
ลายแทงแห่งนักบุญ (2)
5.การทำบุญด้วยการขวนขวายรับใช้ เช่น การอุทิศตนช่วยกิจการงานของสังคม อย่างที่เราเรียกกันในเวลานี้ว่า การมีจิตอาสา หรือมีจิตสำนึกสาธารณะ
5.การทำบุญด้วยการขวนขวายรับใช้ เช่น การอุทิศตนช่วยกิจการงานของสังคม อย่างที่เราเรียกกันในเวลานี้ว่า การมีจิตอาสา หรือมีจิตสำนึกสาธารณะ
การมีจิตสำนึกรับใช้สาธารณะนั้น ที่ว่าเป็นบุญก็เพราะเป็นการลดความเห็นแก่ตัว เป็นโอกาสของการตอบแทนสังคม เป็นช่องทางในการฝึกหัดพัฒนาตนเอง ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ถือว่าการรับใช้สังคม การช่วยเหลือคนอื่น เป็นมหากุศล
ดังนั้น เมื่อเห็นใครต้องการความช่วยเหลือ นักบวชฝ่ายมหายานจึงยินดีที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เมื่อช่วยเหลือแล้วก็จะขอบคุณผู้ที่ตนไปช่วยเหลือ เพราะบุคคลเหล่านั้นเปิดโอกาสให้ตนได้บำเพ็ญบารมี เป็นทางให้ตนได้ฝึกหัดพัฒนาตนเอง
ผู้ที่มีเจตนารมณ์เช่นนี้เป็นพื้นฐานอยู่ในจิตใจ เวลาออกไปช่วยเหลือใครก็ตาม ก็จะทำงานนั้นอย่างมีความสุข เพราะเขาจะมองว่าการช่วยเหลือคนอื่นคือโอกาสทองของการปฏิบัติธรรม คือโอกาสทองของการฝึกตน
ที่สำคัญการก้าวออกไปช่วยเหลือคนอื่น ยังเป็นมรรควิธีในการฝึกละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย เพราะผู้ที่ยึดติดในอัตตาตัวตนยากอย่างยิ่งที่จะลดตนเองลงไปรับใช้ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
6.ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้ผู้อื่น เช่น การชวนผู้อื่นให้มาทำความดีร่วมกันกับตน (เป็นสหายในบุญ เป็นสหายในทาน) เปิดโอกาสให้คนออื่นได้ทำคุณงามความดีอย่างที่ตนได้ทำหรืออย่างที่เขาควรจะได้ทำ ไม่หวงแหนการทำบุญไว้เฉพาะในแวดวงของตน อย่างที่ในภาษาไทยเราเรียกการทำบุญเช่นนี้ว่าเป็นการ “บอกบุญ” นั่นเอง
การเฉลี่ยส่วนบุญหรือการแบ่งส่วนบุญให้คนอื่นนี้ เป็นการยกสถานภาพของคนบาปให้ขึ้นสู่ความเป็นนักบุญก็ได้ด้วย เพราะเมื่อเราทำบุญแล้วตั้งใจแบ่งส่วนบุญให้เขา ครั้นเขาอนุโมทนาก็เท่ากับว่า เขาได้เป็น “สหายในบุญ” กับเราด้วย
เพียงการอนุโมทนาของเขาก็สามารถยกคุณภาพจิตใจของเขาให้สูงขึ้นได้ จากคนธรรมดากลายเป็นคนที่มีคุณค่าขึ้นมาภายในชั่วพริบตา ดังมีเรืองเล่าพูดถึงอานุภาพของการแบ่งส่วนบุญและอนุโมทนาส่วนบุญปรากฏอยู่ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี ดังนี้
เรื่อง อุบาสกแบ่งส่วนบุญ
ในอดีตกาล สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า มีอุบาสกโสดาบันผู้หนึ่ง ลงเรือไปพร้อมกับกุฎุมพีช่างกัลบกคนหนึ่ง เรือเกิดอับปางท่ามกลางมหาสมุทร เขาเกาะแผ่นกระดานเรือไปถึงเกาะๆ หนึ่ง พักที่เกาะนั้นแล้ว
ช่างกัลบก (ช่างตัดผม) ได้ฆ่านักตัวหนึ่งปิ้งกินและแบ่งให้อุบาสก แต่อุบาสกไม่ยอมรับ บอกว่าอิ่มแล้วไม่กินแล้ว พร้อมกันนั้นก็คิดว่าการมาอยู่ในที่อย่างนี้ที่พึ่งอย่างอื่นไม่มีนอกจากพระรัตนตรัย เขาระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย
ในขณะที่กำลังนึกถึงอยู่นั่นเอง พญานาคที่เกิดในเกาะนั้นเนรมิตตัวเป็นเรือลำใหญ่มีรัตนะ 7 ประการ เทพเจ้าประจำสมุทรทำหน้าที่เป็นนายเรือ พายเรือไปและร้องตะโกนอยู่รอบๆ เกาะ ว่ามีใครต้องการไปชมพูทวีปบ้างไหม
“ข้าพเจ้าต้องการไป” อุบาสก ตอบ
“เชิญมาลงเรือ” เทพเจ้าประจำสมุทร กล่าว
อุบาสกกำลังจะลงเรือ จึงเรียกช่างกัลบกมาด้วย
“คนนั้นลงไม่ได้” เทพเจ้า กล่าว
“ทำไม” อุบาสกถาม
“เขาไม่มีคุณธรรมไม่มีศีลไม่มีอาจาระอันงาม จึงไม่ควรลงเรือลำนี้” ”ข้าพเจ้าอุทิศบุญจากทาน ศีล และภาวนาที่ข้าพเจ้าเคยกระทำอบรมมาแล้วให้แก่เขา ขอให้เขาได้ลงเรือเถิด” อุบาสก ขอร้อง
“ข้าพเจ้าอนุโมทนา” ช่างกัลบก กล่าว
“ถ้าอย่างนั้นลงมา” เทพเจ้าประจำสมุทรเชิญ
และแล้วได้นำคนทั้งสองกลับสู่เมืองพาราณสี
การไปด้วย อยู่ร่วมด้วยคนดีมีประโยชน์อย่างนี้ ทำให้ปลอดภัยแคล้วคลาดจากอันตราย และการแผ่ส่วนกุศลให้ ผู้รับอนุโมทนาย่อมสำเร็จด้วยกันทั้งสองฝ่าย
การแบ่งส่วนบุญให้คนอื่นนี้ หากมองในแง่ของการพัฒนาจิตก็เป็นการบ่มเพาะความเมตตา และเป็นการทำลายความเห็นแก่ตัวโดยตรง จึงนับว่าได้บุญมาก







