
3 ถ้วย 3 อารมณ์
“มันทุกแมตช์ ครบทุกรส” จริงๆ สำหรับเกมลูกหนัง 3 คู่ 3 แชมป์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
โดย...นูโน่
“มันทุกแมตช์ ครบทุกรส” จริงๆ สำหรับเกมลูกหนัง 3 คู่ 3 แชมป์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ยืดเยื้อกันจนถึงต่อเวลาพิเศษถึง 2 คู่ โดยเฉพาะศึกเอฟเอ คัพ อังกฤษ ที่ต้องลุ้นกันตัวโก่งจนถึงวินาทีสุดท้าย
l9 ปีที่รอคอยของปืนโต
หลังต้องร้องเพลงรอ รอ รอ มานานแสนนานถึง 3,283 วัน และ 512 เกม ในที่สุด อาร์แซน เวนเกอร์ และ อาร์เซนอล ก็ได้ฉลองความสำเร็จที่เวมบลีย์ สเตเดียม พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุขที่แท้จริงครั้งแรก นับตั้งแต่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ปี 2005
ประตูชัยของ อารอน แรมซีย์ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ช่วยให้ปืนโตพลิกชนะ ฮัลล์ ซิตี 3-2 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ภายใต้การคุมทีมของ เวนเกอร์ พร้อมกับความสุขของเดอะกูนเนอร์สสักที
“เป็นเวลาแห่งความสุขที่ยิ่งใหญ่ เรารอคอยมานาน แต่ความสุขบางครั้งก็ต้องรอเวลา นั่นคือเหตุผลที่ทำไมตอนจบเกมถึงเป็นนาทีที่วิเศษ” เวนเกอร์ กล่าว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังออกสตาร์ทตามหลัง 0-2 ในเวลาเพียง 8 นาที จากประตูของ เจมส์ เชสเตอร์ และ เคอร์ติส เดวีส์ ก่อนที่ ซานติ กาซอร์ลา และ โลรองต์ กอสเซียลนี จะช่วยยื้อไปต่อเวลาพิเศษ
การคว้าแชมป์สมัยที่ 11 ของอาร์เซนอลในครั้งนี้ ยังทำสถิติคัมแบ็กยอดเยี่ยมที่สุดในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ปี 1966 ซึ่ง เวนเกอร์ ยกให้เป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจมากที่สุดในการคุมทีมคว้าแชมป์รายการนี้ เพราะเป็นการคว้าแชมป์ท่ามกลางความกดดันที่ต้องชนะ และออกสตาร์ทได้ไม่ดี
ขณะที่ โทมัส โรซิคกี และ มิเกล อาร์เตตาเชื่อว่า ความสำเร็จในเอฟเอ คัพ ครั้งนี้ จะเป็นสปริงบอร์ดสู่ความสำเร็จยุคใหม่ของอาร์เซนอล
“สโมสรนี้มีทุกอย่างที่จะทำได้ดีกว่าเมื่อ 9 ปีก่อน จึงหวังว่าเราจะเริ่มจากจุดนี้ เรามีนักเตะดาวรุ่งมากพรสวรรค์ที่มีประสบการณ์มากพอ และการได้ผ่านความสำเร็จแบบนี้สำคัญกับอาชีพของพวกเขา”อาร์เตตา กล่าว
ความรู้สึกของผู้ชนะกับผู้แพ้อาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ สตีฟ บรูซ ผู้จัดการทีมฮัลล์ ที่การันตีตั๋วลุยศึกยูโรปาลีกฤดูกาลหน้าแน่นอนแล้ว ยืนยัน ภูมิใจในตัวลูกทีม ซึ่งก่อนแข่งเป็นรองค่อนข้างมากและได้ทำทุกอย่างสุดความสามารถแล้ว
“แค่ยังไม่ใช่วันของพวกเรา ซึ่งโชคไม่ดี”
lตราหมีโค่นอำนาจ ‘บาร์ซาราชัน’
เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่แชมป์ลาลีกา สเปน ไม่ได้อยู่ในมือของ บาร์เซโลนา หรือ เรอัล มาดริด 2 ทีมผูกขาดความยิ่งใหญ่
ผลเสมอ 1-1 ในถิ่นคัมป์นู เพียงพอช่วยให้ “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ได้เถลิงแชมป์ลีกลูกหนังสเปนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 โดยมี 90 แต้ม ทิ้งห่างรองแชมป์บาร์เซโลนา 3 แต้ม
“วันนี้จะเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสร” ดิเอโก ซิเมโอเน กุนซือแอต.มาดริด กล่าว และไม่เคยคิดสักวินาทีว่าลูกทีมจะกลับมาไม่ได้
แอต.มาดริด กลายเป็นสโมสรแรกที่ไม่ใช่ 2 ทีมยักษ์ใหญ่อย่างราชันชุดขาวและเจ้าบุญทุ่ม ที่คว้าแชมป์ลาลีกานับตั้งแต่ บาเลนเซีย ภายใต้การนำทีมของ ราฟาเอลเบนิเตซ ในฤดูกาล 2003-2004
“การคว้าแชมป์ด้วยการเจอกับบาร์เซโลนายิ่งรู้สึกเยี่ยมมาก” กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ เผย
นอกจากนี้ ยังเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 10 ของตราหมี โดยครั้งล่าสุดที่ทำได้ก็มี ซิเมโอเน เป็นผู้เล่นด้วย โดยเจ้าตัวยังอุทิศแชมป์สมัยที่ 10 ให้กับ หลุยส์ อราโกเนส อดีตโค้ชทีมกระทิงดุและตำนานของสโมสร ที่เสียชีวิตด้วยวัย 75 ปี เมื่อเดือน ก.พ.
แม้จะน่าเสียดายเล็กน้อยที่ยังไม่ได้ชูถ้วยแชมป์อย่างเป็นทางการ เพราะ อังเกล มาเรีย บียาร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมามอบถ้วยได้ แต่สถานะแชมป์ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ดีก่อนทำศึกนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกกับ เรอัล มาดริด วันเสาร์นี้
สวนทางกับรองแชมป์อย่างบาร์เซโลนา ที่นอกจากจะจบฤดูกาลมือเปล่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ซีซั่น 2007-2008 แล้ว ยังมองหากุนซือคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ เมื่อ เคราร์โด มาร์ติโน ประกาศลาออกทันทีหลังชวดแชมป์
“ผมเสียใจที่ไม่สามารถทำสำเร็จ ผมอยากขอบคุณสโมสรสำหรับความมั่นใจในตัวผม” มาร์ติโน กล่าว
ทั้งนี้ หลุยส์ เอนริเก อดีตนักเตะบาร์เซโลนา ซึ่งจะออกจากตำแหน่งโค้ชเซลตา บีโก ในซัมเมอร์นี้ ตกเป็นตัวเต็งเข้ามารับช่วงต่อ
ดราม่าเป็นใจเสือใต้เบิ้ลแชมป์
เป็นอีกคู่ที่ต้องฟาดแข้งกันถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก จะอาศัยเกมโต้กลับเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ 2-0 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ต่อจากแชมป์บุนเดสลีกา แต่ก่อนหน้านั้นเสือเหลืองน่าจะได้ประตูขึ้นนำในครึ่งหลัง จากจังหวะ มัตส์ ฮุมเมลส์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟโหม่งข้ามเส้นไปแล้ว แต่ถูก ดานเต กองหลังบาเยิร์น สกัดออกมา
“พวกเรายิงประตูได้แต่ไม่ได้ประตู ตัวสำรองของผมทุกคนเห็นกันหมด ผมไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดพลาดของกรรมการ แต่ประตูนั้นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ พวกเราต้องแพ้ 0-2 ทั้งที่ทำประตูได้ จากนั้นผู้ตัดสิน ฟลอเรียน เมเยอร์ ก็บอกกับผมว่าคุณต้องใช้เทคโนโลยีที่เส้นประตูกับสิ่งเหล่านั้น” เจอร์เกนคลอปป์ นายใหญ่ดอร์ตมุนด์ กล่าว
ประตูของ อาร์เยน ร็อบเบน และ โทมัส มุลเลอร์ ช่วยให้ เปป กวาร์ดิโอลาร์ จบฤดูกาลแรกด้วยผลงาน 4 แชมป์ (เดเอฟเบ โพคาล, บุนเดสลีกา, คลับ เวิลด์ คัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ) แต่กุนซือสเปนยังออกปากเป็นงานหนักที่สุดในชีวิตการคุมทีมเลยทีเดียว
“มันเป็นการทำงานปีที่ 5 ของผมในฐานะโค้ช และมันก็เป็นปีที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน ภาษาเยอรมันของผมก็ยังพูดได้ไม่ดีมาก และการเข้ามารับงานต่อจาก จุปป์ ไฮย์เกส ที่คว้า 3 แชมป์ได้ ก็ไม่ง่ายเลยโค้ชแต่ละคนก็มีแนวคิดของตัวเอง และผมก็ว่านักเตะต้องคิดบ้างว่า ทำไมเราต้องเปลี่ยนแปลงด้วย”







