
คนถ่อย 20 จำพวก
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ สงกรานต์ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลายท่านคงได้ทำบุญ
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ สงกรานต์ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลายท่านคงได้ทำบุญ พักผ่อนกับครอบครัวและญาติมิตร แล้วกลับมาทำงานกันต่อ กลับมาเผชิญปัญหาการเมือง ซึ่งดูเหมือนจะยังไม่มีจุดลงเอยที่ชัดเจน ต่างฝ่ายต่างก็มีเรื่องราวยกมาว่ากัน วันนี้ MQ จึงขอนำเรื่อง คนถ่อย หรือ ธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อย ซึ่งมีอยู่ในพระสูตรชื่อ “วสลสูตร”
ในสมัยพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาตในนครสาวัตถี ก็ถูก อัคคิกภารทวาชพราหณ์ ร้องว่า “หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนโล้น หยุดอยู่ที่นั่นแหละสมณะ หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนถ่อย” อรรถกถาอธิบายว่า พราหมณ์มีความเห็นว่าการเป็นสมณะในมงคลกิจทั้งหลายเป็นอวมงคล จึงได้กล่าวเช่นนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ก็ท่านรู้จักคนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยหรือ?” พราหมณ์ตอบว่าไม่รู้ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” แล้วทรงตรัสพระคาถาความว่า
1.คนมักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่อย่างเลว มีทิฏฐิวิบัติ และมีมายา พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
2.คนผู้เบียดเบียนสัตว์ที่เกิดหนเดียว แม้หรือเกิดสองหน (สัตว์ที่เกิดในไข่) ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
3.คนเบียดเบียน เที่ยวปล้น มีชื่อเสียงว่าฆ่าชาวบ้านและชาวนิคม พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
4.คนลักทรัพย์ที่ผู้อื่นหวงแหนไม่ได้อนุญาตให้ ในบ้านหรือในป่า พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
5.คนที่กู้หนี้มาใช้แล้วกล่าวว่า หาได้เป็นหนี้ท่านไม่ หนีไปเสีย พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
6.คนฆ่าคนเดินทาง ชิงเอาสิ่งของเพราะอยากได้สิ่งของ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
7.คนถูกเขาถามเป็นพยาน แล้วกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแห่งตนก็ดี เพราะเหตุแห่งผู้อื่นก็ดี เพราะเหตุแห่งทรัพย์ก็ดี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
8.คนประพฤติล่วงเกินในภริยาของญาติก็ตาม ของเพื่อนก็ตาม ด้วยข่มขืนหรือด้วยการร่วมรักกัน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
9.คนผู้สามารถ แต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดา ผู้แก่เฒ่าผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
10.คนผู้ทุบตีด่าว่ามารดาบิดา พี่ชายพี่สาว พ่อตาแม่ยาย แม่ผัวหรือพ่อผัว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
11.คนผู้ถูกถามถึงประโยชน์ บอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ พูดกลบเกลื่อนเสีย พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
12.คนทำกรรมชั่วแล้วปรารถนาว่าใครอย่างพึงรู้เราปกปิดไว้ (กระทำโดยประการที่คนอื่นทั้งหลายไม่รู้ และด้วยการไม่เปิดเผยการงาน อันเป็นทุจริตของตน) พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
13.คนผู้ไปสู่สกุลอื่น (เช่น ตระกูลญาติ ตระกูลมิตร) แล้ว และบริโภคโภชนะที่สะอาด ย่อมไม่ตอบแทนเขา (ย่อมไม่ให้หรือให้แต่อาหารที่เลว) ผู้มาสู่สกุลตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
14.คนผู้ลวงสมณะ พราหมณ์ หรือแม้วณิพกอื่น ด้วยมุสาวาท พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
15.เมื่อเวลาบริโภคอาหาร คนผู้ด่าสมณะหรือพราหมณ์ และไม่ให้โภชนะ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
16.คนในโลกนี้ ผู้อันโมหะครอบงำแล้ว ปรารถนาของเล็กน้อย พูดอวดสิ่งที่ไม่มี (ย่อมพูดเหมือนนักเลงลวงภรรยาคนอื่น หรือทาสีของคนอื่นว่าในบ้านชื่อโน้น ข้าพเจ้ามีสมบัติประจำเรือนเช่นนี้ จงมา จงไปด้วยกัน ท่านจักเป็นแม่เรือนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักให้สมบัตินี้แก่ท่าน) พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
17.คนเลวทราม ยกตนและดูหมิ่นผู้อื่น ด้วยมานะของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
18.คนฉุนเฉียว กระด้าง (ด้วยกายและวาจา) มีความปรารถนาลามก มีความตระหนี่ (รวมทั้งห้ามผู้อื่นทำบุญ) โอ้อวด ไม่ละอาย ไม่สะดุ้งกลัว (ต่อบาป) พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
19.คนติเตียนพระพุทธเจ้าหรือติเตียนบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ สาวกพระพุทธเจ้า (ติเตียนด้วยโทษอันไม่เป็นจริง) พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย
20.ผู้ใดแลไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญาณว่าเป็นพระอรหันต์ ผู้นั้นแลเป็นคนต่ำช้า เป็นโจรในโลกพร้อมทั้งพรหมโลก คนเหล่าใด เราประกาศแก่ท่านแล้ว คนเหล่านั้นนั่นแหละ เรากล่าวว่าเป็นคนถ่อย
บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ท่านจงรู้ข้อนั้น ตามที่เราแสดงนี้ บุตรของคนจัณฑาลเลี้ยงตัวเองได้ ปรากฏชื่อว่ามาตังคะ เป็นคนกินของที่ตนให้สุกเอง เขาได้ยศอย่างสูงที่แสนยาก กษัตริย์และพราหมณ์เป็นอันมากได้มาสู่ที่บำรุงของเขา เขาขึ้นยานอันประเสริฐไปสู่หนทางใหญ่อันไม่มีฝุ่น เขาสำรอกกามราคะเสียได้แล้ว เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก ชาติไม่ได้ห้ามเขาให้เข้าถึงพรหมโลก พราหมณ์เกิดในสกุลผู้สาธยายมนต์ เป็นพวกร่ายมนต์ แต่พวกเขาปรากฏในบาปกรรมอยู่เนืองๆ พึงถูกติเตียนในปัจจุบันที่เดียว และภพหน้าก็เป็นทุคติ ชาติห้ามกันพวกเขาจากทุคติหรือจากครหาไม่ได้ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม
อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ได้ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต







