสิทธิผลตามสมควร
“เครื่องโปรตอน เธราพิ มันสามารถกำหนดได้ คือก่อนที่เราจะรักษา หมอหรือผู้เชี่ยวชาญที่คุมทางด้านนี้ก็จะมาตรวจร่างกายคนไข้และตรวจเนื้อเยื่อมะเร็งให้รู้ว่าอยู่จุดไหนตรงไหน ลักษณะรูปทรงเป็นก้อนอย่างไร และมีความหนาแน่นแค่ไหนในเนื้อมะเร็งเพื่อที่จะคำนวณโปรตอนที่จะฉายเข้าไป แล้วต้องรู้ว่าอยู่ลึกแค่ไหนเพื่อให้โปรตอนเดินทางเข้าไปถึงก้อนมะเร็งโดยพอดี แล้วทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นมะเร็งตรงนั้น ทำลายได้มากและดีกว่าการใช้รังสีระบบเก่าและได้ผลชัดเจน
ในต่างประเทศใช้กันมาเป็น 20 ปีแล้ว ที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป คนที่เป็นมะเร็งแล้วใช้เครื่องโปรตอน เธราพิ รักษาแล้วหายเขาก็รวมตัวกันไปตั้งชมรมเป็นหมื่นๆ คน ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีถ้าบ้านเราได้นำเข้ามาใช้ เพราะจะเป็นประโยชน์ของผู้ป่วยคนไทยที่เป็นโรคมะเร็ง และเป็นกำลังใจให้กับประชาชนด้วย เพราะคนที่เป็นมะเร็งเขาจะรู้ว่าเขามีทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งและมีโอกาสที่จะหายสูงมาก เครื่องนี้ก็ราคาหลายพันล้านบาท สถานที่ติดตั้งเครื่องนี้จะใหญ่จะเล็กขึ้นอยู่กับเครื่องยิงโปรตอนที่เราใช้ ตัวนี้เป็นตัวเร่งอนุภาควงรอบการเร่ง ที่ต้องใช้พื้นที่หลายไร่ เพราะตัวเร่งเป็นวงแหวนที่กว้างกินพื้นที่เยอะ ก็ต้องรออีก 2-3 ปี”
สำหรับแผนงานในอนาคตอันใกล้นี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจะกำกับในส่วนของผู้ปฏิบัติงานว่าจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านตรงนั้นอย่างไรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
“ถ้าพูดถึงเรื่องอันตรายมันก็อันตรายทั้งนั้นแหละที่เป็นรังสี อะไรก็ตามที่มีประโยชน์มากมันก็มีโทษไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นคนที่จะมาใช้เครื่องนี้ต้องเป็นทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ ตอนนี้เราก็มีการฝึกช่วงเตรียมการ แล้วมีการฝึกคนไปเทรนเพื่อที่จะกลับมาใช้งานเครื่องโปรตอน เธราพินี้ได้ ซึ่งต้องมีทั้งแพทย์เอง นักเทคนิคการแพทย์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงวิศวะเครื่องกลต่างๆ เป็นทีมงานที่ต้องทำงานร่วมกัน ตัวคนไข้ก็จะอยู่ในความดูแลของแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ ส่วนตัวเครื่องทั้งตัววิศวะและทีมงานต้องทำงานร่วมกัน แต่ด้วยระบบของตัวโปรตอน เธราพิเอง มีระบบควบคุมอนุภาคของตัวมันเองอย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้ว มีพลังงานมากพอที่จะทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นมะเร็งในแต่ละจุดได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะอยู่ลึกตรงส่วนไหนของร่างกายก็ตาม ที่ดีที่สุดก็คือใช้กับเด็กได้ เพราะปัจจุบันรังสีรักษาจะใช้กับเด็กได้ยากมาก เพราะมีผลกับเนื้อเยื่อโดยตรง และเด็กมีเนื้อเยื่อที่อ่อน
“ตอนนี้ก็มีแผนส่งคนไปเรียนรู้ในต่างประเทศเพื่อมารองรับในงานตรงนี้ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่คนไทยมีความหวังในการรักษาโรคมะเร็งที่ดีขึ้น เพราะถือเป็นเครื่องรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน มีอัตราการหายที่สูงมากและแทบไม่มีผลกระทบข้างเคียง เพราะเวลาฉายเข้าไปรังสีก็จะทำลายเฉพาะก้อนเนื้อมะเร็ง ความแม่นยำอยู่ในระดับมิลลิเมตร ซึ่งแทบจะไม่ไปกระทบเนื้อเยื่อข้างเคียงเลย แล้วลำรังสีที่เข้าไปเราสามารถกำหนดให้พอดีตัวกับมะเร็งแบบตรงเป๊ะ และรังสีไม่สามารถผ่านทะลุไปได้หยุดแค่ตรงนั้น ซึ่งเนื้อมะเร็งจถูกทำลายมากกว่าวิธีฉายรังสีแบบเก่า ได้ผลและใช้เวลาน้อยกว่าเยอะมาก ดีใจมากที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ในการใช้รักษาโรคมะเร็งของคนไทย”
ความทุกข์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นมีอยู่มากแล้ว ยิ่งมาเจอกับผลข้างเคียงในการรักษาที่เจ็บปวดทรมานทำให้กายและใจอ่อนแอตามไปด้วย แต่วันนี้พวกเขาเริ่มมีความหวังและกำลังใจจากการเพิ่มทางเลือกในการรักษาที่ได้รับการยอมรับว่า มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด การดำเนินการด้านเตรียมพร้อมบุคลากรที่ชำนาญพิเศษเฉพาะทางในด้านเครื่องมือที่แพงอย่างมหาศาลได้เริ่มขึ้นแล้ว หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดจากแผนที่วางไว้ศูนย์โปรตอน เธราพิ ก็จะพร้อมใช้งานในประเทศไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้







