
เทคนิคบังคับ/ฝืน จิตใจให้ร่าเริง
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
เทคนิคต่อไปนี้ หนูดีได้สรุปรวมและคัดย่อมาจากวิธีการฝืนจิตใจจากเดิมที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หงุดหงิด ขุ่นหมอง ของอาจารย์เฉิงเซียงเหวิน ผู้อำนวยการฝ่ายจีน มหาวิทยาลัยภาษาศาสตร์ปักกิ่ง สาขามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้ที่ได้ตรวจพบขณะถูกส่งมาช่วยก่อตั้งและเขียนตำราให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ว่า ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งตับ จึงถูกส่งตัวกลับไปที่ประเทศจีนเพื่อรักษา
จากการรักษา ณ โรงพยาบาลใหญ่สองโรงในกรุงปักกิ่งแล้ว แพทย์ได้ลงมือผ่าตัดถึงสองครั้งและใช้รังสีแกมมาในการรักษา และผลการรักษาไม่เป็นดังที่คาด ทำให้คุณหมอลงความเห็นว่าจะไม่มีการผ่าตัดหรือรักษาเพิ่มเติม เป็นการดูแลตามอาการเท่านั้น และให้อาจารย์กลับไป “สงบใจ” ที่บ้าน
นี่คือ ความเดิมต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่เล่าถึงเส้นทางการเยียวยาตัวเองที่น่าสนใจของอาจารย์เฉิงเซียงเหวิน ขณะนี้เวลาผ่านมาเก้าปีเต็มแล้ว อาจารย์ได้หายขาดจากมะเร็งตับด้วยเทคนิคที่อาจารย์บอกใครก็มีแต่คนหัวเราะ นั่นก็คือ การทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน
ฟังดูแล้ว น่าสนใจและไม่น่าเป็นไปได้ เพราะสำหรับคนธรรมดาที่ไม่เป็นมะเร็ง การรักษาใจให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่สำหรับคนเป็นมะเร็งตับในระยะที่รักษาไปแล้วและไม่หาย หมอบอกให้ไป “สงบใจ” ซึ่งแปลเป็นภาษาชาวบ้าน ก็คือ ให้ไปนอนรอความตายอยู่กับบ้านนั้น คงยิ่งเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเข้าไปใหญ่
และยิ่งสำหรับอาจารย์เองแล้ว ได้วิเคราะห์ตัวเองว่าเป็นคนไม่ได้มีพื้นฐานอารมณ์ร่าเริงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่คนยิ้มง่าย หัวเราะง่าย ค่อนข้างเป็นคนหงุดหงิดเคร่งเครียด ดังนั้น อยู่ดีๆ การมาฝึกให้ยิ้มและหัวเราะ ให้ร่าเริงเป็นนิจนั้น ยิ่งเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนัก
แต่ทุกวันนี้ อาจารย์บอกว่าได้เจอโลกใหม่ จากเดิมก่อนเป็นมะเร็ง มองไปทางไหนมีแต่เรื่องชวนให้หงุดหงิดใจ แต่ปัจจุบันมองไปทางไหน หัวใจเปล่งแต่คำว่า “ขอบคุณๆๆๆๆ” ออกมาซ้ำๆ หันไปทางไหน เต็มไปด้วยความร่าเริง เบิกบาน ซาบซึ้งบุญคุณ และขอบคุณ จนเก็บไว้ในใจไม่ไหว มันต้องหลั่งไหลออกมาเป็นรอยยิ้มที่ใบหน้า
ข้อมูลที่แบ่งปันต่อไปนี้ หนูดีสรุปให้สั้น จากหนังสือ “ปาฏิหาริย์แห่งความร่าเริงเบิกบาน” แปลโดย คุณหมอไพร ซึ่งเป็นแพทย์แผนจีน ณ คลินิกไพรเวช ซึ่งหนูดีไปรักษา ฝังเข็ม กัวซาและครอบแก้วเป็นประจำ คุณหมอพิมพ์แจกฟรี แต่มีจำนวนจำกัด หนูดีเลยขอคุณหมอมาสรุปในคอลัมน์นี้ให้กับคุณผู้อ่านที่ไม่สะดวกไปรับหนังสือถึงคลินิกคุณหมอ
โดยอาจารย์เฉิงได้เขียนสรุปวิธีการที่ไปเรียนจากหมู่บ้านตงหวางไว้ดังนี้ (เหมาะสำหรับคนที่มองโลกในแง่ร้ายและมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายเป็นพื้นฐานค่ะ)
ขั้นแรก แก้ปัญหาการรับรู้ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหา “หัวเราะไม่ออก” ให้ตกไปก่อน โดยตอนเริ่มอาจารย์เฉิงบอกว่า เขาคิดอยากหัวเราะ แต่หัวเราะไม่ออก ไม่ออกจริงๆ ไม่ได้แกล้ง จึงบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าหัวเราะมันยากกว่ากินยาเหรอ ทำไมยอมฉีดยาแต่ไม่ยอมหัวเราะเล่า ทำไมปล่อยให้มะเร็งลุกลามขยายตัว แต่ไม่ยอมหัวเราะเล่า ถ้าบอกว่าความร่าเริงเบิกบานสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ส่วนความกลัดกลุ้มทำให้เกิดเซลล์มะเร็งและทำให้มันขยายตัว ท่านจะเลือกอย่างไหน? ตอนเริ่มต้นอาจารย์คิดจะหัวเราะแต่มักลืมไป จึงถามตัวเองว่าการทำให้หัวเราะมันยากขนาดนั้นเลยหรือ ทำไมเราจึงไม่ลืมเคมีบำบัด ทำไมไม่ลืมฉีดยา ลืมแต่ยิ้มอย่างเดียว ยิ้มไม่ต้องเสียสตางค์? ไม่ต้องขอจากใคร ทำไมเราไม่แค่ “ยิ้ม”
ต้องแก้ปัญหาภาคปฏิบัติในปริมาณและคุณภาพของการยิ้มและการขอบคุณ โดยในตอนแรกการยิ้มและการขอบคุณมันช่างยากมากสำหรับตัวอาจารย์ จนอาจารย์ต้องทำเป็นตารางปฏิบัติพิมพ์ไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยกำหนดให้ 1 วัน มีความร่าเริงเบิกบาน 10 ครั้ง และต่อหนึ่งครั้งที่มีเรื่องให้เบิกบาน ต้องยิ้มให้ได้ 10 ครั้ง โดยตนเองเป็นผู้ให้คะแนนตัวเอง โดยครั้งไหนที่ฝืนร่าเริงจะได้ 0.5 คะแนน แต่ครั้งไหนร่าเริงแบบจริงใจจะได้ 1 คะแนน โดยมีการให้คะแนนตัวเองทุกวันในช่วงก่อนนอน ตรงนี้หนูดีว่าเยี่ยมยอดมากค่ะ เพราะอาจารย์บอกว่าวิธีนี้ นอกจากแก้หลงลืมได้แล้ว ยังสามารถวัดผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ด้วย และสนุกดีนะคะ การตามดูว่าวันนี้เราได้ดูแลจิตใจตัวเองอย่างไร
เริ่มจากง่ายสู่ยาก คือ กิจกรรมเดิมๆ ที่ทำ ให้เพิ่มอารมณ์ร่าเริงเข้าไปให้มากขึ้น เช่น ฟังเพลง จากเดิม ฟังแค่ชิลชิล ผ่านๆ แต่หนนี้ให้เพิ่มอาการฮัมเพลง ซาบซึ้ง ฯลฯ การอ่านหนังสือ จากเดิมก็แค่อ่าน ตอนนี้ให้แสดงความรักกับหนังสือ ดื่มด่ำ จูบหนังสือ (เขาเขียนแบบนี้จริงๆ นะคะ ถ้าใครจะลองจูบหนังสือที่หนูดีเขียน ก็ไม่ว่ากันน้า นักเขียนดีใจเลย) ทะนุถนอม รู้บุญคุณ ยินดีจากใจที่มีโอกาสได้อ่าน
ใช้ประโยชน์จากจิตสำนึกที่ซ่อนแฝง โดยสูตรนี้อาจารย์เฉิงบอกว่าขลังมาก ให้ลองนำไปใช้ดูค่ะ โดยบอกตัวเองว่า
ถ้าฉันไม่ป่วย ฉันมีความร่าเริงเบิกบาน ถ้าฉันมีความร่าเริงเบิกบาน ฉันจะไม่ป่วย
ถ้าฉันทนได้ ฉันมีความร่าเริงเบิกบาน ถ้าฉันมีความร่าเริงเบิกบาน ฉันทนได้
ถ้าลูกหลานเชื่อฟัง ฉันมีความร่าเริงเบิกบาน ถ้าฉันมีความร่าเริงเบิกบาน ลูกหลานจะเชื่อฟัง
ถ้าคู่ชีวิตไม่โกรธฉัน ฉันมีความร่าเริงเบิกบาน ถ้าฉันมีความร่าเริงเบิกบาน คู่ชีวิตจะไม่โกรธฉัน ฯลฯ
วิธีนี้ ลองนำไปทำดูกับทุกๆ เรื่องในชีวิตที่ต้องประสบค่ะ เช่น ปวดหัว ตัวร้อน รถติด อากาศแย่ ใครทำให้หงุดหงิด โกรธ เพราะเมื่อเราทำแล้วจะเห็นว่า มันเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่น่าสนใจยิ่งนัก สูตรนี้อาจารย์บอกว่าเขาใช้บอก สะกดจิตตัวเองจนจิตใจค่อยๆ ร่าเริงมากขึ้น
เสียดายที่พื้นที่คอลัมน์ของเราหมดแล้ว ยังคงมีเนื้อหาเพิ่มเติมอีกนิด ในประเด็นสร้างความร่าเริงจากการใช้แรงงาน และการรู้บุญคุณ รวมถึงการสงบจิตใจ พบกันสัปดาห์หน้าค่ะ
หมายเหตุ คลินิกคุณหมอไพร อยู่บางบัวทอง หากใครสนใจรักษา คุณหมอเก่งและใจดีมาก มีหนังสือเล่มนี้วางที่คลินิก โทรถามทางได้ที่ 02-594-5832 ค่ะ







