
ลายแทงแห่งนักปกครอง (ตอนจบ)
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ทศพิธราชธรรมทั้งหมดนั้น หากเราจะลองพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดแต่ละข้อเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์สู่การปฏิบัติงานได้จริง ในการบริหารบ้านเมืองในยุคปัจจุบันก็อาจจัดประเภทเป็น ๓ กลุ่ม หรือ ๓ หลักการ กล่าวคือ
๑.หลักการครองตน
๑.๑ มีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงด้วย ศีล
๑.๒ มีความเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวด้วย ปริจจาคะ
๑.๓ มีความไม่ลุ่มหลงมัวเมาในโลกิยารมณ์ด้วย ตบะ
๑.๔ มีความอดทนอดกลั้นต่อสารพัดปัญหาด้วย ขันติ
๒.หลักการครองคน
๒.๑ มีความเมตตาเป็นเรือนใจเป็นผู้ให้แก่ประชาชนด้วย ทาน
๒.๒ มีความสุภาพอ่อนน้อม ไม่ถือตัว เข้าถึงง่ายด้วย มัททวะ
๓.หลักการครองงาน
๓.๑ มีความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใสด้วย อาชชวะ
๓.๒ ไม่ลุแก่อำนาจ ตัดสินความด้วยเหตุผลด้วย อักโกธะ
๓.๓ ไม่ข่มเหง ไม่คุกคาม ไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนด้วย อหิงสา
๓.๔ บริหารราชการแผ่นดินด้วยความยุติธรรม (นิติธรรม) และดำเนินการตามระเบียบแบบแผนอันดีงามของบ้านเมือง (เนติธรรม) ไม่ให้วิปลาสคลาดเคลื่อนด้วย อวิโรธนะ
ผู้นำนักปกครองนักบริหารต้องเป็นผู้ที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป เพราะตัวเองเป็นอย่างไร ประชาชนหรือประเทศชาติบ้านเมืองก็เป็นอย่างนั้น ความข้อนี้เป็นสัจธรรมที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงย้ำเรื่องนี้ไว้ในคำสอนของพระองค์เป็นอเนกประการ เช่น ที่ตรัสว่า เมื่อฝูงโคข้ามฟาก หากโคที่เป็นผู้นำฝูงว่ายตรง โคบริวารก็ว่ายตรง แต่หากโคที่เป็นผู้นำว่ายคด โคบริวารก็ว่ายคดตามไปด้วย ในสังคมมนุษย์ก็ดุจเดียวกันกับผู้นำอย่างไรผู้ตามก็อย่างนั้น หากผู้นำเป็นจอมทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงมีหรือที่ผู้ตามจะไม่เห็นดีเห็นงามตามไปด้วย หากผู้นำมีจริยธรรมผู้ตามก็คงปฏิบัติไม่ต่างกัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำปฏิบัติตัวตรงกันข้ามกับธรรมะ ผู้ตามก็ย่อมได้ข้ออ้างในการเจริญรอยตามอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะเหตุที่ผู้นำทางการเมืองการปกครองมีความสำคัญเช่นที่กล่าวมานี้เอง มหาตมะ คานธี รัฐบุรุษคนสำคัญที่สุดของประเทศอินเดียและของโลกจึงตราความข้อนี้ไว้ในผลงานของท่านดังปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ว่า
“สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การเมืองที่ปราศจากหลักธรรมทางศาสนาเป็นเรื่องของความโสมมที่ควรสละทิ้งเสียเป็นอย่างยิ่ง การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติและเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพของประเทศนั้น ต้องเป็นเรื่องของผู้ที่มีศีลธรรมประจำใจ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องเป็นเรื่องของผู้ที่แสวงหาพระผู้เป็นเจ้าและสัจธรรม...”
ผู้นำ นักปกครอง นักการเมือง ผู้ปรารถนาจะประสบความสำเร็จในฐานะนักปกครองจึงไม่ควรมองข้ามทศพิธราชธรรม จริงอยู่ แม้โลกทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปมาก การเมืองการปกครองของโลกส่วนใหญ่ไม่ใช่ระบอบราชาธิปไตยที่เน้นคุณธรรมของราชาหรือผู้นำที่มีบทบาทเด่นอยู่คนเดียว แต่ถึงกระนั้น หลักทศพิธราชธรรม ก็ยังคงมีความเหมาะสมสำหรับนักการเมืองทุกคนอยู่ดี เพราะหลักธรรมทุกข้อนั้นมีความเป็นสากลอยู่ในตัวเอง (พึงเทียบกับหลัก “ธรรมาภิบาล” ดูก็ได้จะเห็นว่าสอดคล้องกันทั้งหมด) เหมาะสำหรับนักการเมืองหรือนักปกครองทุกคนอยู่แล้ว ใครนำมาปฏิบัติคนนั้นก็ย่อมจะเป็นผู้เห็นผลดีด้วยตนเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นราชาหรือนายกรัฐมนตรีก็ได้ ที่สำคัญ เราไม่ควรตีความตื้นๆ ว่า ทศพิธราชธรรมย่อมเป็นธรรมสำหรับราชาในระบอบราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น การตีความเช่นนั้นเท่ากับเป็นการปฏิเสธหลักธรรมาภิบาลที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของสังคมมนุษย์ไปอย่างน่าเสียดาย เราไม่ควรหันหลังให้ทศพิธราชธรรมเพียงเพราะชื่อของข้อธรรม (ที่มีคำว่า ราชา) แต่ควรเข้าหาแก่นสารของธรรมที่เนื้อหาสาระโดยตรง เมื่อพิจารณาลงไปที่เนื้อหาสาระของทศพิธราชธรรมโดยตรง เราจะพบว่า ไม่ว่าการเมืองการปกครองจะเป็นแบบใดก็ตาม นักการเมือง นักปกครองในระบอบนั้นก็จำเป็นจะต้องใช้ทศพิธราชธรรมอยู่นั่นเอง ทิ้งธรรมเมื่อไหร่ บ้านเมืองก็วุ่ยวายกันเมื่อนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “การเมืองที่ไม่มีธรรมะ คือ หายนะมวลรวมประชาชาติ” และในทางกลับกัน “การเมืองที่มีธรรมะ ก็คือ วัฒนะมวลรวมประชาชาติ"







