
ฟุตบอลโลก
เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกเกิดขึ้นแม้โดยเนื้อแท้เรื่องนี้จะไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตาย
เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกเกิดขึ้นแม้โดยเนื้อแท้เรื่องนี้จะไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตาย แต่ด้วยความคลั่งไคล้ของคนทั้งโลก จึงทำให้การแข่งขันกีฬาที่เกิดขึ้นทุก 4 ปีนี้ถูกจัดลำดับความสำคัญไม่แพ้เรื่องการเมืองหรือเรื่องเศรษฐกิจเลย
ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงฟุตบอลโลก ที่ด้วยความนิยมอันมโหฬารทำให้เรื่องเล่นที่ไม่มีผลกับชีวิตกลายเป็นเรื่องจริงที่ถึงขั้นเป็นชีวิต!
เพราะพอคนดูมากหมายถึงการโฆษณาที่เข้าถึงคนจำนวนมหาศาล ต่อเนื่องคือการขายสินค้าและบริการอย่างมโหฬาร และแน่นอนย่อมส่งต่อไปถึงกำไรก้อนมหึมา นี่ว่ากันถึงผลกระทบในรูปของผลประโยชน์เป็นรูปธรรมโดยตรง แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันหรืออาจมากกว่าคือผลกระทบที่เป็นนามธรรมคือความคลั่งไคล้อันมหาศาลของมหาชนนั่นเอง
ใครที่จับจุดตรงนี้ได้ ก็สามารถนำมาใช้สร้างประโยชน์ได้ง่ายๆ เหมือนอย่างในบ้านเราที่ยามคนเครียดกันมากๆ กับสถานการณ์บ้านเมือง การถ่ายทอดสดฟุตบอลก็สามารถใช้เป็นยาแก้เครียดชั้นดีที่สามารถให้ความสุขแก่ประชาชนได้อย่างโดนใจ ซึ่งในอนาคตหากฟุตบอลยังครองความนิยมในใจคนมากเช่นนี้ “การถ่ายทอดฟุตบอล” อาจกลายเป็นนโยบายหาเสียงนโยบายหนึ่งก็เป็นได้ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าต่อไปอาจมีพรรคการเมืองสักพรรคประกาศนโยบายให้ “ดูฟุตบอลฟรี” ถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาลจะเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลลีกหลักของยุโรป ทั้งพรีเมียร์ของอังกฤษ บุนเดสลีกาของเยอรมัน ลา ลีกาของสเปน ลีกเอิงของฝรั่งเศส ไปจนถึงไทยลีกของเราเองมาถ่ายทอดทอดให้ประชาชนได้ดูฟรีๆ ทุกนัด ทุกแมตช์ เพื่อความสุข และกระตุ้นให้คนรักในกีฬา การออกกำลังกาย ไม่แน่ว่านโยบายนี้อาจได้คะแนนเสียงมหาศาล
ไม่ได้เขียนเรื่องฟุตบอลโลกเพื่อจะมาเรียกร้องให้พรรคไหนทำประชานิยมให้นะครับ แต่เพราะไปได้ยินคำถามชวนคุยในรายการวิเคราะห์ฟุตบอลอยู่รายการที่เขาเปิดสายให้คนดูโทรเข้าไปตอบคำถามว่า
“นิยามของฟุตบอลโลกคืออะไร?” ได้ยินแล้วก็อดคิดเล่นๆ ตามที่เขาถามไม่ได้ คิดแล้วเลยอยากชวนคุณคิดด้วยว่าถ้าคุณจะจำกัดความฟุตบอลโลกนั้นคุณจะให้นิยามว่าอะไร
คำตอบอาจได้เป็น “กีฬาของคนทั้งโลก” “เกมของมวลมนุษยชาติ” หรืออาจออกแนวดราม่าหน่อยอย่าง “ลมหายใจของชีวิต” หรือ “วันนี้ที่รอคอย” ก็ว่ากันไปครับ
แต่สำหรับผม ผมอยากนิยามฟุตบอลโลกว่าคือ “ความไร้ซึ่งเหตุผล” ก็จะไม่ไร้ซึ่งเหตุผลได้อย่างไรครับ ผมนึกเท่าไหร่ก็นึกเหตุผลไม่ออกว่าอะไรทำให้คนหลายพันล้านคนมาดูลูกกลมๆ ลูกเดียว หรือที่จริงเพราะมันมีลูกเดียวให้แย่งกันนั่นแหละคือเหตุผลที่คนสนใจ อย่างเรื่องใกล้ตัวคือละครหลังข่าวที่มักชอบเรียกกันว่านิยายน้ำเน่าก็หนีไม่พ้นเรื่องชิงรักหักสวาทผู้ชายแย่งผู้หญิง ผู้หญิงแย่งผู้ชาย ของที่จำกัด มีน้อยย่อมมีค่า ของมีค่าคนยิ่งต้องการและทำทุกวิถีทางให้ได้มา ยิ่งแย่ง ยิ่งห้ำหั่นมีการวางแผนสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีการปฏิบัติการพลิกแพลง ยอกย้อนเพื่อให้ได้มา ยิ่งชวนให้คนสนใจ
อาจเป็นเสน่ห์ของการแย่งชิงที่ชวนให้มีผู้ติดตามได้ลุ้นผลกันก็ได้ คุณว่าจริงไหมครับ ซึ่งหากเป็นตามทฤษฎีนี้จริงก็ต้องบอกว่าฟุตบอลจากเรื่องเล่นๆ จะกลับกลายเป็นเรื่องมีเหตุมีผลมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องจริงๆ ขึ้นมาทันที
ก็อย่างน้อยลูกฟุตบอลที่แย่งกันในสนามก็มีลูกเดียวจริงๆ แต่ผลประโยชน์ที่แย่งกันจะเป็นจะตายบนโลก แท้จริงแล้วไม่ได้มีเพียงเค้กก้อนเดียวให้แย่ง กลับกันกลับมีเค้กเพียงพอให้คนทุกคนได้กิน อาหารการกินก็สามารถเพาะปลูกให้พอเพียงเลี้ยงคนทั้งโลกได้ ที่พักอาศัยโลกก็มีไม้ มีหินพอเพียงจะนำไปสร้างบ้านให้ทุกคนอยู่ได้ ยารักษาโลกก็มีสมุนไพร มีพืช หรือจะสารเคมีโลกก็สามารถผลิตได้มากพอปรุงยาสำหรับทุกคน หรือเสื้อผ้า มนุษย์ก็สามารถหาสิ่งของบนโลกมาปกปิดของสงวนกันได้ทุกคน แต่เพราะความ “ไม่พอ” ในใจคนต่างหากที่ทำให้ของนั้นขาดไป
ฟุตบอลตามกติกามีลูกฟุตบอลได้เพียงลูกเดียวให้คน 22 คนมาแข่งกันถ้าจะน่าแปลกก็ตรงทำไมคนถึงคลั่งกันปานนั้น แต่ผลประโยชน์ไม่ได้มีจำกัดถึงขนาดนั้นแต่คนยังแย่งกันยิ่งกว่าสัดส่วน 22 ต่อ 1 เป็น ล้านต่อ 1 ร้อยล้าน พันล้าน หรือหมื่นล้าน ต่อ 1 กันนั่นเลย อย่างนี้จะว่าไม่แปลกกว่าได้อย่างไร
ดูบอลกันหามรุ่ง หามค่ำ อดตาหลับขับตานอนกัน แต่เมื่อเกมจบเราก็รู้ว่านั่นเราคลั่งกับเรื่องเล่นๆ ไปด้วยความสมัครใจเอง แต่ที่เราดิ้นรนแข่งขัน แย่งชิงผลประโยชน์กันหนักหนา จนบางคราเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ไม่เคยมีเสียงนกหวีดเป่าจบเกมให้เราได้ตื่นขึ้นมาสำนึกถึงความคลั่งอันไร้เหตุผลนี้ของเราเหมือนฟุตบอล เว้นแต่เราจะยอมตื่นขึ้นมาเอง ตื่นมาดู และเล่นเกมเศรษฐกิจนี้อย่างเข้าใจถึงความไม่มีสาระของมันเหมือนฟุตบอล
ปิดท้ายคอลัมน์นี้คงไม่มีวลีสรุปใดดีไปกว่าวลีอมตะจากปูชนียบุคคลอย่างท่านมหาตมะ คานธีที่ท่านกล่าวว่า โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับคนทุกคน แต่ไม่พอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว “The world has enough for everyone’s need, but not enough for everyone’s greed.”







