
พล ศรีแดง เริ่มต้นให้ได้...ทุกอย่างจะตามมา
กลิ่นหอมโชยมาอย่างยวนยั่วน้ำลายยิ่ง เราเดินเข้าจากหน้าร้าน พยายามไม่มองชามข้าวหน้าเนื้อกลิ่นหอมฉุย ที่บรรดาลูกค้าของโยชิโนยะ
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
อืม... หอมน่ากินชะมัด!
กลิ่นหอมโชยมาอย่างยวนยั่วน้ำลายยิ่ง เราเดินเข้าจากหน้าร้าน พยายามไม่มองชามข้าวหน้าเนื้อกลิ่นหอมฉุย ที่บรรดาลูกค้าของโยชิโนยะ ข้าวหน้าเนื้อแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ต่างสั่งมากินกันคนละหลายๆ ชาม รีบรุดตรงไปยังโต๊ะหลังสุด เพื่อสัมภาษณ์ พล ศรีแดง ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์โยชิโนยะ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) สุดยอดต้นตำรับข้าวหน้าญี่ปุ่นอายุเก่าแก่ ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 115 ปี ถือว่ายาวนานที่สุดของประวัติศาสตร์แบรนด์ข้าวหน้าญี่ปุ่น
พล ในวัย 42 ปี เป็นนักบริหารรุ่นใหม่ เขาเป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานบริหาร กำกับการฝ่ายปฏิบัติการ ตลอดจนการวางนโยบายในธุรกิจอาหาร เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันแบรนด์โยชิโนยะให้เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดข้าวหน้าญี่ปุ่นในประเทศไทย ตำนานหน้าแรกของโยชิโนยะ เริ่มต้นขึ้นในปี 2554 ที่สาขาแรกเซ็นทรัล ลาดพร้าว
“ผมมีโอกาสร่วมงานกับซีอาร์จีตั้งแต่ปี 2553 โดยรับผิดชอบในฝ่ายปฏิบัติการ กระทั่งได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปแบรนด์โยชิโนยะ ร่วมบุกเบิกจนแบรนด์เป็นที่รู้จัก ปัจจุบันเรามี 18 สาขา ธงปีนี้คือการขยายให้ได้ 25 สาขา และเปิดครบ 100 สาขา ภายในปี 2561”
พลบอกว่า คนญี่ปุ่นภาคภูมิใจกับแบรนด์โยชิโนยะมาก ความผูกพันที่มีมายาวนาน 115 ปี ทำให้คนญี่ปุ่นมีความรักและหวงแหนในข้าวหน้าญี่ปุ่นแบรนด์นี้อย่างคาดไม่ถึง แฟนที่เหนียวแน่นบางคนบอกว่า การที่โยชิโนยะไปตั้งสาขายังประเทศต่างๆ นั้น ไม่ผิดไปจากธงชาติญี่ปุ่นที่ไปโบกสะบัดอยู่ในดินแดนทั่วโลกนั่นเอง ฟังแล้วทึ่งเพราะเพิ่งรู้ว่าโยชิโนยะมีสาขาทั้งหมดถึง 1,700 แห่งทั่วโลก
“โยชิโนยะเป็นแบรนด์ระดับโลก ในญี่ปุ่นเหมือนร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในไทย ที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็มีโยชิโนยะตั้งอยู่ ต้องเดินเข้าร้านไปกินกันแทบทุกวัน ฝากท้องฝากชีวิตกันไว้” พลเล่า
สาเหตุที่ทำให้โยชิโนยะเป็นที่ยอมรับ คือ มาตรฐานอาหารและรสชาติที่อร่อยระดับตำนาน ต้นฉบับข้าวหน้าญี่ปุ่นและอีกหลายเมนูที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกปากถูกใจคนญี่ปุ่นและคนทั่วโลก สำคัญคือการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเนื้อวัวที่นำมาปรุงข้าวหน้าเนื้อ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของโยชิโนยะนั้น เป็นเนื้อพรีเมียมเกรดเอจากสหรัฐอเมริกา โดยเป็นวัวที่เลี้ยงให้กินแต่ธัญพืชเท่านั้น
“วัวกินหญ้าจะให้เนื้อและรสที่แตกต่าง เราเลือกวัวที่กินแต่ธัญพืช ซึ่งรสดีกว่า กลิ่นดีกว่า มีผลต่อน้ำซุปที่จะให้รสและกลิ่นของธัญพืช ให้สีออกโทนน้ำตาลใสๆ น่ารับประทาน ส่วนข้าวที่ใช้ คนญี่ปุ่นเรียกกิวด้ง เราใช้กิวด้งสายพันธุ์ญี่ปุ่นนำมาปลูกที่เชียงราย”พลเล่า
จำนวนสาขาที่ตั้งเป้าขยายต่อปีไปเร็วกว่าแผนที่ตั้งไว้ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะสะดุดบ้างกับปัญหาความไม่สงบในบ้านเมือง แต่พลบอกว่าเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของซีอาร์จี บ้านหลังใหญ่ที่มีแต่ความอบอุ่น แม้อุปสรรคที่ใหญ่กว่านี้ ก็เคยร่วมกันฟันฝ่าและลุล่วงมาได้ หลักการบริหารงานคือความทุ่มเท หัวใจคือคน การบริหารงานคือการบริหารคน คนได้มาตรฐาน งานก็ได้มาตรฐาน
ในธุรกิจอาหาร การก้าวมาถึงตำแหน่งผู้จัดการแบรนด์ ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะมาถึงวันนี้ พลเล่าย้อนถึงครั้งเมื่อเริ่มหางานใหม่ๆ เขาเริ่มจากเซลส์ ในระหว่างนั้นได้เห็นเพื่อนรุ่นพี่มาเรียนหนังสือที่ออสเตรเลีย มาเรียนแค่ 6 เดือนแต่กลับไปพูดสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ก็ค่อยๆ เรียนรู้และขอคำแนะนำ กระทั่งคิดว่าสามารถไปได้ ก็ขอที่บ้านไป หากขณะนั้นคิดอยู่แล้วว่าจะใช้เงินที่บ้านเพียงบางส่วนเท่านั้น
“ผมศึกษาตัวเลขทั้งหมด ทั้งค่าเรียน ค่าอยู่ค่ากิน ถ้าผมทำงานด้วยเรียนด้วย ผมจะมีเงินเหลือเก็บเท่านี้ๆ และจะอยู่แค่ 6 เดือนเท่านั้น กะขุดทอง (ฮา) คิดได้ก็ไปเลย ตอนนั้นแต่งงานแล้วก็ไป ภรรยาก็ไปเรียนอยู่ด้วยกัน”
พลไปเรียน Business Systems มหาวิทยาลัย RMIT ซึ่งตั้งอยู่ในเมลเบิร์น เขาเริ่มจากงานล้างจานในร้านอาหาร นักศึกษาคนอื่นได้กันคืนละ 45 เหรียญ แต่พลรับ 30 เหรียญ รีบรับเพราะคิดว่าขอแค่ให้ได้เริ่ม...ขอแค่นี้ ความคิดนี้ส่งผลอย่างมากในเวลาต่อมา เพราะอีกหนึ่งปีหลังจากนั้น ก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งลอยค่าเงินบาท หลายคนที่เรียนอยู่ด้วยกันต้องกลับบ้านเพราะสู้ค่าเงินที่ร่วงรายวันไม่ไหว
“จากดอลลาร์ละ 40 บาท เหลือ 20 บาท หั่นลงครึ่งต่อครึ่งครับ เพื่อนมาขอให้ช่วยแนะนำงานให้ บางคนก็เป็นลูกคนมีฐานะ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดแตะงานล้างจานด้วยซ้ำ แต่นาทีนี้เลือกไม่ได้ คนที่เลือกได้คือเจ้าของร้าน ซึ่งก็ต้องเลือกคนที่มีประสบการณ์ ผมทำงานมาก่อนหน้านี้ปีหนึ่งแล้ว มีประสบการณ์แล้ว ผมคือผู้ถูกเลือก” พลเล่า
เรียนด้วยทำงานด้วยที่เมลเบิร์นกว่า 4 ปี จากที่คิดว่าจะเรียนภาษาแล้วกลับบ้าน แต่เมื่อการเรียนมีลู่ทาง อีกการงานก็มั่นคง พลจึงอยู่เรียนต่อจนจบปริญญาโท ชีวิตที่ออสเตรเลียสอนหลายอย่าง ความอดทนและการไม่เลือกงานคืออันดับแรก ถ้าเลือกงานหรือเกี่ยงค่าจ้างว่าต่ำต้อย คงไม่มีวันนี้ โอกาสมาหลังการเริ่มต้น เริ่มต้นให้ได้แล้วทุกอย่างจะมาเอง
เขาหมายถึงเงิน การงาน การเรียน และโอกาส
“การเงิน การงาน การเรียน โอกาส ทุกอย่างมันตามมาเอง ประสบการณ์มากขึ้น เงินก็ขึ้นตาม แต่ถ้าไม่เริ่ม ไม่กล้าทำ ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าสู้ ก็ไม่มีอะไรที่จะนับหนึ่ง” พลเล่า
สำหรับความอดทน ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่ล้ำค่า เขาเล่าว่า ชีวิตช่วงแรกในออสเตรเลียต้องต่อสู้อย่างมาก เป็นชีวิตที่ลำบาก ทุกอย่างต้องประหยัด ต้องเรียนรู้ ปรับตัวและปรับจิตใจ สัปดาห์แรกในเมืองไกล พลและภรรยาใช้เงิน 5 เหรียญ (ฮา) เขาเลือกไปจ่ายตลาดที่ตลาดเวียดนาม ซื้อเนื้อไก่ กะทิ และเครื่องแกง จากนั้นก็ต้มแกงไก่ 1 หม้อ แล้วกินกันทั้งสัปดาห์แรกนั้น บอกภรรยาว่าลำบากนะ แต่เราต้องสู้
ทำงานที่ร้านอาหาร ช่วงแรกคือล้างจาน พลเล่าว่า จากความคิดที่จะต้องเก็บเงินให้ได้ และไม่อยากรบกวนเงินของทางบ้านมากจนเกินไป เขาจึงทำงานอย่างมุมานะ ใครไม่ทำ เขาขอทำ ใครขาด โทรหาเขาได้ทันที เรียนเสร็จ 15.00 น. กลับที่พักทำรายงาน เสร็จแล้วไปถึงออฟฟิศภายใน 16.30 น. เตรียมร้านให้พร้อมก่อนเปิดบริการ 18.00 น. เมื่อไปถึงก็ต้องเตรียมหั่นเนื้อ 20 กิโลกรัม หั่นไก่อีก 20 กิโลกรัม และต่อด้วยหั่นผักอีกหนึ่งกองใหญ่
“เมื่อครัวเปิด ก็จะมีงานช่วยส่งนู่นส่งนี่ เป็นลูกมือส่งของให้พ่อครัว ผมก็ทำ ประมาณ 4 ทุ่ม จานจะเริ่มมา คราวนี้ก็เป็นงานล้าง ตะลุยล้างไปจนปิดร้าน จากนั้นต้องเตรียมของสำหรับครัวพรุ่งนี้ เสร็จแล้วมัดถุงขยะทั้งหมด มัดแล้วไปทิ้ง นั่นแหละเสร็จงานตี 1 ผมจะกลับบ้านเวลานั้นทุกคืน”
มีอยู่ครั้งหนึ่ง กลับมาไม่ทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย ชาวออสเตรเลียเรียกว่ารถแทร็ม ก็ต้องวิ่งกวด รถแทร็มแม้จะวิ่งในอัตราไม่เร็วนัก แต่การวิ่งตามก็ต้องใช้พละกำลังทั้งหมด คิดอยู่ในใจว่าถ้าไม่ทัน คืนนั้นมีหวังต้องใช้บริการแท็กซี่ อัตราค่าโดยสาร 30 เหรียญ เท่ากับคืนนั้นจะต้องทำงานฟรี คิดแค่นี้ก็ใส่สตรีมวิ่งกวดจนทันในป้ายที่สาม ขึ้นมาหอบแฮ่กๆ เผลอยิ้มให้ตัวเองว่า ชีวิตในต่างประเทศเป็นอย่างนี้เองสินะ!
ชีวิตในต่างประเทศจะเป็นอย่างไรก็ตาม พลเอาชนะและผ่านพ้นมาได้ ที่เคยคิดว่าจะขุดทอง หาเงินระหว่างเรียนก่อนกลับบ้าน ไม่เพียงแค่หาเงินกลับบ้านได้ แต่หาได้เยอะด้วย จำนวนคือ 1 ล้านบาท (ในสมัยนั้น) ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มาก เหลือทำบุญ เหลือทำทุน คิดว่าจะแค่เรียนภาษา ก็ต่อถึงปริญญาตรี ปริญญาโท กลับประเทศไทยสมัครงานกับไมเนอร์กรุ๊ป ทำงานไต่เต้าตั้งแต่ระดับล่างกระทั่งตำแหน่งผู้จัดการภาค ก็ด้วยแนวคิดด้วยกันคือไม่เลือกงาน
“เริ่มต้นให้ได้ แล้วทุกอย่างจะตามมาเอง”
พล ศรีแดง
อายุ 42 ปี
การศึกษา
ปริญญาตรี สาขา Business Systems จากมหาวิทยาลัย RMIT (Royal Melbourne Institute of Technology) ประเทศออสเตรเลีย
ปริญญาโท ด้านการบริหารและจัดการตลาดจากมหาวิทยาลัย Victoria University ประเทศออสเตรเลีย
การทำงาน
2543-2553 บริษัท ไมเนอร์กรุ๊ป ตำแหน่งสุดท้าย Operations Director
2554 ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์โยชิโนยะ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG)
กิจกรรมในวันว่าง
เล่นกีฬาแนวแอดเวนเจอร์ ปั่นจักรยาน ตกแต่งสวน เข้าวัดทำบุญ
ปรัชญาการบริหารงาน
Can Do Attitude







