posttoday
ทุกแผ่นดินเปี่ยมความหมาย ‘ประชาคม ลุนาชัย’

ทุกแผ่นดินเปี่ยมความหมาย ‘ประชาคม ลุนาชัย’

15 กันยายน 2557

โดย...นกขุนทองชนิดาภา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

โดย...นกขุนทองชนิดาภา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“เวียดนาม แผ่นดินหลังสงคราม ในความงามและความหมาย” สารคดีลำดับที่ 3 จากนักเขียนนามว่า “ประชาคม ลุนาชัย” เป็นอีกหนึ่งงานเขียนที่มีออกมาให้ได้เห็นไม่บ่อยนัก ถ้าเทียบกับนวนิยายที่เจ้าตัวยังเพียรขีดเขียนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว

นอกจากมีคลังชีวิตที่โผทะยานเกี่ยวเก็บประสบการณ์มาไว้มากแล้ว การออกเดินทางอีกครั้ง นับเป็นการเรียนรู้ และได้ความหมายใหม่ ประชาคมเลือกไป “เวียดนาม” ประเทศเพื่อนบ้านที่เขาไปเยือนเมื่อไรก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่กระทบใจ จนต้องส่งออกมาเป็นงานเขียนชิ้นนี้

“สารคดีเป็นการทำงานกับข้อมูล เราอยู่บ้านจะเอาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมาเขียนไม่ได้ ไม่ว่าประเทศหรือสถานที่ไหนก็ต้องเกิดแรงบันดาลใจให้เราอยากเขียน เราไปเห็นอะไรสักอย่างหนึ่งมันถูกตาต้องใจเรา มีพลังบ้างอย่างที่กระแทก และเราก็ทำมันได้ไม่ง่าย อย่างเวียดนามผมก็ไปทั้ง 3 ภาค เหนือ กลาง ใต้ ถ้าเราทำไกด์บุ๊กหรือเขียนกินเที่ยวไปฮอยอันที่เดียวก็ได้ แต่เราอยากให้งานสารคดีเป็นงานแตกต่างจากคนอื่น มีมติด้านลึก มีความงามมีความหมายในสารคดี ก็ลงพื้นที่เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2553 บางทีไปแล้วไปอีก เพราะผมถ่ายภาพเองด้วย อย่างสะพานข้ามแม่น้ำหอมที่เมืองเว้ เขาเรียกสะพานเจ็ดสี ไปครั้งแรกฝนตกก็ต้องไปใหม่

สารดีที่ดีต้องมีข้อมูลทั้งกายภาพ ประวัติศาสตร์ และข้อมูลที่เราเก็บเกี่ยวได้ตามชุมชน อีกส่วนคือข้อมูลทางจินตภาพ คือโลกทัศน์ของผู้เขียนที่มาผสานร่วมกัน เป็นงานสารคดีที่เป็นงานศิลปะ เป็นสารคดีที่เป็นวรรณกรรม เป็นสารคดีที่อ่านอย่างซึมซับสาระ นอกจากรู้จักคนเวียดนามแล้ว ยังสามารถสะท้อนความเป็นมนุษย์ในเชิงสากลอีกด้วย”

ชนวนหนึ่งที่ทำให้ประชาคมเลือกที่จะเขียนสารคดีเวียดนาม เพราะนิสัยของคนไทยที่หอบเม็ดเงินไปเที่ยวเวียดนามปีหนึ่งหลายพันหลายบาท แต่ไปเพียงเพื่อกิน เที่ยว ซื้อของฝาก ถ่ายรูปสวยๆ แต่ไม่ทำความเข้าใจกับเมืองที่ไป และวิถีชีวิตที่ได้สัมผัส

“ผมเขียนสารคดีเวียดนามขึ้น อย่างน้อยคนไทยต้องศึกษาเวียดนามมากกว่านี้ ผมเห็นทัศนคติการทำงานของคนเวียดนามน่าประทับใจมาก ทุกวันเขาทำงานเพื่อชาติ เขาเหนื่อยยากลำบากเขาไม่บ่นนั้นเขาสร้างชาติอยู่ ประเทศเขาล้าหลังเพราะประสบภาวะสงครามมายาวนานมาก เมื่อได้อิสรภาพคืนมาแล้ว เขาทำให้เกิดคุณค่าต่อประเทศชาติเขามากที่สุด นี้น่าประทับใจ สองก็คือ พื้นที่รอบๆ บ้านของคนเวียดนามจะไม่ปล่อยให้ว่าง คนเวียดนามจะปลูกพืชผักสวนครัวหรือไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ เพราะพืชที่ปลูกลงไปจะงอกงามขึ้นบนผืนแผ่นดินเวียดนาม”

