posttoday
Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

25 มกราคม 2557

ช่วง 10 ปีมานี้ ประเทศไทยกลายเป็นดินแดนแห่งการเรียกร้องประชาธิปไตย

โดย...กองบรรณาธิการ

ช่วง 10 ปีมานี้ ประเทศไทยกลายเป็นดินแดนแห่งการเรียกร้องประชาธิปไตย มีการชุมนุมปักหลักในเมืองหลวงขับไล่รัฐบาลมาแล้ว 4 ครั้ง ไม่นับการชุมนุมในต่างจังหวัดอีกหลายร้อยครั้ง เกิดการสูญเสีย คะเนกันว่า ในสมรภูมิความขัดแย้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตเฉียดร่วม 200 คน บาดเจ็บหลักหมื่น ตีเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในห้วงเวลานี้

นักข่าวและผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อสารมวลชนภาคสนามไม่น้อยตกเป็นเหยื่อ ด้วยงานที่ต้องนำเสนอความจริงสู่ประชาชน บ้างก็ตกเป็นเป้าจาก “มือที่สาม” เสียเอง @Weekly ชวนพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “คนข่าว” ที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันกับเหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้ถึงวิธีการเอาตัวรอดเมื่อต้องเฉียดกับการคุกคาม ไล่ล่า ตามประกบ กระทั่งลูกระเบิด

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

ทางรอดกลางดงระเบิด

สื่อมวลชนรายแรกที่เคราะห์ร้ายถูกลูกหลงจากเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่ผู้ชุมนุมที่เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 19 ม.ค. เป็นนักข่าวโพสต์ทูเดย์ “ปูสิทธิณี ห่วงนาค” เธอเป็น 1 ใน 28 ผู้บาดเจ็บจากเหตุครั้งนี้ เดชะบุญเธอใช้วิชา รด. สมัยเรียนช่วงสาว ก้มหมอบทัน เศษระเบิดเลยเฉี่ยวมาฝังที่สะโพกต้องผ่าตัดเอาออก

สิทธิณี เล่าวินาทีเฉียดตายว่า ระหว่างที่นั่งทำงาน ได้ยินเสียงของหนักตกคล้ายลูกระเบิด หันไปมองเห็นว่าใช่ เป็นระเบิดลูกเกลี้ยงขนาดใหญ่กว่าผลส้มเล็กน้อย เพียงเสี้ยววินาทีก็ทิ้งตัวหลบลงกับพื้นหน้าที่นั่งทันที สิ่งที่ทำ คือ ล้มตัวลงแนบกับพื้นให้มากที่สุด เอามือปิดหู หลับตาแน่น มันเกิดขึ้นอัตโนมัติ แต่ทั้งหมดมันก็เกิดจากการฝึกตัวเองตลอดและมีสติ จากประสบการณ์และการฝึกฝนจากการเรียน รด. สมัยมัธยม

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

“พี่หันไปเห็นว่าเป็นระเบิด อยู่ห่างจากเราแค่ 56 เมตรเอง เป็นระยะที่ถ้ายืนพี่เละไปครึ่งตัวแน่นอน แต่เห็นแบบนั้นปุ๊บ พี่ทิ้งตัวลงด้านหน้าที่มีแท่งซีเมนต์ที่เป็นที่นั่ง เอามือปิดหูและหลับตา เราเองก็เคยเรียน รด. มา เขาสอนให้เราทำแบบนี้หลังขว้างระเบิดออกไป เราเองต้องหาที่หลบ เมื่อระเบิดพอตกถึงพื้นให้นับหนึ่งพันหนึ่ง หนึ่งพันสอง และพอถึงหนึ่งพันสามนั่นแหละ มันจะระเบิด เสี้ยววินาทีนี้ล่ะที่เราต้องชิงเอาตัวรอด ไม่งั้นเราก็เสียตอนนั้น มีเลือด คนบาดเจ็บ กระเด็นมาติดหัวเรา ชนิดหยดติ๋งๆ เลย จนตอนแรกคิดว่ามีอะไรยิงเข้ามาในหัวเราแน่” สิทธิณี เล่านาทีชีวิต

นักข่าวสาว เล่าว่า หลังจากควันเริ่มจาง เริ่มเช็กร่างกายก่อนลุกขึ้นวิ่ง ทั้งหมดต้องทำภายในไม่ถึงนาที เพราะสิ่งที่น่ากลัว คือ จะมีซ้ำไหม จะมีลูกที่สองหรือเปล่า หลังลุกขึ้นวิ่งได้ ก็วิ่งไปที่รถพยาบาลที่จอดอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ 10 เมตร แม้ไม่รู้สึกเจ็บ แต่ก็รู้ตัวว่าถูกตรงสะโพก เพราะมีเลือดไหลออกมามาก ขณะที่รอบข้างก็มีผู้ชายอีก 2 คน วิ่งเข้ามาที่รถเหมือนกัน แต่เขามีเลือดออกจากหู ตา จมูก และแขน เป็นรูเต็มไปหมด ซึ่งขณะนั้นแต่ละคนไม่รู้สึกเจ็บ เพราะทั้งหูอื้อและชาหมด จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาส่งเข้าโรงพยาบาลราชวิถี

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

เธอ บอกว่า การทำข่าวม็อบต้องคิดก่อนว่าพื้นที่เหล่านี้สุ่มเสี่ยงมาก เราไม่มีทางรู้เลยว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นตรงไหนและกับใคร ดังนั้น เพื่อให้เกิดอันตรายกับตัวเองน้อยที่สุด อันดับแรก ต้องสำรวจให้รู้ก่อนว่าพื้นที่ที่ไป จุดไหนปลอดภัย ตรอก ซอกซอย อยู่ตรงไหน และต้องจำลองสถานการณ์ในใจเสมอว่า ถ้าเกิดอะไรตรงนี้เราจะทำอย่างไรกับชีวิต เพราะถึงเวลาชุลมุนไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง การจำลองจะต้องประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าพวกนี้มันชอบทำอะไร หนึ่ง ระเบิดแน่นอน ไม่ปิงปองก็ของจริง สอง ปืน

“เวลามีการชุมนุมทางการเมือง แกนนำคือเป้าหมาย สื่อคือเป้าหมาย ฉะนั้น หลายครั้งเมื่อต้องลงพื้นที่ทำข่าวจะไม่ค่อยแสดงตัวด้วยการติดปลอกแขนหรือเสื้อเกราะ ไม่ทำตัวให้โดดเด่น หากกรณีมีสไนเปอร์เขาจะเล็งคนที่สังเกตง่ายที่สุดก่อน ดังนั้น การทำตัวกลมกลืนกับคนทั่วจะปลอดภัยที่สุด” สิทธิณี กล่าว

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

นักข่าวโพสต์ทูเดย์ แชร์ประสบการณ์ว่า ในการทำข่าวม็อบยังมีอีกหลายอย่างที่นักข่าวต้องตระหนัก เช่น แม้ไม่ชอบการชุมนุมก็ต้องอดทนอดกลั้น มีขันติกับที่ที่อยู่ หากเป็นผู้ชุมนุมก็เพียงมาฟังปราศรัยแล้วกลับบ้าน แต่นักข่าวต้อง สุ จิ ปุ ริ ต้องฟัง ย่อ และก็เขียนออกมา เขาพูดออกมาอย่างไร ก็เขียนส่งไปกองบรรณาธิการอย่างนั้นโดยไม่แปลงสาร ต้องทำจิตให้มีสมาธิมากๆ

“ทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะคิดจะเสมอว่า วันนี้จะต้องได้กลับเข้าบ้าน เพราะบางคนออกจากบ้านเขาไม่มีโอกาสกลับ เราจะเป็นคนนับถือพระ ก่อนออกจากบ้านจะต้องนิมนต์พระขึ้นคอเป็นสิริมงคลให้แคล้วคลาด ปกติจะห้อยวันละองค์ แต่วันที่เกิดเหตุห้อย 5 องค์ คือ หลวงปู่ทวด พระปิดตา พระยอดธง หลวงพ่อสงฆ์ จ.ชุมพร และหลวงปูชอบ วัดท่าแขก แต่ทั้งหมดเราต้องมีสติเป็นที่ยึด เพราะถ้าเราไม่สติหลวงพระท่านก็เอาไม่อยู่” สิทธิณี กล่าว

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

ทุกชีวิตของทีมข่าวต้องปลอดภัย

อีกกรณี เพ็ญพรรณ แหลมหลวง “หน่อย” นักข่าวและผู้ประกาศสาวสวยช่อง 9 อสมท กลับต้องตกเป็นข่าวเสียเอง ขณะรายงานสดการชุมนุมของม็อบนกหวีดที่ถนนราชดำเนิน วันที่ 22 ธค. ซึ่งเป็นวันที่ผู้ชุมนุมมากันคับคั่งเรือนแสน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ยืนใกล้รถถ่ายทอดสดของเธอ เกิดความเข้าใจผิดหาว่าเธอบิดเบือนตัวเลข จึงกรูเข้ามาล้อมรถถ่ายทอดสด และขว้างขวดน้ำ ด่าทอเป็น “ขี้ข้าทักษิณ” พร้อมกับพยายามทำร้ายร่างกาย ก่อนที่ทีมข่าวจะหนีออกมาได้ จนต่อมาองค์กรวิชาชีพสื่อต้องหารือกับแกนนำ กปปส. เพื่อให้หามาตรการคุ้มครองสื่อให้เข้มงวดกว่านี้

หน่อย เล่าว่า ที่รอดมาได้เพราะให้พี่นักข่าวช่อง 9 โทรติดต่อกับแกนนำ กปปส. ต่อมาทางแกนนำ กปปส. ได้โทรศัพท์มาขอโทษว่า คุมสถานการณ์ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ไม่โกรธ เพียงแต่ขอให้เข้าใจการทำหน้าที่ของเราด้วย เคลียร์สถานการณ์ได้ และยืนยันว่าผู้ชุมนุมเข้าใจผิด เนื่องจากไม่เคยรายงานยอดตัวเลขผู้ชุมนุม แต่อธิบายอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง เพราะเสียงนกหวีดดังมาก

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น ทางช่อง 9 ไม่ได้เธอส่งไปทำข่าวม็อบอีกเลย แต่ให้มารายงานข่าวความเคลื่อนไหวของรัฐบาลแทน ทั้งที่เจ้าตัวอยากกลับไปรายงานข่าวม็อบเพื่อพิสูจน์ถึงการทำหน้าที่

“ทีวีมันมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ยิ่งช่อง 9 เป็นสื่อของรัฐก็มักตกเป็นเป้า แต่เมื่อต้องรายงานในสถานการณ์อย่างนี้ เราต้องควบคุมสติ สำคัญที่สุด ต้องใจเย็น คลี่คลายสถานการณ์ให้ได้ เพราะไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่ทีมงานถ่ายทอดทั้งหมดเกือบ 10 ชีวิตที่ต้องปลอดภัยด้วย ดังนั้น อย่าตอบโต้ผู้ชุมนุม เพราะมันกลายเป็นเงื่อนไขให้เราเป็นคู่ขัดแย้งทันที ข่าวที่เรานำเสนอก็พยายามลดประเด็นที่สุ่มเสี่ยง จะไม่เปิดเสียงแกนนำในช่วงที่ด่าว่ารุนแรง เพราะเสี่ยงถูกฟ้อง จะไม่รายงานยอดผู้ชุมนุม แต่จะบอกว่า มาเต็มพื้นที่แทน ช่องทีวีมีนโยบายสากลชัดเจน จากบีบีซีมาอบรม อย่าระบุตัวเลขผู้ชุมนุม” เพ็ญพรรณ กล่าว

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

ถ้าต้องเปรียบเทียบกับการทำข่าวม็อบแต่ละช่วง หน่อยซึ่งผ่านการเป็นผู้สื่อข่าวถือไมค์ช่อง 9 มา 13 ปี บอกว่า การทำหน้าที่รายงานข่าวม็อบช่วงหลังค่อนข้างยากและต้องระวัง ต่างจากสมัยแรกๆ ทำข่าวม็อบสมัชชาคนจนเรียกร้องที่ดินทำกิน ก็ไม่มีความรุนแรง แต่ม็อบการเมืองช่วงหลังมีความแตกต่างมากขึ้น ความรุนแรงเริ่มปรากฏ โดยเฉพาะเมื่อแกนนำปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมคล้อยตาม เกลียดสื่อรัฐ ไม่ว่าม็อบเหลือง ม็อบแดง หรือม็อบนกหวีด

“พันธมิตรก็จะว่าเราไม่นำเสนอข่าวเขา เสื้อแดงก็ว่าเหมือนกันอีก มาถ่ายแล้วทำไมไม่ออก มาตอนนี้มันก็น่ากังวล โลกไม่สวยแล้ว แต่สุดท้าย ถ้าเกิดอันตรายขึ้น เราต้องยึดความปลอดภัยของเราและทีมงาน เพราะถ้าเป็นอะไรไป ใครจะดูแลครอบครัว ออฟฟิศก็ไม่ได้มารับผิดชอบชีวิตเรา ดังนั้น อยากให้ผู้ชุมนุมเข้าใจการทำงานของสื่อ ทุกคนต่างรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ว่านโยบาย เงื่อนเวลาต่างๆ เราไม่สามารถควบคุมตรงนั้นได้ ทุกอย่างอยู่ที่ทางสถานี” เพ็ญพรรณ ระบุ

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

นอกจากความเสี่ยงจากระเบิด ห่ากระสุน นักข่าวยังต้องเผชิญกับการ์ดผู้ชุมนุม ที่ว่ากันว่า “โหดเหี้ยมดุดัน” ถ้าเข้าใจผิด ก็ถูกลากเข้าไปสอบสวน สะกดรอยตาม เกิดความไม่ปลอดภัยตามมา

ข่าวเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ระบุว่า

ได้เกิดเหตุทำร้ายร่างกาย ฐานิส สุดโต ช่างภาพของเครือเนชั่น ที่บริเวณการชุมนุมของ กปปส. ที่สวนลุมพินี ....เทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง ขอเรียกร้องให้ทาง กปปส.ดำเนินการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

Dangerous Zone คนข่าวสมรภูมิเดือด

 

ระทึกในวงล้อมการ์ด

ฐานิส สุดโต วัย 37 ปี ช่างภาพศูนย์ภาพเนชั่นผู้นี้ เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญให้ @Weekly ฟังว่า ระหว่างถ่ายภาพเวทีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เมื่อวันที่ 16 ม.ค. เวลาประมาณ 18.15 น. ใกล้จะมืด หลังจากโหลดรูปเสร็จกำลังเดินออกไปสูบบุหรี่ แต่ไม่ทันระวังตัวก็มีชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งมากระชากปลอกแขนสื่อมวลชนซึ่งออกให้โดย บช.น. พยายามลากเข้าไปในสวนลุมพินี ซึ่งตอนนั้นเดินออกมาไกลจากเพื่อนช่างภาพหรือนักข่าว จึงอธิบายว่า เป็นช่างภาพมาทำข่าวและจะแสดงบัตร แต่เขาไม่ฟัง จึงตะโกนร้องให้ผู้ชุมนุมและการ์ดอาสาที่อยู่บริเวณนั้นมาช่วย

ฐานิส เล่าว่า ชายคนดังกล่าวยังพยายามลากตนเองเข้าไปลึกในสวนลุมพินี ซึ่งไม่รู้ว่าจะลากไปทำไม ตอนนั้น สุเทพ เทือกสุบรรณ กำลังลงจากเวที จึงพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือ ทำให้ชายคนดังกล่าวใช้มืออุดปากตน ขณะนั้นเริ่มมีคนมาล้อมมากขึ้น บางคนบอกว่าอย่าไปทำร้ายเขา ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แต่คนที่เริ่มมาล้อมมากขึ้นกลับหิ้วแขนหิ้วขาลากตนไปในสวนลุมพินีที่ไม่มีคน มีแต่เต็นท์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนที่จะตรวจสอบบัตรสื่อมวลชน จากนั้นการ์ดจึงได้พาตัวตนเองออกมาส่งด้านนอก โดยคนที่มากระชากปลอกแขนตอนแรกไม่ได้เดินตามออกมาด้วย ระหว่างที่ชุลมุนก็มีคนพยายามที่จะเข้ามาทำร้ายตน แต่ก็มีคนห้ามไว้ ซึ่งตั้งแต่ช่วงถูกกระชากจนถูกนำตัวเข้ามายังสวนลุมพินีรวมเวลา 10 นาที

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้