posttoday
ต้อหินป้องกันได้

ต้อหินป้องกันได้

15 เมษายน 2557

ผศ.พญ.วิษนี ตันติเสวี หัวหน้าหน่วยต้อหิน ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง โรคต้อหินว่า

โดย...กันย์หยก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ผศ.พญ.วิษนี ตันติเสวี หัวหน้าหน่วยต้อหิน ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง โรคต้อหินว่า เป็นโรคที่เกิดจากภาวะเปลี่ยนแปลงของขั้วประสาทตา เกี่ยวข้องกับความดันตา หรือการสูญเสียลานสายตา เป็นโรคเรื้อรัง อาการแย่ลงเรื่อยๆ และถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังอาจทำให้ตาบอดได้ ถือเป็นภัยเงียบที่ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นชนิดถาวร สาเหตุเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ 1.จากประวัติของคนในครอบครัวเป็นต้อหินอยู่ก่อนแล้ว หรือยีนพันธุกรรมเหนี่ยวนำ รวมทั้งอายุที่เพิ่มสูงขึ้น กลุ่มคนที่เป็นหลอดเลือดตีบ เบาหวาน ไมเกรน หยุดหายใจช่วงกลางคืน มีโอกาสที่จะเป็นต้อหินสูงกว่าคนทั่วไป 2.จากสาเหตุอื่นๆ อาทิ โรคทางตาบางชนิด คนไข้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์

จากสถิติพบว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคต้อหินจำนวน 60 ล้านคนในปี พ.ศ. 2553 และคาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินจำนวน 70 ล้านคนในปีพ.ศ. 2563 เท่ากับว่าจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินเพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านคน 10% ของผู้ป่วยโรคต้อหิน มีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้สูญเสียการมองเห็น จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคต้อหิน 50-90% ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคต้อหิน เพราะไม่เคยตรวจตา

สำหรับประเทศไทย จากสถิติอุบัติการของการเกิดโรคพบว่า คนไทยเป็นโรคต้อหิน 36% ของประชากรทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเกิดจากคนในครอบครัวเป็นต้อหินกันมาก่อน และแนวโน้มของการเกิดโรคนี้ในกลุ่มคนไทยจะเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือในปี ค.ศ. 2010 มีคนไทยเป็นต้อหินประมาณ 6 แสนคน คาดว่าในปี ค.ศ. 2020 จะมีคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นเป็น 7 แสนคน

ต้อหินไม่เหมือนต้อกระจกที่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนประสาทตาได้ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษา ผู้ป่วยโรคต้อหินอาจสูญเสียการมองเห็นชนิดถาวรได้ แต่หากตรวจพบได้ไว ก็สามารถรักษาเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียขั้วประสาทตาหรือลานสายตาได้

ในกลุ่มผู้ที่เป็นต้อหินนั้น การลดความดันตาเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถควบคุมโรคต้อหินได้ สำหรับวิธีการรักษาโรคต้อหินก็มีทั้งการใช้ยา ซึ่งมีทั้งยาหยอด ยารับประทาน นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยการใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัดในกรณีการใช้ยาและการใช้แสงเลเซอร์ไม่ได้ผล การพบจักษุแพทย์ตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาโรคแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดปัญหาการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป, สายตาสั้นหรือยาวมากๆ , มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อหิน, มีโรคประจำตัว อาทิ ไทรอยด์ เบาหวาน, ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ทั้งชนิดหยอด ยาฉีด และรับประทาน ติดต่อกันเป็นเวลานาน, เคยมีอุบัติเหตุทางตา หรือเคยผ่าตัดในลูกตามาก่อน”

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI