เรื่องของดอนญ่า (ใบต่างดอก) (1)
ในกระบวนไม้พุ่มดอกสวยที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเป็นที่สุด
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
ในกระบวนไม้พุ่มดอกสวยที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเป็นที่สุด เห็นจะไม่มีอะไรมาเทียบได้กับดอนญ่า หรือมุสซาเอนดา (Mussaenda)
ในป่าภาคเหนือและอีสานตอนบน เช่น เชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ เลย เราอาจพบไม้ป่าที่ชาวบ้านเรียกว่า “กำเบ้อขาว” หรือ “ใบต่างดอก” “ผีเสื้อขาว” ก็นิยมเรียกกันใน จ.เลย พืชชนิดนี้จัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย (Scandens) และถูกตั้งชื่อตาม นพ.อาร์เธอร์ ฟรานซิส ยอจช์ เคอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า หมอคาร์ ซึ่ง Craib เป็นผู้ค้นพบพืชชนิดนี้และตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่หมอคาร์ว่า Mussaenda
น่าแปลกที่ไม้พุ่มออกดอกสวยงาม เช่น ดอนญ่า หลายพันธุ์ที่ให้กลีบเลี้ยงสีต่างๆ ดูสวยงาม แต่กลับไม่ได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงกันให้แพร่หลายในประเทศไทย เราคงพบเห็นดอนญ่าสองสามพันธุ์ตามรีสอร์ททางภาคเหนือ แต่นับว่าบางตาเต็มที ดังนั้นในโอกาสนี้จึงใคร่เขียนถึงเรื่องราวของดอนญ่าเอาไว้เป็นหลักฐานสำหรับผู้ที่สนใจปลูกเลี้ยงไม้ดอกกลุ่มนี้
ดอนญ่าเป็นชื่อสามัญซึ่งคนไทยเรียกสกุล มุสซาเอนดา (Mussaenda) ซึ่งคอนข้างจะเรียกยากและไม่คุ้นหูคนไทย พืชสกุลมุสซาเอนดามีอยู่ราว 60 ชนิด (Species) พบกว้างขวางทั่วไปในเขตร้อนของเอเชีย แอฟริกา แม้แต่หมู่เกาะทะเลใต้ของแปซิฟิกหรือโพลีนีเซีย
ดอนญ่าเป็นพืชวงศ์เข็ม (Ixora Family) หรือ Rubiaceae ซึ่งเป็นวงศ์พืชที่ยิ่งใหญ่วงศ์หนึ่ง ริดเลย์ในหนังสือเรื่อง พืชพรรณไม้แห่งแหลมมลายู ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 บันทึกไว้ว่ามุสซาเอนดาอยู่ 11 ชนิด ทั้งหมดเป็นพืชท้องถิ่นของมลายู โดยชนิดที่พบดาษดื่นที่สุดคือ ใบต่างดอก (M.glabra) ซึ่งชาวบ้านปักษ์ใต้เรียกว่าต้นหูไก่ ดอนญ่าดอกขาวชนิดนี้มีกลีบรอง (Sepal) ขนาดใหญ่สะดุดตาสีขาว และชนิดดอกแดงคือ M.mutabilis ซึ่งก็ดูแพร่หลายพอกันทั้งที่ชนิดหลังนี้ไม่มีกลีบรองที่ใหญ่โตอะไร คงมีแต่ทรงดอกจริงรูปดาวสีแดงหรือส้ม ทำให้ไม้พุ่มชนิดนี้เป็นไม้ดอกเขตร้อนที่สวยงามมากในสายตาชาวยุโรป
ชื่อสกุลมุสซาเอนดา ถูกตั้งขึ้นโดย คารส์ลินเนียส (Carolus Linnaeus) บิดาพฤกษศาสตร์ชาวสวีดิช และชื่อสกุลนี้เป็นชื่อท้องถิ่นของดอนญ่าชนิดหนึ่งในศรีลังกา (เกาะซีลอน) ส่วนชื่อชนิด (Specific name) คือ Erythrophylla นั้นแปลได้ว่า “ใบแดง” ผู้ที่ให้คำอธิบายลักษณะดอนญ่าดอกแดงนี้คือ Schumacher และ Thonning ในปี พ.ศ. 2370 จากตัวอย่างพืชที่ Thonning เก็บมาจากโกลด์โคสท์ในแอฟริกา และน่าแปลกที่ยังไม่มีชื่อภาษาอังกฤษสำหรับดอนญ่าดอกแดงนี้
ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของดอนญ่าดอกแดง
ดอนญ่าดอกแดงกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง แต่พบจำนวนน้อยในแอฟริกาเขตร้อน จากฝั่งทะเลด้านตะวันตกของยูกันดา โดยขึ้นเป็นไม้พุ่มชายเขาต้นสูงราว 30 ฟุต ดอกแดงงดงามมาก เราพบได้ในประเทศไทยเพราะมีผู้นำเข้ามานานแล้ว จากประเทศอังกฤษสู่มาเลเซีย และผ่านเข้ามาในประเทศไทยระยะหลังโดยผ่านทางสิงคโปร์จากต้นที่ปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ ราวปี พ.ศ. 2432 สู่มาเลเซียในปี พ.ศ. 2450 ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ประเทศไทยในระยะหลัง คือในปี พ.ศ. 2500 โดยมีผู้เรียกว่า “คุณหญิงอรุณแดง” หรือ “ดอนญ่าแดง”
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ดอนญ่าแดงเป็นไม้พุ่มสูงราว 30 ฟุต หรือสูงกว่านั้น ใบเกิดตรงกันข้าม ใบขนาด 14 x 9 ซม. (ยาว x กว้าง) ก้านใบยาวประมาณ 10 ซม. ช่อดอกออกปลายกิ่งและดอกมีกลีบเลี้ยง (Sepals) 56 กลีบดอก (Petals) เชื่อมกันเป็นหลอดยาว 2.5 ซม. โดยมีส่วนปลายเป็นพูกลม 5 พู เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 2 ซม. ผิวนอกกลีบดอกปกคลุมด้วยขนสีแดง ผิวนอกของพูสีครีม ภายในหลอดมีขนสีแดงเหลือง เกสรเพศผู้ 5 เกสร เพศเมียยาว 1.5 ซม. สีเขียว รังไข่ยาว 5 มม. มีสองช่อง ภายในมีเมล็ด (ในประเทศไทยไม่พบเมล็ด)
การปลูกเลี้ยง
ขุดหลุมลึกอย่างต่ำ 2 ฟุตครึ่ง กลับเอาผิวดินบนลงก้นหลุมและคลุกด้วยใบไม้ผุและปุ๋ยคอก (ขี้วัวหรือขี้ไก่) ผุพังดีแล้ว และเติมปุ๋ยเคมีสูตร 14-14-14 (NPK) จากนั้นใช้ดินก้นหลุมผสมปุ๋ยหมักใส่ลงไปเพื่อกลบต้นและรากต้นปลูกใหม่ รดน้ำให้ชุ่มโชกและพรางแสงให้ต้นปลูกใหม่จนตั้งตัวได้ดี ต้นดอนญ่าแดงนี้ควรปลูกในพื้นที่เปิดโล่งแสงแดดจัดจึงจะออกดอกงดงามสมใจ


