posttoday
งามได้ในทุกพื้นที่ “ศิลปะ” ปะทะ “ธรรมชาติ”

งามได้ในทุกพื้นที่ “ศิลปะ” ปะทะ “ธรรมชาติ”

07 สิงหาคม 2557

แยกกันไม่ได้ ตัดกันไม่ขาด ระหว่าง “ศิลปะ” กับ “ธรรมชาติ” ทั้งสองสิ่งนี้คือความกลมกลืนที่กลมเกลียวกันมาแต่ไหนแต่ไร

โดย...โจ เกียรติอาจิณ ภาพ รศ.ญาณวิทย์ วิศิษฐ์ แถมเงิน คอลเลกชั่นส่วนตัว รศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง /ภาพ สาครินทร์ คลังภาพโพสต์ทูเดย์ คอลเลกชั่นส่วนตัว สาครินทร์ เครืออ่อน

แยกกันไม่ได้ ตัดกันไม่ขาด ระหว่าง “ศิลปะ” กับ “ธรรมชาติ” ทั้งสองสิ่งนี้คือความกลมกลืนที่กลมเกลียวกันมาแต่ไหนแต่ไร

ไม่นานมานี้มีโอกาสไปเผชิญหน้ากับงานศิลปะอันท้าทายของสองศิลปินชั้นนำ “รศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง” และ “สาครินทร์ เครืออ่อน” จึงรู้แจ้งเห็นชัดว่าการนำศิลปะมาปะทะธรรมชาติมันช่างน่าดูชมยิ่งนัก

ความงาม ณ ป่าสงวน

ถ้างานชุดนี้เป็นแค่ว่านำภาพพิมพ์มาจัดแสดงคงไม่มีใครกล่าวขานถึงแน่นอน แต่เพราะเนื้อหาภาพพิมพ์นั้นมีนัยและสาระซ่อนเร้นอยู่มากมาย เริ่มตั้งแต่ชื่อได้บ่งชี้ถึงตัวผู้เป็นพ่อของศิลปิน “ครูสงวน กุญแจทอง” เจ้าของผืนป่า 108 ไร่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่ฝันอยากเกิดสีเขียวอยู่ทั่วบริเวณ

“พ่อค่อนข้างเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนครับ และชอบแฝงอะไรเล็กๆ น้อยๆ ไว้ในสิ่งที่ท่านคิดและกระทำ” ผู้เป็นลูกชายคนสุดท้องเล่าถึงพ่อ “อย่างจำนวนที่ดิน 108 ไร่ ท่านก็ตั้งใจเลยว่าจะซื้อแค่ 108 ไร่เท่านั้น ไม่เกินกว่านี้แล้ว ผมมารู้ทีหลังว่าพ่อน่ะอยากให้เป็นไร่ที่มีอะไร 108 อย่างในป่า”

ขณะที่ชื่อไร่ ผู้บุกเบิกผืนป่าก็ตั้งว่า “ป่าสงวน” ขึ้นป้ายเด่นหรา เพื่อสื่อถึงชื่อเจ้าของที่มีตัวตน อีกนัยหนึ่งก็เพื่อบอกให้คนย่านนั้นได้รู้ว่า ที่นี่คือป่าสงวน ห้ามบุกรุก ห้ามทำลาย ห้ามจับจอง และจะเข้ามาครอบครองสิทธิมิได้

“อายุของมันน่าจะมากกว่า 58 ปี เพราะตอนนี้ผมอายุ 57 ปีละ แม่เล่าให้ฟังว่าเคยอุ้มท้องตอนท้องผมไปป่าผืนนี้ พี่ชาย พี่สาว ก็ไม่มีโอกาสได้ไปเหมือนผม พ่อก็ไปด้วย ทำให้ผมมีความผูกพันกับป่าก็เพราะเหตุนี้ เป็นป่าที่พ่อเอาเงินเดือนครูมาซื้อ พ่อเป็นคนสนใจป่าและไม้สมุนไพรอยู่แล้วก็เลยซื้อมาเรื่อยๆ

เดิมทีเป็นเพียงป่าละเมาะ ต่อมาพ่อก็จะเป็นคนนำพันธุ์ไม้มาปลูก มีคนให้มาก็เอามาปลูก ปลูกมาเรื่อย จนตอนนี้ต้องเรียกว่าป่าจริงๆ ครับ เพราะมีสัตว์ป่า มีพันธุ์พืช มีสมุนไพรแปลกๆ แบบที่คาดไม่ถึงก็มีเยอะเลย”

จากป่าที่ไม่เป็นป่า สู่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ ประโยชน์ใช้สอยจากผืนป่าครูสงวนจึงตกทอดมาถึงลูกชาย ในฐานะศิลปินผู้ถนัดงานภาพพิมพ์ รศ.ญาณวิทย์ หรืออาจารย์เปี๊ยก ได้ริเริ่มและทดลองสกัดสีจากป่าของพ่อ สีสันที่ปรากฏในผลงานล้วนมาจากมรดกที่พ่อทิ้งไว้ให้ ซึ่งเข้าของผลงานเรียกว่า “ออร์แกนิก พริ้นต์”

งามได้ในทุกพื้นที่ “ศิลปะ” ปะทะ “ธรรมชาติ”

 

“กว่าจะคิดมาถึงจุดนี้ มันก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันนะครับ ปกติผมก็ใช้เทคนิคภาพพิมพ์ที่นิยมทำกัน อาศัยเคมีมาตลอด แต่รู้สึกว่ามันทำลายสิ่งแวดล้อมและตัวคนทำงานเอง พอวันหนึ่งความรู้สึกผูกพัน ชีวิตชาวไร่ ต้นไม้ที่คุ้นเคยกันดี สิ่งที่พ่อสอนมันก็ปะทุขึ้น ผมเลยตัดสินใจทดลองนำสีจากธรรมชาติมาใช้

ส่วนตัวคืออยากให้กระบวนการคิดและกระบวนการทำงานเป็นอันเดียวกัน คือไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ภาพที่ออกมาก็ยังเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ผมมองว่ามันจึงเป็นการทำลายกรอบเดิมๆ ศิลปินบางคนก็มีความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด เพราะกระบวนทำลายสิ่งแวดล้อม แต่พอผลลัพธ์กลับพูดถึงสิ่งแวดล้อม”

กว่า 15 ปี ที่ทดลองใช้สีสันจากธรรมชาติจนสัมฤทธิ์เป็นผลงานที่ตระหนักรู้ถึงผืนป่าและการรักษาสิ่งแวดล้อม สีสันที่ได้ปลอดเคมี งดงามจับใจ สะท้อนค่าความสุขกับแนวคิดและกระบวนการทำที่ รศ.ญาณวิทย์ได้ใช้ประโยชน์เต็มๆ จากผืนป่าของพ่อ

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงก็พลอยได้อานิสงส์จากป่าเอกชนผืนใหญ่ของครูสงวน ที่ไม่เคยหวงสารพัดดอกผลจากป่า ยิ่งเฉพาะสมุนไพรพื้นบ้าน ยามป่วยไข้ ไกลหมอไกลปืนเที่ยง สมุนไพรจากป่าครูสงวนช่วยบรรเทาอาการได้ระดับหนึ่ง

“ชาวบ้านป่วยเป็นอะไรก็จะมาเอาสมุนไพรในป่า ชาวบ้านคิดว่าเขาได้อาศัยและได้ประโยชน์จากป่า บางคนก็เข้ามาเก็บเห็ดโคน ความเข้าใจของเขาคิดว่าที่นี่คือป่าชุมชน ทั้งๆ ที่จริงมันคือป่าเอกชน ซึ่งตัวผมเองก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มากมายอะไร ก็ให้ เพราะอยากให้ชุมชนเห็นประโยชน์และรู้คุณค่าจากป่า

ตอนพ่อปลูกต้นไม้ พ่อไม่เคยคิดจะทำธุรกิจเกี่ยวกับต้นไม้ ปลูกไว้เพื่อเป็นร่มเงาให้พื้นที่ร่มรื่น เพราะพ่อชอบต้นไม้ พ่อเป็นเภสัชกรประจำท้องถิ่นด้วยไงครับ ท่านก็เลยสนใจสมุนไพรเป็นพิเศษ จะให้ตัดไปขาย ไม่เคยทำ อย่างเก่งก็ตัดมาใช้ในไร่ ตัดไปก็เสียดายแย่เลย”

ทุกวันนี้ป่าครูสงวนกำลังเติบใหญ่ มีสารพัดร้อยแปดอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล สัตว์ พันธุ์พืช ดอกไม้ สมุนไพร ต่างพร้อมใจผลิดอกออกผล เป็นมรดกที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้น ด้วยหนึ่งสมองสองมือและหัวใจที่มุ่งมั่น ประโยชน์ตกทอดถึงคนรุ่นปัจจุบัน โดยเฉพาะลูกชายผู้เป็นศิลปินที่ต่อยอดสิ่งที่มีในป่ามาเป็นงานศิลปะ

งามได้ในทุกพื้นที่ “ศิลปะ” ปะทะ “ธรรมชาติ”

 

เลอค่าศิลปะบนผืนนา

ย้อนกลับไปราวปี 2550 ณ เมืองคาสเซล สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในงานศิลปะนานาชาติ documenta 12 หรือ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะหนึ่งร้อยวัน” มีหนึ่งผลงานที่เรียกความฮือฮาไม่เบา ด้วยว่ามันคือ “นาขั้นบันได” ที่เด่นเป็นสง่าท้าทายสายตาผู้ชม

เจ้าของผลงาน “สาครินทร์ เครืออ่อน” ถ่ายทอดในแนวทางความถนัด รูปแบบศิลปะจัดวางเฉพาะที่ (Sitespecific Installation) ตามคำเชิญของเจ้าภาพ และก็สมดั่งใจกับการสร้างสรรค์พื้นที่ศิลปะภายในอาณาบริเวณสวนสาธารณะอันกว้างใหญ่บนภูเขา “แบร์พาร์ค วิลเฮล์มส์โฮเฮ”

“ผมโตมากับนาข้าว ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ได้เป็นชาวนา สมัยเป็นเด็กบ้านที่ผมเคยอยู่ที่ จ.เชียงราย อยู่ติดกับทุ่งนา ผมโตมากับการได้เห็นคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดเวลา ก็พอจะเข้าใจได้ถึงความสำคัญของรูปแบบการอยู่ร่วมกันแบบนี้ แบบที่เราต่างยังมีความสัมพันธ์ที่ดีและพึ่งพาอาศัยกันได้

ในรอบแรกที่ผมเดินทางไปถึงเพื่อพูดคุยและเลือกพื้นที่สำหรับสร้างผลงาน ผมก็ประทับใจเป็นอย่างมากกับเนินหญ้าขนาดใหญ่ในบริเวณสวนแห่งนี้ มันอยู่บนภูเขา เป็นเนินหญ้าอยู่ติดกับตัวปราสาทที่สร้างขึ้นในยุคบาโรก เนินหญ้าแห่งนี้เป็นจุดบันดาลใจให้ผมอยากสร้างผลงานสักชิ้นขึ้นที่นี่ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในหัวขณะนั้น คือการปลูกพืชจำพวกดอกไม้ แต่เมื่อได้กลั่นกรองความคิดอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ก็ตัดสินใจที่จะทำเป็นนาข้าวขั้นบันได ด้วยเหตุที่ว่าที่นั่นไม่เคยมีผืนนาข้าวที่อยู่ภายนอกเรือนกระจกเลย”

การเปลี่ยนสวนบนภูเขา การทำนาข้าวตามแบบดั้งเดิมบนพื้นที่ลาดเอียง ขนาด 6,000-7,000 ตารางเมตร รวมทั้งปัญหาเรื่องภูมิอากาศและภูมิประเทศ แล้วก็ความแตกต่างทางภูมิสังคม กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับศิลปินไทย ไม่ง่าย แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายและบรรลุผล

งามได้ในทุกพื้นที่ “ศิลปะ” ปะทะ “ธรรมชาติ”

 

“สำหรับผมแล้วระบบสังคมนาข้าวไม่ใช่วิถีการดำเนินชีวิตในอุดมคติ แต่มันคือหนทางที่มีอยู่จริงและมีอยู่บนโลกใบนี้มาก่อนวิถีทางแบบใดๆ เพียงแต่ขณะนี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าหลัง และมีความพยายามที่จะทำลาย เพียงเพราะความไม่เข้าใจ รวมทั้งการถือเอาผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นเรื่องใหญ่ ผมเลยเห็นว่าถ้าลองเอานาข้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ เรียบง่ายและพึ่งพากัน ไปทำเป็นงานศิลปะ สื่อสารกับสังคมที่แตกต่างกัน ทำหน้าที่อธิบายความหมายระบบสังคมที่แตกต่างออกไป ก็ถือเป็นการเผชิญหน้าเพื่อให้เกิดเป็นประเด็นพูดคุยถึงการมีการถ่วงดุลบนโลกของเรา ระบบสังคมนาข้าวอาจเป็นระบบทางเลือกใหม่ในความเข้าใจของคนหลายคน”

อย่างที่บอก พลันที่ผลงานนาขั้นบันไดปรากฏโฉม ทุกเสียงก็ต่างพุ่งมาวิจารณ์ถึงผลงานและสิ่งที่ศิลปินกำลังวิพากษ์ เป็นการปะทะสังสรรค์กันอย่างสนุก แต่แฝงด้วยสารัตถะ ระหว่างผู้ทำกับผู้ชม พื้นที่เกษตรกรรมจำลองกับงานศิลปะ

“ปรากฏการณ์นี้ผมคิดว่าน่าจะช่วยให้เกิดการตั้งคำถามสองประเด็นใหญ่ๆ คือกิจกรรมของผู้คนเหล่านั้นได้บอกอะไรแก่คนที่ร่วมโครงการนี้เกี่ยวกับระบบสังคม เราจะเลือกอยู่อย่างไร หรือระบบแบบไหน ที่จะเหมาะสมกับเรามากกว่ากัน หรืออย่างน้อยการสร้างสำนึกของการเสียสละ เอื้ออาทร จะเป็นตัวสร้างสังคมให้น่าอยู่ และเราต่างพึ่งพากันได้ อย่างที่สองคือ ประเด็นด้านศิลปะโดยตรงว่ารูปแบบของศิลปะมีขอบเขตอยู่ตรงไหน ผมเองก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากศิลปินคอนเซ็ปชวลรุ่นก่อนหน้า ที่ได้ตั้งคำถามและพยายามทำให้แนวทางในการใช้ภาษาศิลปะนั้นเปิดกว้าง เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นผู้ที่มองเห็นว่าภาษาทางศิลปะยังมีแง่มุมที่ศิลปินสามารถหยิบมาใช้ได้อีกมาก ซึ่งผมขอเรียกว่าเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด ไม่ควรมีใครต้องติดอยู่กับกรอบวิถีปฏิบัติทางศิลปะเดิมๆ

งานชิ้นนี้สะท้อนมิติใดสำหรับวงการเกษตรกรรม ผมคิดว่ามีหลายๆ คนที่ใช้การเกษตรมาเป็นตัวสร้างความสุขและเป็นวิถีการดำเนินชีวิต ? โดยที่ไม่ได้คิดว่าตนกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่เขาได้ดำเนินชีวิตอย่างมีศิลปะด้วยวิถีทางของการทำการเกษตร รู้ซึ้งถึงวงจรชีวิตตามวิถีธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ในวงจรการเกษตรที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิถีดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง”

แม้งานชุดดังกล่าวจะจบไปนาน แต่การกล่าวขานถึงยังไม่จบ ล่าสุดก็มีการหยิบยกขึ้นมาสนทนา เช่นเดียวกัน ตัวศิลปินเองก็ยังนำศิลปะเข้าไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติอยู่ต่อเนื่อง เห็นชัดคือการเพาะปลูก เช่น การปลูกข้าวลงในวัสดุสิ่งของต่างๆ ปี 2553 และนำไปทำซ้ำที่ไต้หวันเมื่อปีที่แล้ว เพื่อสื่อว่าหากเราไม่มีนาจะปลูกข้าวแล้ว เราจะปลูกข้าวในอะไร?

งามได้ในทุกพื้นที่ “ศิลปะ” ปะทะ “ธรรมชาติ”

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน