posttoday
วิมานในฝัน บ้านหลังแรกของวัยเริ่มต้นชีวิต

วิมานในฝัน บ้านหลังแรกของวัยเริ่มต้นชีวิต

19 เมษายน 2557

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

บ้าน คือ วิมาน วัยหนุ่มสาวที่เริ่มต้นที่จะสร้างครอบครัวก็จะต้องนึกถึง “บ้าน” ฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง...

ก่อนออกตามล่าหาฝันบ้านหลังแรก ลองสำรวจความพร้อมกำลังกาย กำลังใจ และกำลังเงินในกระเป๋า ทุกอย่างต้องฟิตให้พร้อมก่อนซื้อบ้าน...

การงานมั่นคง หากตกลงใจที่จะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านแล้ว อาชีพการงานก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาให้กู้เงินของธนาคาร

เครดิตดี มีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะถ้าเครดิตดีแล้ว อะไรๆ ก็จะดูดีตามไปด้วย

เก็บหอมรอมริบ พิชิตเงินดาวน์ การซื้อบ้านอย่างน้อยจะต้องมีเงินดาวน์ 1020%

สำรวจกระเป๋าความสามารถการผ่อน ไม่ว่าจะกู้ระยะสั้นหรือยาว จะต้องคำนึงถึงการผ่อนบ้านระยะยาว 1530 ปี

แม้ว่าราคาบ้านในปัจจุบันจะสูง ทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เป็นเจ้าของบ้านในฝันได้คือ “การผ่อนบ้าน” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้แนะนำไว้ว่าจำนวนเงินที่ผ่อนบ้านในแต่ละเดือน ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ที่มีอยู่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สามารถผ่อนชำระได้อย่างสบายๆ โดยไม่มีแรงกดดัน

ถ้าไม่มีเงินสดทั้งก้อนที่จะซื้อบ้าน ก็ต้องอาศัยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารมักจะให้กู้เพียงไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมินของบ้าน (พร้อมที่ดิน) ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผู้ซื้อบ้านควรมีเงินเก็บออมอย่างน้อยที่สุด 10% ของราคาบ้าน หรือถ้าจะให้ดีควรมากกว่า 20% โดยเงินจำนวนนี้เองที่ผู้ซื้อบ้านมักจะต้องจ่ายเป็น “เงินดาวน์” ในการซื้อบ้าน หากบ้านยังสร้างไม่เสร็จ เจ้าของโครงการมักจะให้เราผ่อนเป็นงวดๆ ได้ในเวลาประมาณ 618 เดือน

การวางแผนการเงินเพื่อซื้อบ้าน วิธีเริ่มต้นง่ายๆ คือ

วิธีที่หนึ่ง นำราคาบ้านที่จะขายแล้วมาคำนวณว่าจะซื้อและผ่อนได้หรือไม่ เป็นการประมาณการทางการเงิน

มีเงินเก็บออมซื้อบ้าน หรือมีเงินดาวน์เพียงพอไหม

ต้องกู้เงินจากธนาคารในวงเงินสูงสุดได้เท่าใด

ต้องผ่อนชำระเงินงวดเดือนละเท่าใด สามารถผ่อนได้หรือไม่

ตัวอย่าง ถ้าต้องการกู้ซื้อบ้านราคา 1 ล้านบาท ปกติธนาคารจะปล่อยกู้ให้ 80%

ดังนั้น จะต้องมีเงินดาวน์บ้าน 2 แสนบาท เมื่อพิจารณาระยะเวลาการผ่อนชำระนาน 30 ปี จากวงเงินที่เหลือ 8 แสนบาท ค่างวดที่ต้องผ่อนชำระแต่ละเดือนเป็น 4,796 บาท โดยสามารถเข้าไปคิดคำนวณค่างวดได้ที่ http://calc.tsithailand.org/c08_0.aspx จากนั้นจึงมาประเมินกำลังของเราเองว่าสามารถผ่อนชำระได้ตามที่คิดหรือไม่

วิธีที่สอง ดูจากรายได้ของตัวเอง แล้วมาคำนวณว่าจะซื้อบ้านได้แบบใด ในราคาใดได้บ้าง

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีรายได้ประมาณเดือนละ 2.5 หมื่นบาท ธนาคารจะให้กู้ได้ในวงเงินเท่าใด และจะซื้อบ้านในราคาประมาณเท่าใด

โดยต้องประเมินกำลังการผ่อนชำระค่างวดต่อเดือน ซึ่งธนาคารมักจะให้กู้ในวงเงินประมาณ 1525% ของรายรับต่อเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว กรณีที่เรามีเงินเดือน 2.5 หมื่นบาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือ 2 หมื่นบาท ถ้าหากคิดที่ 25% แสดงว่ามีความสามารถในการผ่อนชำระเป็น ค่างวดต่อเดือน = 2 หมื่น x 0.25 = 5,000 บาท/เดือน

ถ้าต้องการกู้ซื้อบ้าน 30 ปี โดยประมาณวงเงินที่จะกู้ 8 แสนบาทคิดดอกเบี้ยเงินกู้ 6% ต่อปี จะคิดเป็นดอกเบี้ย 926,966 บาท

บ้านไม่ใช่เป็นเพียงที่อยู่อาศัยหรือที่ซุกหัวนอนเท่านั้น ภายในบ้านในฝันจะต้องอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ความเอื้ออาทร ใส่ใจดูแลกันภายในครอบครัว บ้านหลังนี้ถึงจะเป็นบ้านแห่งความสุขที่แท้จริง

บ้านหลังสุดท้ายในบั้นปลายชีวิต

สำหรับคนวัยเกษียณแล้ว “บ้าน” ที่อบอุ่นที่สุด คือได้อยู่กับครอบครัวที่เรารัก แต่ถ้าคุณเป็นคนโสดและเกษียณไม่มีครอบครัว หรือจะชอบอิสระสันโดษ ชอบอยู่คนเดียว ทางเลือกในการหาที่อยู่อาศัยในบั้นปลายชีวิตก็เป็นเรื่องสำคัญ

ด้วยกระแสผู้สูงวัยเริ่มมีมากขึ้น ธุรกิจมีการตอบสนองกลุ่มลูกค้าสูงวัย การจัดทำเป็น “หมู่บ้านคนเกษียณอายุ” ซึ่งเปิดโอกาสให้คนชราที่ทำงานมาทั้งชีวิตได้ใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายมาซื้อบ้านพักสวยๆ ในแถบชนบทเพื่อพักผ่อนในบั้นปลายของชีวิต ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่เป็นคนวัยเดียวกัน และยังมีหมอ พยาบาลคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ชุมชนวัยเกษียณแบบนี้ เป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มมาไม่นานนัก แต่ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงแอฟริกาใต้ เพื่อรองรับคนยุคเบบี้บูม หรือช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่คนในยุคนั้นถูกส่งเสริมให้มีลูกมาก จนกลายมาเป็นคนชราในยุค 510 ปีมานี้ โดยเฉพาะในอังกฤษ ที่ปัจจุบันคนชราวัยเกิน 60 ปี คิดเป็นจำนวนถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ

หมู่บ้านคนวัยเกษียณแตกต่างจากบ้านพักคนชราอย่างสิ้นเชิง ขณะที่บ้านพักคนชรามีลักษณะเป็นเหมือนสถานสงเคราะห์ที่รับดูแลคนแก่ไร้ที่พึ่งที่ไม่มีใครต้องการ หมู่บ้านวัยเกษียณเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับบรรดาผู้สูงวัย เป็นรางวัลตอบแทนการทำงานหนักมาทั้งชีวิต บ้านในหมู่บ้านประเภทนี้มักจะสร้างแบบบ้านพักตากอากาศ โปร่งสบาย อยู่ในบริเวณร่มรื่น เดินไปมาหาสู่กับเพื่อนบ้านได้ และมีสโมสรที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นสถานออกกำลัง ห้องสมุด ร้านเสริมสวย หรือภัตตาคาร และยังมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกและดูแลสุขภาพของสมาชิกในหมู่บ้านอีกด้วย

และแน่นอนว่าการอยู่ในที่ที่ดูเพียบพร้อมเช่นนี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก นอกจากผู้อยู่อาศัยจะต้องจ่ายเงินซื้อบ้านในราคาแพงลิบลิ่วแล้วอย่างต่ำราคาหลังละ 3 ล้านบาท ถึง 20 ล้านบาท ยังต้องจ่ายเงินค่าบริการอีกปีละประมาณ 2.7 แสนบาท หรืออาจจะแพงกว่านี้ แล้วแต่ความหรูหราของหมู่บ้าน ผู้สูงวัยที่จะมาใช้ชีวิตบั้นปลายในสถานที่แบบนี้ได้ จึงต้องเป็นบุคคลที่มีฐานะดีเท่านั้น

ในประเทศไทยมีภาคเอกชนหลายแห่งที่จับตลาดกลุ่มผู้สูงวัยที่กระเป๋าหนักยอมที่จะจ่ายเงินสูง ที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีในชีวิตปั้นปลาย หรือบางคนก็หันเข้าสู่ธรรมชาติการไปปลูกบ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัด

“สวางคนิเวศ” เป็นโครงการที่สภากาชาดไทยสร้างถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา เป็นอาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น มีห้องพัก 168 ห้อง ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีชื่อว่า “สวางคนิวาส” เนื้อที่กว่า 130 ไร่ ติดชายทะเลบางปู ซึ่ง “เจ้าสัว อื้อ จื่อ เหลียง” มอบให้สภากาชาดไทย เมื่อปี 2505 ขนาดพื้นที่ 40 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 8.5 แสนบาท

ผู้เข้าพักที่สวางคนิเวศจะได้ทำบุญใหญ่ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ “ค่าห้อง” ถือเป็นการบริจาคเงิน เพราะผู้อาศัยจะไม่ได้โฉนดและไม่มีสิทธินำไปขายต่อ แต่จะได้รับสิทธิเข้าพักในโครงการไปตลอดชีวิต โดยจะพักกับสามี/ภรรยา หรือพี่น้องท้องเดียวกันก็ได้ หลังจากเสียชีวิต สิทธิในห้องพักจะกลับเป็นของสภากาชาดไทยอีกครั้ง เพื่อนำไปจัดสรรให้กับคนอื่น ซึ่งถือเป็นการบริจาคครั้งสุดท้าย

ไม่ใช่แค่มีเงินเพียงเงินก้อน ผู้ที่มีสิทธิจะได้เข้าพักอาศัยที่นี่ยังต้องคุณสมบัติสำคัญคือ มีสัญชาติไทย และอายุ 55 ปีขึ้นไป โดยในวันแรกที่เข้าพัก ผู้นั้นต้องสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และสามารถจ่าย “ค่าดำรงชีพ” ตนเองได้ตลอดชีวิต อันได้แก่ ค่าส่วนกลาง 2,500 บาท/เดือน ค่าสาธารณูปโภคตามที่ใช้จริง ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าอาหาร ค่าจ้างซักรีด บริการทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายในกิจกรรมบางประเภท เช่น ท่องเที่ยว ทำบุญ ฯลฯ

อย่างน้อยผู้ที่จะมาอยู่ที่นี่ควรมีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 15,000 บาท จึงจะสามารถใช้ชีวิตที่นี่ และมีเงินหนึ่งที่คำนวณแล้วเพียงพอที่จะดำรงชีพจนกว่าจะเสียชีวิต อย่างน้อยต้องมีเงิน 13 ล้านบาท

ปัจจุบัน ชาวสวางคนิเวศมีอายุตั้งแต่ 55-90 ปีขึ้นไป เป็นเพศหญิงกว่า 70% ส่วนใหญ่เคยเป็นครูอาจารย์และข้าราชการมาก่อน โดย 70% มีสถานภาพโสด 10% เป็นคู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตร อีก 10% เป็นม่าย ส่วนที่เหลือมีบุตรแต่ต้องการชีวิตอิสระ ไม่อยาก เป็นภาระและวุ่นวายกับลูกหลาน

ในบั้นปลายชีวิตไม่ใช่ต้องการบ้านที่ใหญ่โต เพียงเราได้อยู่กับครอบครัวหรือคนที่เรารักจนกว่าจะหมดลมหายใจไปจากโลกนี้แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา