
พระพรหมเมธี ประทับใจผู้นำศาสนามุ่งแก้วิกฤตชาติ
จากการที่ผู้นำ 5 ศาสนาหลักในประเทศไทย คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกข์
จากการที่ผู้นำ 5 ศาสนาหลักในประเทศไทย คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกข์ มีมติร่วมกันในการแก้ปัญหาของชาติ โดยทุกฝ่ายจะนำหลักการของแต่ละศาสนามาบอกกล่าวศาสนิกของตน เริ่มจากการสวดมนต์และภาวนาด้วยจิตหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อความร่มเย็นของคนในชาติ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2557
พระพรหมเมธี (จำนงค์) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม ได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคม ให้เป็นผู้แทน มส. ประชุมและร่วมแถลงข่าวกับผู้นำศาสนา หรือผู้แทนอีก 4 ศาสนา คือ อาจารย์ประสาน ศรีเจริญ รองประธานผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักจุฬาราชมนตรี มุขนายกยอแซฟชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ เลขาธิการสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ศจ.ดร.วีรชัย โกแวร์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานศาสนาพราหมณ์ฮินดูแห่งประเทศไทย คุณมานิต สัจจะมิตร นายกสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ศาสนาซิกข์แห่งประเทศไทย
ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา ประธานร่วมศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย โดยมี ดร.ปาริชาด สุวรรณบุบผา เป็นผู้ประสานงาน
เอกสารแถลงข่าวที่แจกจ่ายหลังประชุมที่วัดสัมพันธวงศ์ สรุปว่า ด้วยความห่วงใยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความมั่นคง และความเจริญก้าวหน้าของชาติ ที่จะเกิดท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความเห็นต่าง ความแตกแยก ความเป็นฝักเป็นฝ่ายในขณะนี้
ผู้นำทุกศาสนาในประเทศไทยตระหนักดีว่าคำสอนทุกศาสนามุ่งเน้นคุณค่า และส่งเสริมผู้ที่เกี่ยวข้องในการหลีกเลี่ยงความรุนแรง และให้ปฏิบัติกิจการใดๆ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ
ผู้นำทุกศาสนาเรียกร้องและขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายใช้สติ วิชชา และปัญญา เพื่อเอาชนะอคติและความเกลียดชัง และเพื่อแลกเปลี่ยนความขัดแย้งในครั้งนี้ไปในทางที่ดี จึงขอเชิญชวนศาสนิกทุกคนร่วมสวดภาวนาด้วยจิตใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อความสงบร่มเย็นของชนในชาติ
การสวดมต์และภาวนาได้ดำเนินการในศาสนสถานทุกแห่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2557
พระพรหมเมธี ได้เมตตาเล่าให้ผู้เขียนว่า การประชุมร่วมทั้ง 5 ศาสนา มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน คือ หยุดความขัดแย้งในประเทศ โดยไม่ต้องกล่าวโทษว่าใครถูก ใครผิด ทางพุทธให้พระไปขอบิณฑบาต อีก 4 ศาสนาจะให้ศาสนิกตระหนักถึงคำสอนในพระเจ้า
พระพรหมเมธี กล่าวว่า ท่านประทับใจในความร่วมมือของผู้นำศาสนาต่างๆ ที่บอกว่าปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง ยกเว้นศาสนา ไม่มีอะไรแก้ไม่ได้ เพราะศาสนาไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย (คือแพ้และชนะ) แต่ต้องการให้ดำเนินไปตามครรลองของความถูกต้อง
ในฐานะผู้แทน มส. ท่านเล่าว่า การประชุมและเห็นร่วมกันทุกศาสนา ไม่เคยมีมาก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นประวัติศาสตร์
เบื้องหลังการประชุมร่วมกันนั้น ท่านเล่าว่า เกิดจากผู้นำคริสต์ศาสนา และ ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา ประธานร่วมศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ได้นำเสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งโปรดให้เสนอ มส.เพื่อรับทราบและแต่งตั้งผู้แทน มส.เข้าร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆ
ท่านกล่าวในที่ประชุมทุกศาสนาประมาณ 100 คน ที่วัดสัมพันธวงศ์ ให้มองเห็นปัญหาของชาติ โดยเปรียบเทียบประเทศไทยว่าเหมือนรัฐนาวาที่แล่นไปในมหาสมุทร ท่ามกลางคลื่นและลมแรง แถมมีรูรั่วด้วย แต่ผู้โดยสารแบ่งเป็น 2 ฝ่าย แล้วทะเลาะกัน โดยไม่มีฝ่ายใดที่จะมาช่วยกันอุดรูรั่ว หากปล่อยไปเช่นนี้ รัฐนาวาไม่ถึงฝั่งและจะล่มลงอย่างแน่นอน ผลคือตายทั้งสองฝ่าย
เมื่อถามว่าการขัดแย้งเป็นประเด็นทางการเมือง เอาศาสนาไปแก้ไข เขาจะรับหรือ ท่านยืนยันว่า เวลานี้ไม่มีอะไรดีกว่าศาสนา ทางฝ่ายพุทธจะชี้ให้เห็นโทษอกุศลมูล โลภะ โทสะ และโมหะ ทางศาสนาหลักอีก 4 ศาสนา จะชี้ให้เห็นบาปที่ไม่เชื่อคำสอนของพระเจ้า
ถามว่าจากปรากฏการณ์นี้ ประเทศไทยมีความหวังแค่ไหน พระพรหมเมธี โฆษก มส. พูดด้วยความมั่นใจว่ามีความหวังมาก ถ้าคู่ขัดแย้งเปิดใจต้อนรับให้ผู้แทนแต่ละศาสนาไปคุยด้วย ขณะนี้ปรึกษากันว่าจะเสนอตัวเข้าไปคุยอย่างไร
ที่น่าวิตก คือ เรื่องดีๆ ที่ผู้นำทั้ง 5 ศาสนา เห็นชอบนั้น จะอยู่ในห้องประชุมเท่านั้น ไม่ได้ออกไปสู่ภายนอกเท่าที่ควร สาธารณชนก็จะรับทราบน้อย หากรับฟัง ตระหนักรู้ผิดถูก และไม่ลืมพระบรมราโชวาทอมตะ รู้รัก สามัคคี บ้านเมือง จะกลับเป็นปรกติสุข สมดังที่ผู้นำศาสนามุ่งแก้ปัญหาวิกฤตชาติโดยสวดมนต์และภาวนาด้วยจิตหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อความร่มเย็นของคนในชาติ







