posttoday
เมื่อคนกินข้าวกับชาวนา สัญญาเป็นเพื่อนกัน

เมื่อคนกินข้าวกับชาวนา สัญญาเป็นเพื่อนกัน

07 กรกฎาคม 2557

“แนวฮ้ายกวาดหนี แนวดีกวาดใส่...ด้ายเส้นนี้ผูกแขนซ้ายขวัญมา ผูกแขนขวาขวัญอยู่...”

โดย...กองทรัพย์ ชาตินาเสียว

“แนวฮ้ายกวาดหนี แนวดีกวาดใส่...ด้ายเส้นนี้ผูกแขนซ้ายขวัญมา ผูกแขนขวาขวัญอยู่...” คำอวยพรภาษาอีสานยิงรัวพร้อมกับด้ายขาวเส้นเล็กผูกที่ข้อมือให้กับกลุ่มแขกผู้มาเยือนบ้านกุดเสถียร อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร พิธีผูกเสี่ยวเล็กๆ ด้วยด้ายสีขาวนี้ เป็นสัญลักษณ์การผูกมิตรที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างคนกินข้าวกับชาวนาเกษตรอินทรีย์ที่นี่

การมาเยือนถึงถิ่นนำมาซึ่งความยินดีของชาวนา ขณะเดียวกันคนเป็นแขกก็ดูตื่นเต้นพร้อมเรียนรู้ ลงมือทดลองทำปุ๋ยหมัก สีข้าวกล้องด้วยโรงสีขนาดเล็ก และเก็บพืชผักสวนครัวมาช่วยกันทำกับข้าว นอกจากความเพลิดเพลิน พวกเขาก็สัมผัสถึงความสุขที่ชาวนาเกษตรอินทรีย์ได้ผ่านรอยยิ้มที่พวกเขาส่งมาให้

เมื่อคนกินข้าวกับชาวนา สัญญาเป็นเพื่อนกัน

 

เกษตรอินทรีย์...ที่ยโสธร

ธวัชชัย โตสิตระกูล รองประธานกรรมการ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ย้อนถึงที่มาของเกษตรอินทรีย์ใน จ.ยโสธร ว่า มีแนวคิดเริ่มต้นจาก มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ชาวญี่ปุ่น ที่เผยแพร่แนวคิดเกษตรกรรมแบบธรรมชาติผ่านหนังสือปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวถึงการทำการเกษตรแบบปลอดภัยต่อคนทำและคนกิน โดยในประเทศไทยขณะนั้นก็ตื่นตัวกันอย่างคึกคัก สำหรับ จ.ยโสธร เริ่มจุดกระแสจาก อ.กุดชุม และค่อยๆ ขยายตัวออกมาในพื้นที่อื่นๆ และ อ.เลิงนกทา ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยมีมูลนิธิสายใยแผ่นดินคอยให้องค์ความรู้ และประเมินคุณภาพข้าวจากเกษตรอินทรีย์

“จำนวนสมาชิกเกษตรอินทรีย์มีมากที่สุดในปี 2547 จากนั้นเกษตรกรก็ค่อยๆ ลดลง สาเหตุหนึ่งมาจากโครงการรับจำนำข้าวที่ให้ราคาสูงเกินจริงล่อใจให้เกษตรกรที่ไม่หนักแน่นเดินออกไปจากวงจรเกษตรอินทรีย์ จึงทำให้ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เฉพาะใน อ.เลิงนกทา มีสมาชิกเกษตรอินทรีย์จาก 150 ครอบครัว เหลือเพียง 50 ครอบครัวในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรถอดใจออกไปเอง และส่วนหนึ่งก็ไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานเพราะยังแอบใส่ปุ๋ยใส่ยาอยู่”

สำหรับ เนาวลักษณ์ แสงสุวรรณ นักส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เธอเป็นคนที่คลุกคลีกับชาวนาและถือว่าเป็นเกษตรกรคนหนึ่ง บอกว่า การที่คนคนหนึ่งจะเปลี่ยนจากนาเคมีมาเป็นแบบอินทรีย์ได้ ต้องใช้ความกล้าหาญไม่น้อยเลยทีเดียว

“เหมือนคนที่สูบบุหรี่มาทั้งชีวิตจะให้เขาตัดใจเลิกมันยาก คนทำเกษตรอินทรีย์ก็เหมือนกัน บางทีสามีอยากจะทำแต่ภรรยาไม่ทำด้วยก็เกิดปัญหาครอบครัว ดังนั้นเวลารับสมัครเกษตรกรแบบอินทรีย์ ต้องถามก่อนเลยว่าครอบครัวของคุณยินยอมหรือไม่ เพราะคำว่าอินทรีย์ไม่ใช่แค่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงเท่านั้น แต่หมายถึงคุณอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตระหนักสุขภาพตนเองและสิ่งแวดล้อม ถ้าคุณทำอินทรีย์เพราะเรื่องเงินเป็นตัวตั้งคุณก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะถ้าคุณเห็นราคาข้าวแบบเคมีสูงกว่าคุณก็ไปแล้ว ถ้าเจอคนแบบนี้เราจะคัดออก” เนาวลักษณ์ อธิบายเพิ่มเติม

เมื่อคนกินข้าวกับชาวนา สัญญาเป็นเพื่อนกัน

 

การมาถึงของเพื่อนชาวนา

เมื่อผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งรับรู้ปัญหาความเดือดร้อนหลายๆ อย่างของชาวนา จึงเกิดแนวคิดที่จะช่วยให้เกิดความยั่งยืนกับชาวนา ในชื่อกลุ่มเพื่อนชาวนา อรยา สูตะบุตร ผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ บอกว่า เพื่อนชาวนาเป็นความร่วมมือระหว่างผู้บริโภคกับผู้ปลูกโดยตรง ทำเป็นระบบสมาชิกรายปี โดยผู้บริโภคจะจ่ายเงินล่วงหน้าครอบครัวละ 1 หมื่นบาท สมาชิกจะได้รับข้าวทุกๆ สองเดือนรวมเป็น 100 กิโลกรัม ซึ่งจะเลือกข้าวหอมมะลิเกรดที่ดีที่สุดคือข้าวหอมมะลิอินทรีย์คัดพิเศษ 100%

“ที่นี่ทำเกษตรอินทรีย์มานาน และคุณภาพข้าวของกลุ่มโรงสีในยโสธรผ่านมาตรฐานระดับโลก ซึ่งเราพยายามสื่อสารกับคนที่สนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ว่าข้าวไทยต้องไม่ใช่ของถูก ชาวนาจะอยู่ได้ คนรุ่นต่อไปอยากจะกลับมาทำนา ผลิตข้าวดีๆ เขาต้องรู้สึกว่าอาชีพนี้มีคุณค่า และถ้าทำข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมเราจะได้ถึงสามต่อ คือ ช่วยชาวนา ช่วยสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพ”

ด้าน ธวัชชัย บอกเพิ่มเติมว่า เพื่อนชาวนาถือว่าเป็นโครงการใหม่ที่เกิดจากวิกฤตจำนำข้าว มีแนวคิดที่ต้องการให้ชาวนาที่ทำเคมีเปลี่ยนมาสู่วิถีอินทรีย์และนำไปสู่การเกษตรแบบยั่งยืนโดยอาศัยพลังของผู้บริโภค ซื้อข้าวล่วงหน้าเพื่อให้ชาวนามีความมั่นใจว่าได้ขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม มีเงินมาแบ่งเบาภาระการผลิตโดยไม่ต้องไปกู้เงิน “ในหลายปีที่ผ่านมาเราพยายามขยายกลุ่มเกษตรอินทรีย์แต่ไม่สำเร็จ มาปีนี้พิษภัยของโครงการจำนำข้าวทำให้ชาวนารู้ว่าความหวังแบบเดิมๆ นั้นไม่จริงอีกแล้ว บวกกับการมาถึงของเพื่อนชาวนาก็เป็นแรงจูงใจสำคัญที่เกษตรกรหลายบ้านตัดสินใจเปลี่ยนวิถีมาเป็นแบบอินทรีย์”

รองประธานกรรมการมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า การวัดผลขั้นต่อไปคือเกษตรกรสามารถทำนาให้อยู่ในมาตรฐานของเกษตรอินทรีย์ได้หรือไม่ ท้ายที่สุดจะมีคนผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับการรับรองจากสากลกี่ครอบครัว ถ้าได้ผลดีเราจึงจะขยายไปยังพื้นที่ ซึ่งถ้ากลุ่มอื่นๆ อยากนำแนวคิดนี้ไปใช้ก็สามารถนำไปใช้ได้

ในขณะที่ อัมพร คำมั่น เกษตรกรบ้านกุดเสถียร กล่าวว่า การมาถึงของเพื่อนชาวนาทำให้จำนวนสมาชิกเกษตรอินทรีย์เพิ่มจำนวนขึ้นจาก 50 เป็น 139 ครอบครัว ก้าวกระโดดภายในปีเดียว “เราไปบอกเขาว่าจะมีเพื่อนชาวนามารับซื้อข้าวอินทรีย์ล่วงหน้า ถ้าเราผลิตข้าวดีๆ ให้เขากินก็จะมีคนกินเพิ่มขึ้น พอชาวนามั่นใจว่ามีคนรอกินข้าวเขาก็ตื่นตัว และมีกำลังใจทำนาแบบอินทรีย์ต่อไป”

เมื่อคนกินข้าวกับชาวนา สัญญาเป็นเพื่อนกัน

 

มิตรใหม่ได้เจอกัน

อนันตา อินทรอักษร พนักงานออฟฟิศ หนึ่งในเพื่อนใหม่ที่มาลงพื้นที่ บอกว่า การลงมาทำนาครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเธอ “ตอนแรกคิดไว้ใสๆ เลยว่าเกษตรอินทรีย์คือไม่ใช้สารเคมี แต่วันนี้ได้รู้ว่าอินทรีย์มันลึกซึ้งและน่าทึ่งมาก มันไม่ใช่แค่การเกษตร แต่คือวิถีชีวิต เกษตรกรที่มาสอนพวกเราบอกเล่าสิ่งที่เขาทำด้วยรอยยิ้ม แบบรู้ลึกรู้จริง ชาวนาเกษตรอินทรีย์ที่เราเห็นทุกคนมีความสุขและภาคภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำ

ครั้งแรกที่ได้ลงทำนาจริงๆ โอ้แม่เจ้า! ยากมาก คนที่โตในเมืองเคยเสพอย่างเดียวมาทั้งชีวิต ถึงเราจะชอบออร์แกนิก แต่เรายังไม่ได้เข้าถึงต้นรากของสิ่งที่เราอิน ครั้งนี้ได้มาถึงที่ ได้ลองทำตั้งแต่ถอนกล้า ดำนา รู้เลยว่ามันไม่ง่าย เราได้เรียนรู้ร่วมกันกับชาวนา เรียนรู้ว่าเขาลำบากขนาดไหน เขาได้เรียนรู้ว่าตัวเขามีคุณค่าขนาดไหน โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าไม่มีระเบียบวินัย ความอดทน และความเคารพต่อธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ขอบคุณที่ทำให้ได้เห็นมุมมองของคนที่ทำอาชีพด้านการเกษตร” หนึ่งในเพื่อนใหม่ของชาวนาเปิดใจ

ปิดท้ายที่ เนาวลักษณ์ ในฐานะตัวแทนเกษตรกร เธอบอกว่า ดีใจมากที่เกิดแนวคิดนี้ เพราะอย่างน้อยนี่นับว่าเป็นทางออกหนึ่งที่ถูกที่ถูกทาง “วันนี้เราได้เจอเพื่อนใหม่ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเห็นหน้าคนที่เราส่งข้าวให้ แต่เพื่อนชาวนาทำให้เราได้เจอกัน ชาวนารับรู้ว่าผู้บริโภคปรารถนาดีต่อเขา และเราก็ทำนาแบบปรารถนาดีต่อคนกิน ผืนดิน ในเมื่อคนปรารถนาดีสองคนมาเจอกัน ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล” เนาวลักษณ์ทิ้งท้าย

เมื่อคนกินข้าวกับชาวนา สัญญาเป็นเพื่อนกัน

 

คุณได้ ชาวนาก็ได้

ความมหัศจรรย์ของข้าวอินทรีย์ 1 ถุง นอกจากจะอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังได้ทำประโยชน์ต่อชาวนาและสังคมอีก 5 ประการ คือ

1.ช่วยส่งเสริมข้าวดีๆ ให้จำหน่ายในราคายุติธรรมด้วยการซื้อโดยตรง ให้ผลตอบแทนชาวนาสูงกว่าราคาตลาด

2.ชาวนาไทยหันมาผลิตข้าวคุณภาพสูง ด้วยการส่งเสริมให้ชาวนาที่เดิมมีชีวิตสุ่มเสี่ยงจากพิษภัยของปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงราคาแพง ใช้เวลา 3 ปี ปรับปรุงดินให้สามารถปลูกข้าวออร์แกนิกที่ผ่านการรับประกันคุณภาพระดับโลกได้

3.ช่วยสมทบ “กองทุนประกันความเสี่ยงของชาวนา” ที่จะช่วยชาวนาช่วงภัยพิบัติและ “กองทุนส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน” ในการปรับปรุงคุณภาพข้าวและผลิตภัณฑ์เสริมให้ดียิ่งขึ้น

4.ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ท้องถิ่นมีความสุขอย่างแท้จริง มีสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี ชาวนาสามารถดำรงอาชีพได้อย่างยั่งยืน

5.หากปริมาณข้าวมีมากกว่ากำลังบริโภคในครอบครัว สามารถบริจาคให้องค์กรการกุศลที่ร่วมในโครงการได้ อาทิ มูลนิธิคริสเตียนเพื่อคนพิการ โรงเรียนสอนคนตาบอดร้อยเอ็ด และมูลนิธิพ่อเรย์ เป็นต้น

ติดตามข่าวสารของโครงการเพื่อนชาวนาได้ทาง Facebook.com/farmersfriendrice หรือ [email protected]

เมื่อคนกินข้าวกับชาวนา สัญญาเป็นเพื่อนกัน

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา