posttoday
ชวนกินน้ำผักปั่น

ชวนกินน้ำผักปั่น

05 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

ช่วงนี้เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหนูดีเล็กน้อยค่ะ จากเดิมทีก็รับประทานน้ำผักเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เริ่มรู้สึกว่า เครื่องคั้นน้ำแยกกากนั้น เสียดายเส้นใยอาหารมากๆ วันหนึ่งๆ เอากากใยทิ้งได้เป็นกิโล แถมจะให้รับประทานน้ำผักกระป๋องก็ไม่ยินดี เพราะได้อ่านมาเยอะถึงความไม่สด การผ่านความร้อนในกระบวนการพาสเจอไรซ์ หนูดีจะรับประทานน้ำผักกระป๋องเพียงอย่างเดียว คือ น้ำมะเขือเทศ เพราะเป็นผักที่ต้องกินผ่านความร้อน เพราะร่างกายมนุษย์จะย่อยไลโคปีนในมะเขือเทศได้ เมื่อมันผ่านความร้อนแล้วเท่านั้น

ด้วยความที่พยายามเลี่ยงน้ำผลไม้และเลี่ยงน้ำหวานๆ จึงทำให้หนูดีกลายเป็นเจ้าแม่น้ำผักไปโดยปริยาย มีสูตรน้ำผักปั่นแปลกๆ มาทดลองทำให้คนในครอบครัวกินเสมอ โดยเฉพาะในเวลาอาหารเช้าที่เป็นเวลาร่างกายกำลังต้องการสารอาหารดีๆ เป็นอย่างมาก

ล่าสุด หนูดีเพิ่งได้หนังสือมา 3 เล่ม เป็นของ Dr.Tom Wu หรือ ดร.ทอม อู๋ ชื่อหนังสือ “ธรรมชาติช่วยชีวิต” ซึ่งใครที่รักการดูแลสุขภาพ ชอบอาหารแนวธรรมชาติควรมีติดตัวไว้เลยค่ะ หนูดีอ่านแล้วตาโตเลย เพราะว่ามันเป็นแนวคิดใหม่หลายๆ อย่าง ที่คนกินอาหารสุขภาพมาแบบฮาร์ดคอร์แบบหนูดีก็ยังไม่กล้าคิดกิน

แต่ลองทำตามแล้ว ยอมรับว่า เจ๋งดีค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น น้ำผักปั่นสูตร ดร.ทอม อู๋ จะเน้นให้ปั่นผักลงไปทั้งแกนและเมล็ด! ด้วยเหตุผลที่ว่า ในแกนและโดยเฉพาะในเมล็ดนั้นมีสารประกอบไซยาไนด์ปริมาณน้อย ซึ่งหากกินเล็กน้อยเป็นประจำ จะกระตุ้นร่างกายเราให้มีภูมิต้านทานขึ้นมาสู้ ทำให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรง แต่เนื่องจากเมล็ดนั้นกัดกินยาก และคนส่วนใหญ่ขาดความรู้เรื่องนี้ จึงทำให้ร่างกายมนุษย์ขาดอินทรียสารในเมล็ดพืชมาเป็นเวลานาน ซึ่ง “แอนโทไซยานิดิน” หรือสารประกอบไซยาไนด์นี้ ต่างจากไซยาไนด์เพราะระดับความเป็นพิษจะลดลงถึงต่ำสุด และเมื่อรับประทานร่วมกับผลไม้แล้วจะช่วยสลายแบคทีเรียและไวรัสโดยไม่เป็นอันตรายกับเซลล์ในร่างกาย

หนูดีเอง อ่านแล้วก็ต้องลองมาทำตาม โดยตัดสินใจปรับเปลี่ยน ไม่รับประทานน้ำผักที่ผ่านเครื่องแยกกาก เพราะอยากให้ร่างกายได้รับกากใย เลยตัดสินใจซื้อเครื่องปั่น 3.5 แรงม้า แรงม้ากกก เพื่อใช้ปั่นตามคำแนะนำของหมออู๋ที่อยากให้เซลล์พืชและเมล็ด แกน แหลกละเอียด ให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ง่ายดาย หนูดีลองรับประทานเมล็ดมะนาว หรือเมล็ดแอปเปิ้ลปั่นรวมไปกับน้ำผัก ก็พบว่า มีรสชาติขมเล็กน้อย และไม่เกิดอาการข้างเคียงใดๆ ที่อันตราย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว หรืออยากอาเจียน พบว่าร่างกายสดชื่นตามปกติเหมือนเวลาดื่มน้ำผักผลไม้ทั่วไป

ประวัติของ ดร.ทอม อู๋ นักเขียนท่านนี้ก็น่าสนใจค่ะ เพราะว่าเริ่มต้นจากเมื่อตอนอายุประมาณ 30 ปี ตรวจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม หลังจากที่ได้รับยาแรงหลายขนานอาการก็ไม่ดีขึ้น แพทย์จึงแนะนำให้ตัดปอดด้านขวาสองกลีบบนทิ้งไป แต่เมื่อผ่าตัดเปิดช่องอกแล้วพบว่า มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นมากแล้วจึงจำเป็นต้องเย็บปิดแผลไว้ตามเดิม และแจ้งผู้ป่วยว่าจะมีเวลาเหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือน ควรใช้การทำเคมีบำบัดยืดชีวิตช่วงท้ายไว้เท่านั้น

หมออู๋มานั่งตัดสินใจดูแล้ว คิดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ขอตายในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ไม่ขอทรมานในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยเคมีบำบัด (ซึ่งหมออู๋บอกว่า นั่นเป็นการตัดสินใจด้วยเทคโนโลยีเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว แต่ในปัจจุบันการแพทย์ก้าวหน้าไปมากนะคะ) และคุณหมอเป็นคริสต์ จึงอ่านในคัมภีร์ไบเบิล พบว่า พระเจ้าบอกว่าให้อาดัมกับอีฟรับประทาน “ดอกไม้ หญ้า และผักที่มีเมล็ดบนพื้นดิน และผลไม้ที่มีเมล็ดบนต้นไม้ ทั้งหมดนี้คืออาหารของพวกเจ้า”

แม้คุณหมอจะรู้สึกขัดแย้งในใจว่า คนร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับประทานอาหารครบทุกหมู่ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์เพื่อบำรุงร่างกาย แต่ทุกครั้งที่หลับตาลงก็จะเห็นภาพผักและผลไม้สดๆ รวมถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีและลำธารน้ำเสมอๆ ในที่สุดจึงตัดสินใจหันมากินผักสดผลไม้สดเป็นหลัก ดื่มน้ำเยอะๆ เดินในแดดอ่อนๆ วันละสามสิบนาที นอนหัวค่ำ และหันมาเริ่มนอนกลางวัน อาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็นทุกวัน

ชีวิตในช่วงรอความตายจากการเป็นมะเร็งนั้น คุณหมอโยนทิ้งความเคยชินดั้งเดิมทุกอย่าง หันมาใช้ชีวิตเรียบง่าย รับประทานผักเยอะมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว รับประทานผักชี ขิงแก่ กะเพรา อัลมอนด์ วอลนัต เมล็ดฟักทอง โดยการกินดิบทั้งหมด หันมารับประทานเมล็ดพืชงอก ด้วยการเพาะเอง คุณหมอเริ่มถ่ายเป็นวันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งทำให้คุณหมอกลัวร่างกายตัวเองเหมือนกัน แต่หลังจากทำแบบนี้ระยะหนึ่งกลับเริ่มรู้สึกแจ่มใส ผ่อนคลาย จิตใจสบายมาก

เมื่อเวลาผ่านไปเก้าเดือน ได้เวลาไปตรวจร่างกายอีกครั้ง ผลการตรวจร่างกายเป็นปกติทุกประการ ไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่อีกเลย จากนั้นคุณหมอจึงตัดสินใจเริ่มเรียนต่อปริญญาเอกด้านโภชนาการ และยืนหยัดรับประทานอาหารสดเป็นหลักใหญ่ จนปัจจุบันคุณหมอมีอายุยืนยาวถึงเจ็ดสิบปีแล้วและยังสุขภาพแข็งแรง หน้าตาดูอ่อนกว่าวัยเป็นอย่างมาก ก็ยังยืนหยัดรับประทานอาหารดิบและสดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นน้ำผักปั่นจากเครื่อง 3.5 แรงม้าเป็นหลักใหญ่

หนูดีเองอ่านแล้วประทับใจ ดูว่าไม่น่าจะทำยากเกินไปจึงได้ลองทำดู สูตรน้ำผักจะไม่เหมือนกับน้ำผักทั่วไปที่เรารับประทานที่มีผักเพียง 12 ชนิด แต่สูตรหมออู๋จะมีมะเขือเทศ บีตรูต เซเลอรี่ แครอต เป็นหลัก และมีผักอื่นๆ เพิ่ม เช่น มะนาวปอกเปลือกเหลือเมล็ดไว้ มีเกสรผึ้ง มีเกลือทะเล น้ำผึ้ง สาหร่าย งา ฯลฯ โดยการปั่นจะปั่นละเอียดมาก เก็บไว้ครั้งละ 6 แก้ว เพื่อดื่มตลอดวัน โดยการดื่มต้อง “เคี้ยว” น้ำผักนี้ด้วย เพื่อไปสั่งสมองให้หลั่งน้ำย่อยมารอ เพราะหากไม่มีกิริยาเคี้ยวจะไม่มีน้ำย่อยมากพอ เราก็จะเกิดอาการท้องอืดได้ค่ะ

หากใครสนใจ ทั้งฟื้นฟูสุขภาพและต้านมะเร็ง ลองหามาอ่านดูนะคะ หนูดีเองเลิฟมากค่ะ ช่วงนี้ปั่นน้ำผักทุกวัน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน