
ลายแทงแห่งนักบุญ (1)
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
อรรถาธิบายลายแทง
บุญ เป็นคำสำคัญคำหนึ่ง ที่ชาวพุทธรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและปฏิบัติกันอยู่เสมอในชีวิตประจำวันจนในสังคมไทยเราเรียกคนที่ทำบุญอยู่เป็นประจำว่าเป็นคนใจบุญ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปความเข้าใจเรื่องการทำบุญก็ค่อยๆ วิปริตคลาดเคลื่อนออกไปจากความหมายเดิมแท้และหดสั้นเข้ามาจนกระทั่งว่า เมื่อกล่าวถึงบุญก็นึกถึงแต่ทาน เมื่อกล่าวถึงทานก็นึกถึงแต่สังฆทาน และเมื่อกล่าวถึงสังฆทานก็นึกแต่ถังเหลืองที่บรรจุไทยธรรม
หรือบางคนก็มักบ่นว่า ช่วงนี้ทำแต่ทานแต่ไม่ค่อยได้ทำบุญเลย คำพูดประโยคนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของการทำบุญ จนกระทั่งแยกทานเป็นส่วนหนึ่ง บุญเป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือบางคราวเราก็มักได้ยินคำพูดในทำนองว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เลยไม่ค่อยได้ทำบุญ ประโยคนี้ก็สื่อความหมายว่า การทำบุญต้องใช้เงินเป็นสำคัญ พอไม่มีเงินก็พานให้ไม่ได้ทำบุญ หรือในบุญสถานบางแห่งเราก็อาจได้ยินพระบางรูปหรือโยมบางคนแนะนำกันและกันว่า ต้องทำบุญด้วยเงินครั้งละมากๆ จึงจะได้อานิสงส์มากๆ อย่างนี้ เป็นต้น
คำพูดนี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ห่างไกลสาระสำคัญของบุญออกไปไกลกว่าทุกความหมายที่กล่าวมาจนกลายเป็นว่า การทำบุญต้องใช้เงินจำนวนมาก เมื่อการทำบุญกลายเป็นเรื่องของเงินจำนวนมาก บุญจึงเป็นเรื่องของคนมีเงิน ส่วนคนยากคนจนก็มีสิทธิทำบุญได้น้อยลง เข้าถึงบุญได้ยากขึ้น
ความหมายที่แท้ของบุญเป็นอย่างไร
ก่อนที่จะชักชวนกันทำบุญ เราจึงควรศึกษาเรื่องบุญกันให้กระจ่าง เมื่อเข้าใจกระจ่างว่าบุญคืออะไร เราจะพบว่าการทำบุญนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องยุ่งเกินกว่าจะเข้าใจ แต่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ ทั้งจะพบอีกว่า บุญไม่ใช่แค่ทาน และบุญไม่ใช่แค่ทำกับพระสงฆ์เท่านั้น แต่เราสามารถทำบุญกับใครก็ได้ทั้งนั้นในโลกนี้ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น นอกจากทำบุญแล้วเราก็ควรจะพัฒนาต่อไปจนเข้าถึงภาวะอยู่เหนือบุญ หรือบาป (ปุญฺญปาปปหีโน) ก็ได้ด้วย
ความหมายของบุญมีดังนี้
1.บุญ แปลว่า ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด เช่น การทำทาน เป็นการชำระความโลภออกไปจากใจ การเจริญสมาธิเป็นการชำระความฟุ้งซ่าน ความขุ่นมัว ความเศร้าหมองของจิตใจ การฟังธรรมเป็นการชำระความสงสัย ชำระความไม่รู้ออกไปจากจิตใจ เป็นต้น
2.บุญ แปลว่า ทำให้เกิดภาวะที่น่าบูชา เช่น คนที่มีบุญมากๆ ก็ได้รับการยกย่องเชิดชู บูชา จากสังคมคนที่มีศีล สมาธิ ปัญญา มาก ชาวบ้านเรียกว่า นักบุญ หรือตนบุญ ในภาษาล้านนาก็จะเป็นที่เคารพนับถือ บูชา ยกย่องเป็นอย่างสูง หรือผู้ที่หมั่นบำเพ็ญบุญเนืองๆ จนกลายเป็นคนที่เปรียบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งพัฒนาไตรสิกขาหรือคุณธรรมอื่นๆ ได้มากขึ้นเท่าใด ก็จะเป็นผู้ที่น่าบูชาและเลื่อมใสมากขึ้นเท่านั้น บุญในแง่นี้จึงเป็นเครื่องหมายในการฝึกคนธรรมดาให้พัฒนาขึ้นมาเป็นยอดคนที่ควรแก่การบูชา
3.บุญ แปลว่า ความสุข หมายความว่า ผู้ที่ทำบุญย่อมจะมีแต่ความสุข เหมือนกับพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอจงอย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข คนที่ทำบุญเป็น คนที่ทำบุญมาก หมายถึง ทำหลายอย่างต่างประการ ยิ่งทำก็ยิ่งมีความสุข กายก็สดชื่นผ่อนคลาย ใจก็สดชื่นรื่นเย็น ปีติผ่องใส อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ นั่งก็สุข นอนก็สุข เดินก็สุข คิดถึงก็สุข
วิธีทำบุญ
คนทั่วไป รู้จักวิธีทำบุญอยู่เพียง 3 อย่าง กล่าวคือ ทาน ศีล ภาวนา นี้เป็นเหตุให้เวลาพูดถึงการทำบุญเราจึงนึกถึงแค่ทาน หรือเป็นเหตุให้บุญมีความหมายแค่ทาน และทานนั้นก็จำเพาะแต่การให้ทานแก่พระสงฆ์เท่านั้น ความจริงวิธีทำบุญเป็นอเนกประการ พระอรรถกถาจารย์ท่านยกตัวอย่างว่าวิธีทำบุญไม่น้อยกว่า 10 วิธี (อาจจะมีมากกว่านี้อีกก็ได้) ที่เราสามารถเลือกทำได้ตลอดเวลา ได้แก่
1.การทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ เช่น การให้ปัจจัยสี่ที่เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต
2.ทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดี เช่น การสมาทานศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227
3.ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา เช่น การฝึกเจริญสมาธิในชีวิตประจำวัน ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว เต็มไปด้วยความรู้สึกตัว ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ
4.ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม เช่น การเป็นคนสุภาพทางกาย ด้วยการมีสัมมาคารวะต่อผู้สูงกว่าตนด้วยวัยวุฒิ ชาติวุฒิ คุณวุฒิ หรือสูงกว่าด้วยศักดิ์อัครฐานหน้าที่การงาน สุภาพทางวาจา ด้วยการรู้จักปราศรัยให้เหมาะกับบุคคลที่ตนติดต่อปฏิสัมพันธ์หรือในกาลเทศะที่เหมาะที่ควร เช่น ไปงานไหน ควรพูดอย่างไร ให้สอดคล้องกับงาน เป็นต้นว่า งานศพ งานแต่งงาน งานเปิดกิจการ งานพบปะสังสรรค์ รู้จักพูด รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ ให้เหมาะสมกับคนกับงาน ไม่มากไปไม่น้อยไป พูดออกไปแล้วไม่ทำให้ใครเจ็บช้ำ สุภาพทางใจด้วยการระลึกเสมอว่าตนยังดีไม่พอ ยังต้องฝึกหัดพัฒนาอีกมาก ไม่ลบหลู่คุณท่าน ไม่ดูหมิ่นครูบาอุปัชฌาย์ อาจารย์ ไม่ยโสโอหัง แต่วางตนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้เสมอ เหมือนที่ขงจื๊อกล่าวว่า หากมีคนเดินผ่านมาสองคน ทุกคนเป็นครูของข้าพเจ้าได้ นี่คือลักษณะของการมีความสุภาพทางใจ หรือการมีใจที่ไม่แข็งกระด้าง แต่มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ คนที่มีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ในเรือนใจ มีกิริยาวาจาสุภาพ รู้จักกาลเทศะ ย่อมเป็นที่รักของผู้ที่มีโอกาสสนิทเสวนา ทั้งยังเป็นหนทางก้าวหน้าของตนเอง เพราะผู้ที่สุภาพอ่อนน้อมย่อมมีโอกาสได้เรียนรู้ เพื่อพัฒนาสติปัญญาของตนอยู่เสมอ