สิ่งที่ผู้เขียนสะท้อนออกมามีทั้ง อดีตอันเจ็บปวด ปัจจุบันที่ต้องฟันฝ่า และอนาคตที่มีความหวังสวยงาม “อดีตการสู้รบที่คนเวียดนามว่าโหดร้ายมาก เขาหลบอยู่ในอุโมงค์ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 20 ปี เพื่อชนะอเมริกาให้ได้ แต่กลางคืนช่วงเดือนหงายขึ้นมาปลูกข้าวดำนา ถ้าไม่ทนถึงที่สุด สู้ถึงที่สุด เขาแพ้ไปแล้ว ทุกวันนี้สงครามยังส่งผลให้พวกเขา ยังมีพิษของสงครามที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งตอนนี้เวียดนามได้ก้าวข้ามผ่านมาแล้ว พิษบาดแผลของสงครามทำให้ประเทศเวียดนามตระหนักว่าจะไม่กลับไปสู่ความขัดแย้งเก่าๆ อีกแล้ว ประเทศต้องก้าวหน้าไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว นี่คืออนาคตที่เขาหวังจะเป็น”

ประชาคม ลุนาชัย ได้กล่าวไว้ว่า “งานศิลปะศิลปินมีแต่จะประสบความสำเร็จ ศิลปินไม่มีความล้มเหลว นอกจากคุณจะไม่ใช่... ปฏิมากรสร้างประติมากรรม ปั้นงานชิ้นหนึ่งประสบความสำเร็จ มาจากแรงบันดาลใจจากศิลปะในตัวเขา นักเขียนก็เหมือนกัน เขาเก็บเกี่ยวข้อมูล มีแรงบันดาลใจ จุดประกายความคิดให้ตัวเอง สร้างงานเขียนขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เสร็จเป็นหนังสือ ก็ประสบความสำเร็จ มีสิบเล่มก็ประสบความสำเร็จมากกว่าสิบครั้ง”

การเดินทางภายในเวียดนามของประชาคม หากมันจะชวนผู้อ่านท่องตามไปบ้าง ก็ขอให้เรียกว่าเป็นไกด์บุ๊กทางจิตวิญญาณ

“เวียดนามมีแง่มุมให้เขียน มีแง่มุมให้คิด และมีแง่มุมให้คิดต่อ ผมเขียนในช่วงที่ประเทศเรามีความขัดแย้ง แต่ประเทศเวียดนามก้าวข้ามไปแล้ว แต่เราเพิ่งจะเริ่ม เรื่องราว สถานที่ที่นำมาเขียนไม่จำเป็นต้องมีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ คนนิยมไป แต่เป็นเรื่องที่มันกระทบใจ เอาสะดุดใจ อย่างฮาลองเบย์มีคู่หนึ่งขายผลไม้ นอนหนุนตักกัน เป็นจุดเล็กๆ เรามาเที่ยวชมชีวิตมันอยู่ตรงนี้เอง เป็นดอกไม้ของฮาลองเบย์ มันเก็บเป็นมุมของชีวิตที่มีมิติ หรือแม้แต่แง่มุมในประวัติศาสตร์ มีรถออสตินสีฟ้าเก่าๆ ที่วัดเทียนหมุ คนไปถ่ายรูปเยอะมาก ถ้าคนไม่รู้มาก่อนคงสงสัยว่ารถคันนั้นสำคัญยังไง รถเก่าในเมืองไทยสวยๆ ก็มี แต่ประวัติของรถคันนี้เป็นของเจ้าอาวาสวัดเทียนหมุที่ขับรถไปไซ่ง่อนเผาตัวเองประท้วงรัฐบาล รถคันนี้มีความหมายมากในแง่ของการต่อสู้ สถานที่ที่เราไปนักเขียนต้องมีคำถาม ค้นหาคำตอบให้ได้ และต้องชวนให้คนอ่านคิด กระตุ้นให้คิดต่อ”

ประชาคมยังสร้างสรรค์งานเขียนออกมาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยก็มีนวนิยายปีละ 1 เล่ม นั้นเพราะงานเขียนคือส่วนหนึ่งในชีวิตที่เขาอยู่กับมันมาค่อนชีวิตแล้ว

“ผมเคยบอกนักศึกษาว่า จะรักเป็นนักเขียนจริงๆ หนึ่งต้องเขียนจนติดเป็นนิสัย สองเขียนจนผูกพันกับงานเขียน สามเขียนจนรู้สึกงานเขียนเป็นสิ่งขาดไม่ได้ สี่งานเขียนเป็นชีวิตเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งผมฝึกแบบนี้มา หนังสือแต่ละเล่มออกไปสู่ตลาดจะล้มเหลวอย่างไร แต่เราประสบความสำเร็จแล้ว เขาได้สร้างโลกขึ้นมาอีกใบหนึ่ง สร้างงานที่เขามุ่งหวังตั้งใจออกมาอีกงานหนึ่ง ผมไม่ได้เขียนงานทุกวัน แต่คิดทุกๆ วัน และก็เขียนเรื่องต่อจากที่มีในหัวใจ เมื่อเราเขียนงานจากหัวใจ หนังสือที่ส่งไปสู่ผู้อ่านก็ออกไปจากหัวใจเรา” ประชาคมทิ้งท้ายไว้เช่นนี้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI