
สุคโต (1)
วาระนี้จะได้แสดงพระพุทธคุณบทสุคโตต่อไป ในสุคตศัพท์นี้ แปลว่า ผู้ถึงดีแล้วผู้ไปดีแล้ว
วาระนี้จะได้แสดงพระพุทธคุณบทสุคโตต่อไป ในสุคตศัพท์นี้ แปลว่า ผู้ถึงดีแล้วผู้ไปดีแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงพระคุณนามว่าสุคโตนั้น ก็เพราะพระองค์ได้ถึงดีแล้วได้ไปดีแล้ว คือพระองค์ได้ไปสู่โลกกุตตรธรรมด้วยดีแล้ว โดยไม่ต้องกลับคืนมาสู่โลกียธรรมอีก แต่การไปในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความไปด้วยกายแท้จริง ก็ไปด้วยกายวาจานั่นแหละ แต่ว่าไม่มีอาการไปอาการมาเหมือนอย่างไปวัดโน้นมาวัดนี้
อาการที่ไปด้วยกายและวาจาของพระองค์นั้นคือ ความไปจากลามกธรรมทางกายทางวาจา การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติมิจฉาจาร เรียกว่าลามกธรรมทางกาย การกล่าวมุสาวาท กล่าวคำส่อเสียด กล่าวคำหยาบ กล่าวคำเหลวไหล เรียกว่าลามกทางวาจา ที่พระองค์ทรงพระนามว่าสุคโตนั้น ก็คือพระองค์ไปจากลามกธรรมทางกายทางวาจาเหล่านี้ เพราะเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าละลามกธรรมทางกายและทางวาจาเสียได้แล้วด้วยอริยมรรค กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นไม่กลับคืนมาได้อีกเรียกว่าสุคโต
คือพระองค์ได้เสด็จไปสู่โลกนิพพานด้วยดีแล้ว จึงสมกับข้อที่ว่า “สุคโต นิพฺพานํ ยาติ” ดังนี้
อาการไปเหล่านี้ไม่ได้ไปด้วยยานและพาหนะต่างๆ แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง พระองค์ไปด้วยวิถีจิตเท่านั้น เมื่อวิถีจิตของพระองค์พ้นจากลามกธรรมแล้ว ได้ชื่อว่าใจไปดีแล้วเพราะเหตุที่ใจดีแล้ว กายและวาจาก็ดีไปตาม เพราะกายและวาจาเป็นอาการของใจ พระองค์จึงทรงพระนามว่าสุคโต ผู้ไปดีแล้ว ผู้ถึงดีแล้ว
อีกอย่างหนึ่งเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จออกจากป่าไปสู่กรุงราชคฤห์ ได้ยังสัตว์ทั้งหลายมีจำนวนนับด้วยโกฏิให้ได้บรรลุพระอริยมรรคพระอริยผลแล้ว ได้เสด็จไปสู่ชนบทบ้านน้อยบ้านใหญ่ในที่ต่างๆ ยังมหาชนให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนา ตลอดถึงพระเจ้าแผ่นดินก็เกิดความเชื่อความเลื่อมใสนับถือไม่มีความรังเกียจ เพราะโอวาทคำสั่งสอนของพระองค์ไม่ขัดข้องต่อรัฐประศาสนศาสตร์ของประเทศนั้นๆ พระองค์จะเสด็จไปทิศใดและทางใดก็ดีไปหมด
คือเมื่อพระองค์เสด็จไปถึงแล้ว ชนเหล่านั้นก็พากันยินดีอยากให้อยู่ ครั้นพระองค์เสด็จไปที่อื่นแล้วก็อยากให้เสด็จกลับมาอีก
นี้เรียกว่าพระองค์เสด็จไปด้วยด้วยดีโดยทางกาย เมื่อเราทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ทราบพระคุณสมบัติอันมีแล้วในพระองค์เช่นนี้ มีความประสงค์เพื่อจะถึงพระคุณในบทว่าสุคโตนี้แล้ว ก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติอาการของกายวาจาใจให้เหมือนพระองค์ คือว่าลามกธรรมส่วนใดที่ตนได้ละได้เลิกเสียแล้วจากกายวาจาใจ ก็อย่าให้ลามกธรรมส่วนนั้นกลับคืนมาได้อีก ก็เป็นอันถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าบทว่าสุคโต ถ้าละได้ขาดทีเดียวก็เป็นนิยตบุคคล เป็นบุคคลที่เที่ยงต่อสุคติ ถ้าหากละได้บ้างไม่ได้บ้าง คือบางคราวเป็นคนดี บางคราวก็กลับเป็นคนชั่ว ไม่แน่ไม่นอนเช่นนี้ ชื่อว่าอนิยตบุคคล เป็นบุคคลไม่เที่ยงไม่แท้ ถ้าสบเหมาะก็จะไปสู่สุคติ ถ้าไม่สบเหมาะก็อาจไปสู่ทุคคติ
ที่ทำตนให้เป็นคนไม่เที่ยงไม่แท้เช่นนี้ไม่ใช่อื่น คือตัวกิเลสได้แก่โลภะ โทสะ โมหะ มีอำนาจอยู่เหนือตนเท่านั้น โลภะ แปลว่า ความละโมบ ความอยากได้ โทสะ แปลว่า ความประทุษร้าย โมหะ แปลว่า ความหลง ให้แบ่งประเภทออก เพราะบางแห่งท่านว่าโลภะ บางแห่งท่านว่าราคะ บางแห่งท่านว่าตัณหา แต่คงได้เนื้อความว่าอยากได้เหมือนกัน ถ้าเป็นโลภะราคะตัณหา ความอยากได้ความยินดี ซึ่งเป็นคติของสมุทัยแท้นั้น ย่อมมีอาการให้เกิดทุกข์ทั้ง 3 กาล คือ ในเวลาแสวงหาก็เป็นทุกข์ เวลาที่ได้มาแล้วก็เป็นทุกข์ เวลาของเหล่านั้นวิบัติไปก็เป็นทุกข์
ความอยากได้มีลักษณะอย่างนี้ เป็นคติของสมุทัยแท้ ควรแก้ไข เพราะเป็นปหาตัพพธรรม เป็นธรรมพึงละเสีย
ส่วนความปรารถนาความอยากได้ซึ่งเป็นคติของธรรมดา เป็นสหชาตธรรมเกิดมาสำหรับร่างกาย คือ ความอยากอาหาร ความกระหายน้ำ อยากถ่ายอุจจารกิจ ปัสสาวกรรม อยากนุ่งห่มหลับนอนเป็นต้นเหล่านี้ถ้าพอประมาณก็ไม่เป็นโลภะตัณหา ไม่เป็นสมุทัย อย่าว่าแต่พวกเราซึ่งเป็นปุถุชนเท่านี้ ถึงแม้พระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายก็ต้องใช้เหมือนกัน ถ้าไม่ทำตามความปรารถนา เช่นนั้นก็อาจเป็นโทษเสียอีก
ตัวอย่างดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงพระปริวิตกถึงธรรมอันลึกซึ้งที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ยากที่สัตว์จะรู้ตาม เห็นตามได้ แต่อาศัยพระมหากรุณาธิคุณน้อมไปในหมู่สัตว์ที่อาจรู้อาจเห็นตามได้มีอยู่ พระองค์จึงได้ทรงกระทำเทศนาธิษฐาน ตั้งพระทัยเพื่อจะสั่งสอนเวไนยสัตว์ต่อไป เช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า ความปรารถนาความอยากได้นั้นเอง แต่หากเป็นของพระพุทธเจ้า ท่านจึงหาเรียกว่าตัณหาไม่ ท่านเรียกว่าพระมหากรุณาธิคุณ เพราะความปรารถนาเช่นนี้ไม่ให้ผลเป็นทุกข์ จึงไม่นับว่าเป็นโลภะตัณหา
แม้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ก็ย่อมมีการหิวข้าวกระหายน้ำอย่างพวกเรานี้เอง แต่อาการเช่นนั้นเป็นธรรมดาของสภาพ จะหาความว่าพระอริยเจ้าก็มีตัณหาเช่นนี้หาชอบไม่ เพราะผู้ที่ได้นามว่า พระอริยเจ้า ท่านเป็น ตณฺหกฺขโย ผู้สิ้นไปแห่งตัณหา ความปรารถนาเหล่านั้นเป็นสหชาตธรรมเกิดขึ้นสำหรับร่างกายเท่านั้น ไม่ควรนับว่าเป็นตัณหา เช่นอย่างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ใช้ประโยคพยายามตั้งพระหฤทัย เพื่อจะประกาศพระศาสนาสั่งสอนพุทธบริษัทให้แพร่หลาย การที่พระองค์ทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทเกิดความรู้ความฉลาดในธรรม แม้พุทธบริษัทจักประพฤติตามโอวาทคำสั่งสอนของพระองค์ พระองค์ก็ไม่ได้กำไร หรือจะไม่ประพฤติตาม พระองค์ก็ไม่ขาดทุน
เหตุนั้น ประโยคพยายามหรือความปรารถนาของพระพุทธเจ้าและพระขีณาสพเจ้าจึงไม่เป็นทุกข์และไม่เป็นตัณหา จะถือว่าความปรารถนาเป็นตัณหาอย่างเดียวกันหมดไม่ชอบ ต้องรู้จักแบ่งอย่างนี้จึงจักมีทางพ้นตัณหาได้ ที่แสดงอย่างนี้ก็เพื่อจะให้เข้าใจในบทสุคโต ที่แปลว่าผู้ไปดีแล้วผู้ถึงดีแล้วนั้น จะได้รู้ว่าเราจะได้จะถึงพระคุณบทนี้ด้วยอาการอย่างไร?
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







