
ออนไลนิสซึ่ม คนไทยแชทเขย่าโลก
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่คลั่งไคล้ในโลกออนไลน์มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่คลั่งไคล้ในโลกออนไลน์มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยเฉพาะการโลดแล่นอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กรูปแบบต่างๆ ถึงแม้ปริมาณอาจจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ๆ แต่ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรแล้ว 24 ล้านคนที่เล่นเฟซบุ๊ก ถือว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศเลยทีเดียว ส่วนเรื่องความถี่ในการเล่นนั้นอย่าได้ห่วง เรียกว่าบ่อยครั้งมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้
นอกจากเฟซบุ๊กที่ครองอันดับ 1 จำนวนผู้ใช้ในไทยและของโลกแล้ว ยังมีทวิตเตอร์กับอินสตาแกรมที่คนไทยนิยมกันสุดๆ ขณะที่โซเชียลเน็ตเวิร์กน้องสุดท้องอย่างไลน์ ในประเทศไทยเองก็ถือว่ามีผู้ใช้มากที่สุดอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น ไล่บี้เฟซบุ๊กมาในจำนวนที่เท่าๆ กันแล้ว รวมถึงเสิร์ชเอนจินดังอย่างกูเกิล ที่คนไทยนิยมใช้ค้นหาข้อมูลต่างๆ กว่า 90% คุ้นเคยถึงขนาดไม่รู้อะไรต้องถามพี่กู (เกิล) กันตลอด
เมืองไทยแชทกระจาย
ขาใหญ่ออนไลน์บุกธุรกิจ
ในเมื่อคลั่งไคล้กันได้ถึงขนาดนี้ ไทยจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายอันหอมหวานของบรรดาธุรกิจออนไลน์รายใหญ่ๆ ข้างต้นที่ได้ตบเท้าเข้ามาต่อยอดธุรกิจกันอย่างครึกโครม พร้อมๆ กับการเร่งเร้าให้คนไทยกลายเป็นมนุษย์ออนไลน์มากยิ่งขึ้น
กรณีล่าสุด คือ การเข้ามาตั้งสำนักในไทยอย่างเป็นทางการของไลน์ ถือเป็นสำนักงานแห่งที่ 4 ของไลน์ หลังการตั้งสำนักงานในญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันไปแล้วก่อนหน้า จินวูลี ผู้อำนวยการไลน์ ประจำประเทศไทย บอกว่า การเปิดสำนักงานในไทยอย่างเป็นทางการ เป็นการตอกย้ำการทำธุรกิจในไทย ที่ผู้ใช้ไลน์มีอัตราเติบโตสูงจาก 18 ล้านรายในปีที่แล้ว เป็น 24 ล้านรายในปีนี้ จำนวนผู้ใช้เป็นรองเพียงญี่ปุ่นที่มีกว่า 50 ล้านราย
ธุรกิจหลักของไลน์ คือ สติ๊กเกอร์และเกมที่จะเปิดตัวเกมใหม่ๆ เฉลี่ย 3 เกมต่อเดือน ส่วนเปิดตัวไปแล้วและฮิตกันสนั่นไลน์เวลานี้ คือ คุกกี้รัน และที่กำลังมาแรง คือ ไลน์ เรนเจอร์ หรือ Go!Go!Go! โดยที่ไลน์ลงทุนใช้โฆษณาทีวีโปรโมทเกมใหม่ๆ แสดงว่างานนี้ยอมทุ่มเต็มที่กับธุรกิจในไทย
เฉพาะแค่คุกกี้รันเกมเดียวก็ทำให้สาวกไลน์หมกมุ่นวุ่นวายกับการพาเจ้าคุกกี้วิ่งผ่านด่านต่างๆ จนไม่เงยหน้าเงยตากันแล้วในเวลานี้ ด้วยยอดดาวน์โหลดในไทย 10 ล้าน เป็นอันดับ 1 ทั่วโลก ที่มียอดดาวน์โหลดทั้งหมด 18 ล้าน
มาที่เฟซบุ๊กพี่ใหญ่โซเชียลเน็ตเวิร์กก็เริ่มให้ความสนใจประเทศไทย และเข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการครั้งแรก แต่มาคนละแนวกับไลน์ โดยหันไปจับลูกค้าในกลุ่มเอสเอ็มอี หรือผู้ทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีฐานผู้ใช้เฟซบุ๊กทั่วโลก 1,230 ล้านคน และมียอดผู้ใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือถึง 945 ล้านคนต่อเดือน เป็นจุดขายสำคัญสำหรับพ่อค้าเอสเอ็มอี
แอร์โรว์ กัว หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี กลุ่มประเทศจีนแผ่นดินใหญ่และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเฟซบุ๊ก บอกว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีอัตราการใช้เฟซบุ๊กมากที่สุดแห่งหนึ่ง และการเข้ามาทำตลาดคือจะดึงให้ธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีใช้แฟนเพจของเฟซบุ๊กเพื่อทำธุรกิจให้มากขึ้น โดยการสร้างจุดสื่อสาร สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเจ้าของธุรกิจ เพื่อนำไปสู่การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและปิดการขาย
เฟซบุ๊กได้เสนอบริการโฆษณาโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดประมาณ 150 บาทต่อวัน โดยโฆษณาที่เลือกจะไปแสดงผลกับกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กได้โดยตรง เป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนเฟซบุ๊กที่ผู้ใช้ทั้งหมดใส่ขึ้นไปเองมาต่อยอดธุรกิจที่คาดว่าจะโกยเงินได้อีกมหาศาล
ขณะที่เสิร์ชเอนจินเบอร์ 1 อย่างกูเกิล ที่ได้เริ่มทำธุรกิจกับเอสเอ็มอีไทยมาก่อนแล้ว ได้เริ่มขยายฐานการทำตลาดออกไปต่างจังหวัดอย่างชัดเจนมากขึ้น พรทิพย์ กองชุน หัวหน้าฝ่ายการตลาดกูเกิล ประเทศไทย บอกว่า กูเกิลมีโครงการธุรกิจไทยโกออนไลน์ช่วยเอสเอ็มอีไทยสร้างเว็บไซต์ของตัวเองง่ายๆ เพื่อให้ปรากฏขึ้นเมื่อมีการค้นหาด้วยกูเกิล และหากต้องการต่อยอดก็สามารถใช้โฆษณาที่เรียกว่า แอดเวิร์ด ผ่านระบบค้นหาของกูเกิลที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้
ต้องไม่ลืมว่ากูเกิลคือเว็บค้นหาข้อมูลที่คนไทยใช้กว่า 90% และคนทั่วโลกก็ใช้อยู่ในระดับสูง โอกาสที่ลูกค้าไทยและต่างประเทศจะเจอเว็บไซต์จึงเป็นไปได้เพียงใช้คำที่ถูกต้องเท่านั้น
ออนไลน์ดาบสองคม
นักวิชาการแนะใช้อย่างมีสติ
เมื่อ 3 ขาใหญ่แห่งวงการออนไลน์ ตั้งเป้าหมายในการบุกไทยโดยมีตัวเลขทางธุรกิจเป็นเดิมพัน ย่อมต้องขยายฐานผู้ใช้ให้มากขึ้นด้วยกลวิธีต่างๆ ที่จะเพิ่มการใช้ออนไลน์ของคนไทยให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากด้านบวกที่มีอยู่มากมายแล้ว สื่อออนไลน์โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยังมีด้านลบที่พึงต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ราคูเท็น ตลาดดอทคอม กล่าวว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กจะช่วยให้การทำตลาดง่ายขึ้น สามารถมองเห็นแนวโน้มความสนใจ และความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค นำไปสู่การคาดการณ์การทำตลาด โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเติบโตและก้าวหน้าได้ ในอีกทางหนึ่ง คือ อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคในการค้นหาสินค้าและบริการที่ดีและมีคุณภาพด้วยเช่นกัน
“ในทางการตลาด โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสุดยอดเครื่องมือชิ้นหนึ่ง การจะทำโปรโมชั่นส่งไปถึงคนจำนวนมาก และส่งได้ตรงกับความต้องการ เช่น สินค้ากลุ่มผู้หญิง สินค้ากลุ่มผู้ชาย สินค้ากลุ่มเด็ก หรือแม้แต่สินค้ากลุ่มเพศที่สาม สามารถใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายแล้วส่งแบบเฉพาะเจาะจงได้ ทำให้คนที่ไม่ต้องการได้รับข้อมูลก็จะไม่ต้องรำคาญใจ คนที่น่าจะต้องการก็ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมด้วย” ภาวุธ กล่าว
ในอีกมุมหนึ่ง ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจำนวนมากที่ไม่ใช่แบรนด์ดังระดับโลก หรือไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาล หากแต่เป็นแบรนด์เล็กๆ ระดับเอสเอ็มอี ก็มีโอกาสในการใช้ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กในการติดต่อสื่อสาร โปรโมทจนเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจ จนสร้างยอดขายได้ไม่น้อยเช่นกัน
นอกจากนี้ การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กยังทำให้เพื่อนเก่าหลายต่อหลายคนที่ห่างหายจากกันไป ได้มีโอกาสมาเจอกัน เนื่องจากโซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีการเชื่อมโยงกลุ่มคนที่อาจจะรู้จักกัน กลุ่มคนที่ชื่นชอบหรือสนใจในสิ่งที่คล้ายๆ กัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นเพื่อนสมัยอนุบาลมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากไม่เห็นกันมามากกว่า 30 ปี
ขณะที่ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจากการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ผู้บริโภคมีปากมีเสียงมากขึ้น ที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ เรื่องการเมือง มีการรวมกลุ่มทางความคิด การแสดงออกทางการเมือง หรือการรวมกลุ่มคนเพื่อออกมาเรียกร้องในทางการเมือง โดยใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเครื่องมือ
อีกตัวอย่างหนึ่ง กรณีการตลาดโฆษณาถ้าสามารถนำเสนอได้โดนใจ ตรงกับความรู้สึกชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีการกด Like หรือ Share หรือ Retweet บอกต่อกันไปเรื่อยๆ สินค้าก็สามารถได้รับความนิยมกลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ได้ภายในเวลาชั่วข้ามคืน
ขณะเดียวกัน สารดิจิทัลใหม่ๆ ที่หลากหลาย มีทั้งการสร้างสรรค์และดัดแปลง โซเชียลเน็ตเวิร์กถือเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสในการเผยแพร่ผลงาน แสดงความคิดเห็น ทำให้สังคมได้รับรู้ หรือมีโอกาสได้รับการตอบรับจากสังคมได้อย่างรวดเร็วและง่ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีทางบวกก็จะมีทางลบมาด้วยเสมอ หากขาดความรู้เท่าทัน หรือใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อเสียที่เด่นชัดประการหนึ่ง คือ การขาดการกลั่นกรองข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เมื่อมีการส่งต่อด้วยวิธีต่างๆ ทุกอย่างจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสารนั้นจะผิดหรือถูกก็ตาม ซึ่งต่างจากสื่อกระแสหลักที่มีรูปแบบของการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ จึงมีข้อผิดพลาดน้อยกว่า
“หลายครั้งที่โซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นการนำเสนอสารเพียงด้านเดียวและไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น ข้อความที่ได้รับการตัดทอนมาเพียงบางส่วน รูปภาพที่ไม่ได้นำเสนอภาพรวมทั้งหมด รวมถึงวิดีโอภาพเคลื่อนไหวที่มาจากมุมมองเพียงด้านเดียว ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีการส่งต่อกันไปแล้ว ผู้รับสารเชื่อและเห็นคล้อยตามโดยขาดวิจารณญาณ ทั้งหมดอาจก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกันขึ้นในสังคม” ดร.มานะ กล่าว
ภาพสะท้อนด้านลบอีกประการที่น่าเป็นห่วง คือ การลืมไปว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กคือพื้นที่กึ่งสาธารณะ ยืนยันได้ว่าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม หรือไลน์ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ เป็นเครื่องมือที่ลดความเป็นส่วนตัวลง ซึ่งหลายต่อหลายคนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากจนเกินไป เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด รสนิยมความชื่นชอบต่างๆ หรือแผนการเดินทางและสถานที่ที่จะเดินทางไป ดังนั้นการมีสติก่อนใช้งานจึงเป็นเรื่องจำเป็น
ดร.มานะ ได้แนะแนวทางสำหรับการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างถูกต้องและเหมาะสมว่า คนไทยใช้งานเทคโนโลยีโดยขาดความรู้เท่าทัน หากจะเจาะจงลงไปให้ชัด คือ คนไทยขาดการเรียนการสอนเพื่อให้รู้เท่าทันสื่อและรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งในต่างประเทศให้ความสำคัญและเริ่มเรียนกันตั้งแต่ระดับอนุบาล พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในครอบครัว โดยในประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจเรื่องนี้ในการเรียนระดับอุดมศึกษา
“ความจริงนั้นมีได้หลายมิติ คนไทยขาดการตั้งคำถามและหาคำตอบ ตอนนี้เด็ก ป.1 มีแท็บเล็ตใช้ แต่พ่อแม่ผู้ปกครองและครูไม่ได้สอนวิธีการใช้ และภูมิคุ้มกันการใช้ นั่นทำให้เด็กรุ่นใหม่อาจกลายเป็นทาสของเทคโนโลยี และเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กโดยไม่รู้ตัว” ดร.มานะ กล่าว
ดังนั้น การใช้หลักกาลามสูตร สามารถนำมาใช้ได้เสมอ นั่นคือ มีสติไตร่ตรองข้อมูลข่าวสารที่ได้รับก่อนจะส่งต่อ อย่าเชื่อทุกสิ่งในทันทีที่ได้รับ เพราะอาจไม่ใช่เรื่องจริงหรือพิจารณาให้ดีก่อนจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวออกไป ทุกสิ่งต้องมีการตั้งคำถามและตรวจสอบก่อนตัดสินใจเสมอ
ภาพที่เกิดขึ้นบนโลกสังคมออนไลน์ อาจสะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปจากชีวิตจริงในสังคมได้ แต่ไม่ว่าจะในโลกจริงหรือโลกเสมือน สิ่งที่ต้องการเหมือนกัน คือ การมีสติในทุกการกระทำจะไม่ทำให้เราล่วงถลำไปกับมายาภาพที่ปรากฏได้เป็นอย่างดี







