
ค่านิยมการแข่งขันส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
ค่านิยมการแข่งขันส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก
สังคมไทยทุกวันนี้จะเห็นว่าเน้นค่านิยมเรื่องการแข่งขันกันชัดมาก เช่น พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกเป็นคนเก่งก็ส่งเข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ส่งลูกไปกวดวิชาตั้งแต่ 45 ขวบ เพื่อจะได้เข้าโรงเรียนดีๆ แต่หารู้ไม่ว่าการทำแบบนั้นส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูก
พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การที่เด็กโดนบังคับจะส่งผลให้เด็กไม่มีความสุข เกิดความเครียด เอนดอร์ฟินไม่หลั่งสมองก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น ไม่ได้ถูกพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อพัฒนาการเด็กอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้สติปัญญาของเด็กต่ำกว่ามาตรฐาน
“เด็กวัยนี้ควรได้เรียนรู้จากการเล่นตามธรรมชาติมากกว่าการถูกบังคับให้นั่งเรียนหนังสือ แต่ปัจจุบันการเลี้ยงดูเป็นไปอย่างสวนทาง ความจริงตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เด็กเริ่มพูดได้แล้ว ดังนั้นควรเริ่มจากการให้เด็กพูดคุย รู้จักการเรียงรูปแบบประธาน กริยา กรรมให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาเริ่มเขียน แต่เด็กไทยกลับถูกสอนให้ท่องตัวอักษรให้ได้ก่อน ต้องเขียนได้ อ่านได้ ผสมคำเป็น แล้วค่อยสื่อสาร ซึ่งเป็นวิธีที่สวนทางและฝืนธรรมชาติเด็ก”
สอดคล้องกับ ดร.พัฒนา ชัชพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยและกรรมการสมาคมอนุบาลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่บอกว่าการที่พ่อแม่รีบเร่งเด็กให้เก่งตั้งแต่อายุน้อยๆ เพื่อให้ไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้นั้นอาจส่งผลเสียต่อตัวเด็กในระยะยาว เนื่องจากเด็กไม่ได้รับการพัฒนาไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น การเรียนการสอนกลายเป็นแบบเร่งด่วนเพื่อให้เด็กจำได้โดยเพิกเฉยต่อการปล่อยให้เด็กได้ทดลองปฏิบัติด้วยตัวเอง ความรู้ที่เด็กได้รับเป็นเพียงแค่ความรู้แบบนามธรรมคือการจำได้แต่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นภาพ ไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับสิ่งอื่นรอบตัวได้ การเรียนรู้ที่แท้จริงผ่านการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองจะไม่เกิดขึ้น ในระยะยาวเด็กไม่สามารถคิดเองได้และระดับสติปัญญาจะต่ำลงเรื่อยๆ ในที่สุด
พญ.มธุรดา แนะว่า พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูลูกด้วยวิธีการกระตุ้นพัฒนาการลูกทั้ง 4 ด้านตามช่วงวัยของเด็กไปพร้อมๆ กันคือ ด้านการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว การสื่อสาร และด้านอารมณ์ โดยสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามคือพัฒนาการตามวัย และช่วงเวลาทองของลูกอยู่ที่ 3 ขวบปีแรก ซึ่งความต้องการของลูกจะแตกต่างและเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามช่วงอายุ พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการเลี้ยงด้วยวิธีการส่งเสริมความคิดเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับการกระตุ้นพัฒนาการทั้งสี่ด้าน คือปล่อยให้เด็กเติบโตและทดลองเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ใช้จินตนาการของเขาอย่างเต็มที่ ไม่เร่งรัดหรือบังคับ ให้เด็กได้ปฏิบัติจริงและได้แก้ไขปัญหาผ่านการลองผิดลองถูกเอง วิธีนี้จะทำให้สมองของเขาผลิตเซลล์ประสาทได้มากขึ้น เส้นใยที่เชื่อมต่อในจุดต่างๆ จะเยอะขึ้น เรียนรู้ได้ดีขึ้น มีพัฒนาการรอบด้านที่สมวัยพร้อมศักยภาพที่จะแข่งขันได้แท้จริง” พญ.มธุรดา ทิ้งท้าย
ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะหาคำตอบในการเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อยและการทำงานของสมองได้สามารถไปหาได้ในงานเอนฟา เบรน เอ็กซ์โป 360 จีเนียส ระหว่างวันที่ 12–21 ก.ย.นี้ ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า
สยามพารากอน สอบถามได้ที่เบอร์ 02-725-8700







