posttoday
วิถีชีวิตช้าๆ ของคนอเมริกัน

วิถีชีวิตช้าๆ ของคนอเมริกัน

03 มิถุนายน 2553

หนูดี – วนิษา เรซ

สัปดาห์นี้หนูดีมีเรื่องมาฝากจากการเดินทางค่ะ สัปดาห์ที่แล้วหนูดีบินมาทำงานที่อเมริกา เลยมีเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟัง ต้องขอเลื่อนเมนูอัลไซเมอร์ของเราออกไปก่อนนะคะ

เมืองที่หนูดีมาชื่อ คลาร์ก ซัมมิต เป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก ให้ความรู้สึกช้าๆ เหมือนย้อนไปร้อยปีที่แล้ว เพียงแต่มีความสะดวกสบายและสมัยใหม่แบบอเมริกันไว้รอเราอยู่ตลอดเวลา เลยเป็นความลงตัวน่ารักๆ ที่ทำให้คำขวัญของเมืองบอกว่า เป็นเมืองที่เหมาะกับเด็กและคนมีอายุ เพราะเด็กเล็กๆ น่าจะได้เติบโตในเมืองช้าๆ อากาศดีๆ คนใจดี และปลอดภัยจากอาชญากรรม แต่หนูดีคิดว่าไม่ใช่แต่เด็กกับคนชราเท่านั้นหรอกค่ะที่ต้องการสิ่งนี้ พวกเราทุกวัยนั่นล่ะต้องการสิ่งนี้มากเช่นกันในโลกปัจจุบัน และหลังจากหนูดีทำงานเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาออกเที่ยว

เมืองนี้เป็นเมืองที่มีฟาร์มเยอะ เลี้ยงสัตว์และปลูกพืชหลายชนิด โชคดีหนูดีมีเพื่อนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่มีบ้านเป็นฟาร์มออร์แกนิกปลอดสารร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่ ก็เลยถือโอกาสขออนุญาตไปเยี่ยมเสียเลย จะได้เห็นชีวิตของคนที่ทำงานในโลกสมัยใหม่ แต่ชีวิตที่บ้านเป็นชาวสวนปลอดสารร้อยเปอร์เซ็นต์

ปกติหนูดีจะเห็นเพื่อนคนนี้สอนเด็กวัยรุ่นได้เก่ง บุคลิกน่านับถือ จบปริญญาเอก และเป็นผู้บริหารคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยด้วย แต่วันที่หนูดีขับรถขึ้นเขาไปหาเขาช่วงบ่ายอ่อนๆ ก็เห็นเพื่อนใส่กางเกงยีนส์ที่เปื้อนทั้งสีทาบ้าน เปื้อนดิน แถมขาดตรงหัวเข่าด้วย ดูออกเลยว่าไม่ได้ทำขาดเพราะแฟชั่น แต่คงเพราะขาดเองขณะทำงานสวนแน่นอน สวนนี้ของเพื่อนกว้างใหญ่มาก มองไปสุดลูกหูลูกตา บนเขาที่เขียวขจีด้วยใบไม้ผลิใหม่ของต้นเมเปิลแล้ว นึกในใจว่าเพื่อนเราโชคดีเหลือเกิน นอกจากได้ทำงานเป็นอาจารย์แล้ว ยังมีเงินเหลือเก็บมาซื้อที่ดินผืนโต อุดมสมบูรณ์ อากาศดี เลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นสนขาย ปลูกหญ้าขายได้

มารู้ทีหลังด้วยความตกใจว่า เพื่อนเกือบสูญเสียที่ดินนี้ไปเพราะโดนรัฐยึดแล้วครั้งหนึ่ง แต่รักษาไว้ได้ด้วยความยากลำบากและการทำงานหนัก ปรากฏว่าที่ผืนนี้เป็นที่ดินมรดกจากคุณแม่ เมื่อแม่จากไปต้องเจอภาษีมรดกก้อนใหญ่ รวมถึงภาษีแบบคนอเมริกันแท้ๆ ที่จ่ายภาษีที่ดินกันดุมากปีต่อปีหากถือครองที่ใหญ่แบบนี้ รายได้จากฟาร์มก็ไม่เคยพอ ก็เลยต้องเอาเงินเดือนมาคอยจ่ายพยุงให้ฟาร์มดำเนินไปได้ กลายเป็นว่าฟาร์มที่เห็นสวยๆ มีเบื้องหลังที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย

แถมการทำงานในฟาร์มก็เรียกร้องเวลาจากเจ้าของตลอดเวลา และฟาร์มนี้ไม่จ้างคนนอก มีเพียงพี่น้องสามสาวที่ผลัดกันมาช่วยดูแล รวมถึงสามีและญาติผู้ชายอีกคนหนึ่ง ทุกคนไม่ค่อยมีใครได้อยู่ว่างๆ เมื่อหนูดีไปถึง ขับรถผ่านทุ่งสนที่ปลูกไว้เรียงรายให้คนมาซื้อและตัดไปทำต้นคริสต์มาสตอนสิ้นปี ก็ได้เห็นรั้วเตี้ยๆ ที่กั้นกรงไก่ลายจุด หัวฟู หน้าตาประหลาดแบบไก่ฝรั่งหลายสิบตัว เข้าไปถึง Pond House หรือบ้านริมบึงประดับด้วยหินแบบโบราณ ก็เห็นเพื่อนและพี่น้องกำลังช่วยกันตอกเสาห้อยระฆัง ทุกอย่างต้องทำเอง ทั้งการไปตัดไม้มา ถากเปลือกไม้ออก ตั้งเสา แถมสวัสดีกันอยู่ดีๆ ก็ต้องพากันเดินไปตักดินจากหลังสวนที่หมักไว้ด้วยมูลแกะ ซึ่งหนูดีช่วยเพื่อนหิ้วตัวเอียงออกมา เพื่อปลูกต้นไอริส

ที่นี่เหมือนเมืองมหัศจรรย์ของหนูดี มองไปทางไหนก็สวยพอถ่ายรูปลงโปสต์การ์ดได้ แถมต้นฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ ดอกไม้บาน อากาศดี ขณะคุยกันอยู่น้องสาวเพื่อนก็ตะโกนบอกว่า ช่วยไปเช็กแม่แกะหน่อย เพราะเดี๋ยวลูกแกะตายอีก เมื่อสัปดาห์ก่อนแม่แกะคลอดลูกแฝดสามออกมา แต่ตายไปสอง เพราะไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเพื่อช่วยดึงขาลูกแกะ พอเดินขึ้นไปไหล่เขาตรงไร่เลี้ยงแกะ ก็ได้เห็นแกะโบราณแบบอังกฤษที่ขนสีน้ำตาลเข้ม ตัวอ้วนใหญ่ ขาเล็กนิดเดียว และมีเขาโง้งม้วนๆ ดูน่ากลัว โชคดีที่พวกเขาไม่ดุแม้จะเป็นฤดูออกลูก เราก็เลยเดินเข้าไปชมได้ใกล้ชิดแบบไม่มีรั้วกั้น

น่าขำปนน่ารัก ที่ดอกเตอร์คนหนึ่งใช้วันว่างทำคลอดลูกแกะ ลงพืชในสวน ย้ายพืชเอง ทำความสะอาดบึงของตัวเอง เก็บไข่ไก่ไร้สารที่เลี้ยงไว้เองมาเก็บไว้กิน ปรับปรุงดินที่เขาบอกว่าดูเหมือนดีแต่ใช้ปลูกผักยากมาก เพราะเป็นดินโคลนและเปรี้ยวมาก เรียกว่าถอดสูทก็ใส่บู๊ตลงสวนทำงานกันเลย

เห็นวิถีของคนเลี้ยงแกะแบบโบราณแล้ว แม้พวกเขาดูน่ารักมาก โดยเฉพาะลูกตัวเล็กสีขาวจุดดำ แต่ก็ไม่แน่ใจเลยว่าคนรักสัตว์จะกล้าเลี้ยงเพื่อการพาณิชย์ไหม แกะเหล่านี้มีพ่อพันธุ์แค่ 1 ตัว แต่ใช้แม่พันธุ์ถึง 12 ตัว ตอนแรกหนูดีก็คิดว่าพ่อแกะโชคดีจัง มีแฟนเยอะเลย ตอนหลังถึงได้รู้ว่าพ่อแกะจะได้อยู่กับแม่แกะแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น ที่เหลืออีก 10 เดือนต้องถูกขังเดี่ยวบ้าง เจอเพื่อนตัวผู้ที่ปลดเกษียณและถูกทำหมันแล้วบ้าง เพื่อไม่ให้มีลูกแกะคลอดหลงฤดู

แกะเหล่านี้เป็นแกะขน ก็ต้องมีการไถขนแกะกันปีละครั้ง เป็นวิธีโบราณ คือ เอาแกะอ้วนพีมานอนหงาย เอาหัวสอดใต้ขาแล้วหนีบไว้ ระหว่างนั้นก็เอาปัตตะเลียนไถขนจนหมดตัว ฟังแล้วหวาดเสียวกับเขาโง้งๆ ที่หากขวิดขึ้นมา มีหวังคนไถขนต้องได้เข้าโรงพยาบาล แถมต้องขายแกะตัวผู้ไปเป็นอาหารสำหรับคนอยากกินเนื้อแกะปลอดสาร อารมณ์ดีเพราะได้เดินยืดเส้นยืดสายด้วย ฟังแล้วโหดไม่น้อย

วิถีชีวิตช้าๆ อย่างนี้ไม่ได้มีอยู่ฟาร์มเดียวค่ะ พรุ่งนี้หนูดีจะข้ามเมืองไปแมริแลนด์ เพื่อไปดูฟาร์มม้าและผักของเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่มีอาชีพหลักเกี่ยวกับการซื้อขายบ้านและที่ดิน ตอนนี้ก็เลยถือไข่ปลอดสารสองโหลของฟาร์มนี้ไปฝากอีกฟาร์ม แล้วจะเขียนมาเล่าให้ฟังอีกค่ะว่า วิถีชีวิตช้าๆ (แต่ไม่ได้อยู่นิ่งๆ เลย) ของคนอเมริกันพันธุ์ใหม่เหล่านี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน