posttoday
อกุศลวิตกและกุศลธรรม (ตอนจบ)

อกุศลวิตกและกุศลธรรม (ตอนจบ)

16 มีนาคม 2557

ต่อจากอาทิตย์ก่อน เรื่องของท่าน “พระเมฆิยะ” พระเถระผู้เคยเป็นอุปัฏฐานรูปหนึ่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ต่อจากอาทิตย์ก่อน เรื่องของท่าน “พระเมฆิยะ” พระเถระผู้เคยเป็นอุปัฏฐานรูปหนึ่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเหตุที่ท่านเกิดอกุศลวิตกทั้งๆ ที่พยายามออกไปปฏิบัติธรรมด้วยจิตอันมุ่งมัน และเรื่องของกุศลธรรม 9 ประการ เพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่พระเถระ โดยแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ธรรม 5 ประการ และ ธรรม 4 ประการ ซึ่งในส่วนธรรม 5 ประการ ได้กล่าวถึงแล้วในตอนที่ 2 และ 3 ต่อไปก็ขอกล่าวถึงธรรม 4 ประการ คือ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูก่อนเมฆิยะ ก็แลภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม 4 ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ พึงเจริญอสุภะ เพื่อละราคะ พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท พึงเจริญอานาปานสติ เพื่อตัดวิตก พึงเจริญอนิจจสัญญา เพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ ดูก่อนเมฆิยะ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏ แก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา ผู้ที่ได้อนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพานอันเป็นที่เพิกถอนเสียได้ซึ่งอัสมิมานะ ในปัจจุบันเทียว”

ดังนั้น ธรรม 4 ประการ คือ

- พึงเจริญอสุภะ เพื่อละราคะ

- พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท

- พึงเจริญอานาปานสติ เพื่อตัดวิตก

- พึงเจริญอนิจจสัญญา เพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ

อรรถกถาท่านอธิบายเพิ่มไว้สำหรับ เรื่องพึงเจริญอสุภะ เพื่อละราคะ คือ การเจริญ อสุภกรรมฐาน อย่างใด อย่างหนึ่งตามสมควร ท่านเปรียบเหมือนบุคคลผู้เกี่ยวข้าวสาลี ท่านว่า ชายคนหนึ่งเกี่ยวข้าวสาลีในนาข้าวสาลี ตั้งแต่ที่สุดไป ครั้นเหล่าโคแหกรั้วของเขาเข้าไป เขาก็วางเคียวถือไม้ไล่โคให้ออกไป โดยทางนั้นนั่นแล แล้วทำรั้วให้เหมือนเดิม แล้วถือเคียวเกี่ยวข้าวสาลีอีก

ในอุปมาข้อนั้น พระพุทธศาสนา พึงเห็นเหมือนข้าวสาลี พระโยคาวจร เหมือนคนเกี่ยว มรรคปัญญาเหมือนเคียว เวลาทำกรรมในวิปัสสนา เหมือนเวลาเกี่ยว อสุภกรรมฐาน เหมือนไม้ สังวร เหมือนรั้ว การที่ราคะเกิดขึ้นเพราะอาศัยความประมาทโดยไม่พิจารณาทันทีทันใด เหมือนการที่โคทั้งหลายพังรั้วไป เวลาที่ข่มราคะด้วยอสุภกรรมฐาน แล้วเริ่มทำกรรมในวิปัสสนาอีก พึงเห็นเหมือนคนเกี่ยวข้าววางเคียวถือไม้ไล่โคให้ออกไปโดยทางที่เข้ามานั่นแหละ ทำรั้วให้เหมือนเดิมแล้ว เกี่ยวข้าวตั้งแต่ที่ที่ตนยืนอีก

นอกจากนั้น อรรถกถาท่านยังแสดงไว้ว่า อกุศลวิตก ซึ่งเป็นการตรึกที่ไม่ดีนั้น วิตกเหล่านี้ การตรึกถึงญาติ ตรึกถึงชนบท ตรึกถึงเทวดา ความตรึกที่เกี่ยวกับความเอ็นดูผู้อื่น ความตรึกที่เกี่ยวข้องด้วยลาภสักการะและชื่อเสียง ความตรึกที่เกี่ยวกับความไม่ดูหมิ่น ย่อมไม่ร้ายแรงเหมือน กามวิตก เป็นต้น เพราะการตรึกเหล่านั้น ไม่หยาบ

ท่านพระเมฆิยะ ถูกพวกโจร คือ มิจฉาวิตกปล้นภัณฑะ คือ กุศล พระสูตรนี้อยู่ในส่วนคัมภีร์ที่เป็นอุทานของพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานนี้ แสดงโทษในการไม่บรรเทา กามวิตก เป็นต้น และอานิสงส์ในการบรรเทากามวิตก เป็นต้น

อรรถกถาได้แสดงการพิจารณาวิตก สามารถบรรลุมรรคผลได้ ดังนี้

เมื่อวิตกเกิดขึ้น จิตก็เป็นไปตามวิตกนั้นแล เพราะยกวิตกนั้นขึ้นสู่อารมณ์ ทำจิตให้ฟุ้งซ่าน ไม่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งมโนวิตก (ความตรึกทางใจ ในที่นี้ท่านหมายถึงความตรึกทางใจที่เป็นไปในทางบาปอกุศล) มีกามวิตก เป็นต้น (อกุศลวิตก 3 คือ กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก) เหล่านั้น ...เพราะยังละมิจฉาวิตกไม่ได้จึงแล่นไป คือ หมุนไปๆ มาๆ ด้วยอำนาจความยินดี เป็นต้น ในอารมณ์นั้นๆ (ยินดีในรูปารมณ์บ้าง ในสัททารมณ์บ้าง เป็นต้น) มีจิตหมุนไปด้วยอำนาจอวิชชาและตัณหาอันมีวิตกนั้นเป็นเหตุ เพราะยังกำหนดวิตกไม่ได้ จึงแล่นไป คือ ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ โดยจุติและปฏิสนธิ จากโลกนี้สู่โลกหน้า...

เมื่อรู้มโนวิตก มีกามวิตก เป็นต้น ว่าเป็นความฟุ้งซ่านแห่งใจ เพราะเป็นเหตุให้ใจฟุ้งซ่าน คือ รู้โดยชอบทีเดียวด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วย วิปัสสนาญาณ ชื่อว่าผู้มีความเพียร มีสติ เพราะมีสัมมาวายามะ และสัมมาสติ ซึ่งมีมรรคปัญญานั้นเป็นสหาย ปิดมโนวิตกเหล่านั้นที่ควรจะเกิดต่อไป ไม่ให้เกิด คือ ไม่ให้ผุดขึ้นเลยในขณะมรรค ด้วยอริยมรรคภาวนา คือ ปิดกั้นด้วยญาณสังวร ได้แก่การตัดความปรากฏ (ของวิตกเหล่านั้น) ก็พระอริยสาวกผู้เป็นอย่างนี้ ชื่อว่า พุทธะ เพราะรู้สัจจะทั้ง 4 ละขาด คือ ตัดขาดกามวิตก เป็นต้น เหล่านั้นโดยไม่มีเหลือ คือ ไม่มีส่วนเหลือ บรรลุเป็นพระอรหันต์

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน