
ซีซั่นหน้าท่าจะมันส์กว่าเดิม
บทสรุปพรีเมียร์ลีกหลัง ฝ่าฟันกันมากว่า 9 เดือน
บทสรุปพรีเมียร์ลีกหลัง ฝ่าฟันกันมากว่า 9 เดือน
ตลอดเวลากว่า 9 เดือนที่โรมรันพันตูกันมา ถือว่าเป็นฤดูกาลที่ไม่ธรรมดานักของศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพราะมีเรื่องราวปรากฏการณ์เกิดขึ้นมากมายโดยมีทั้งถูกใจและไม่ถูกใจแฟนบอลถิ่นผู้ดีจนถึงในเมืองไทยบ้านเราอย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา โดยแมตช์สุดท้ายของฤดูกาล 2009/10 กำลังจะมีขึ้นในวันนี้ (9 พ.ค.) และไม่ว่าจบลงเช่นไร ก็ย่อมมีทั้งผู้ที่ดีใจและเสียใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังมีผู้ที่เสียดายโอกาสของทีมรักทีมโปรด รวมถึงผู้ที่เสียดายเงินที่สู้อุตส่าห์ทุ่มเททุ่มแทงกับทีมที่ตัวเองเชียร์ (ไม่เคยสนับสนุนด้วยนะ)
ถึงเวลาท็อป 4 เปลี่ยนมือ
ในที่สุด 4 อันดับแรกบนตารางพรีเมียร์ลีกที่เคยเป็นของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี, “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล และ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกับการได้เป็น 4 ตัวแทนสโมสรจากอังกฤษในการเข้าร่วมศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ก็มีอันต้องเปลี่ยนไป
โดย 3 ทีมแรกยังคงรักษาความเป็นท็อป 3 เอาไว้ได้เหนียวแน่น มีเพียง ลิเวอร์พูล ที่ชิ่งหนีลงไปอยู่อันดับ 7 (ก่อนเตะนัดสุดท้าย) แล้วปล่อยให้ “ไก่เดือย” สเปอร์ส ขยับเข้ามาติดท็อป 4 แทน (แถมยังมีลุ้นขึ้นอันดับ 3 ด้วย) โดยมี “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี และ “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลลา ก้าวข้ามหัวรั้งที่ 5-6
‘ปอมปีย์’ ตกชั้นอย่างน่าสงสาร
ต้องยอมรับว่า การที่ต้องตกชั้นตั้งแต่ไก่โห่ของ “ปอมปีย์” พอร์ทสมัธ ที่รั้งอันดับบ๊วยนั้น มันไม่ใช่ความผิดของนักเตะรวมไปถึงกุนซือโดยตรงเลยซักหน่อย แต่เป็นเพราะทีมต้องโดนตัดคะแนนถึง 9 แต้มตามกฎ เนื่องจากวิกฤตการเงินของสโมสร และถือเป็นความเจ็บปวดของวงการฟุตบอลเลยทีเดียว ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่ไม่มีมาตรฐานที่รัดกุม ในการตรวจสอบเรื่องการเข้ามาเทคโอเวอร์ของพวกนักธุรกิจที่หวังแต่จะกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่คิดพัฒนาทีมอย่างจริงใจและจริงจัง จนส่งผลให้มีหนี้สินท่วมตัวกว่า 120 ล้านปอนด์ (ราว 6,000 ล้านบาท) และในที่สุดก็ไม่สามารถจัดการบริหารกิจการสโมสรด้วยตัวเองซึ่งไม่แน่นะ หาก พอร์ทสมัธ ไม่ถูกตัดแต้มแต่เนิ่นๆ บรรดานักเตะของทีมอาจมีฮึดรวมพลังพาทีมรอดตกชั้นก็เป็นได้ เพราะเท่าที่ดูการเล่นแต่ละนัดรวมทั้งช่วงท้ายฤดูกาล ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรนัก
ผีทำสถิติแชมป์ 4 สมัยติดหรือสิงโตซิวสมัย 4
2 ทีมที่กำลังแย่งแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ ต่างมีเป้าหมายชัดเจนทั้งคู่ โดยหาก “แชมป์เก่า” แมนฯ ยูไนเต็ด ทำสำเร็จ จะกลายเป็นทีมที่ครองแชมป์มากที่สุดถึง 19 สมัย ที่สำคัญคือแซงหน้าคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล (เดิมซิว 18 สมัยเท่ากัน) ได้สำเร็จ รวมทั้งจะเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ด้วย ที่ผงาดกวาด
เรียบ 4 ปีติดต่อกัน
อย่างไรก็ตาม ในทีมผีแดงเองก็มีทั้งคนที่ถอดใจแล้ว และผู้ที่ยังมีความหวังจากแมตช์สุดท้ายที่เปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ “ช่างปั้นหม้อ” สโตก ซิตี
“หากเราเล่นได้คงเส้นคงวากว่านี้ ก็น่าจะคว้าแชมป์ได้ แต่เราแพ้มากเกินไป ทีมระดับนี้ไม่น่าจะแพ้ถึง 7 เกมเลย” เวย์น รูนีย์ ดาวยิงผีแดง กล่าวอย่างทำใจกับการเสียแชมป์ โดยก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ถ้วย คาร์ลิง คัพ ไปแล้ว
“ผมคิดว่าเมื่อต้องอาศัยคนอื่น (ลุ้น ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี นัดรองสุดท้าย แต่หงส์กลับแพ้ 0-2) ก็ย่อมได้รับการลงโทษ เราต้องทำหน้าที่ของตนเอง แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเล่นเต็มที่ และหวังว่าจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นในเกมนัดสุดท้าย แน่นอนผมยังมีความหวังในวันอาทิตย์นี้” แกร์รี เนวิลล์ แบ็กขวาตัวเก๋า กล่าว
“3 ปีที่ผ่านมา เราสามารถควบคุมมันได้ ตอนนี้เราต้องรอ ซึ่งมันยากมาก เพราะเราแพ้หลายเกมเหลือเกิน แต่ยังมีลุ้นจนถึงนัดสุดท้าย หวังว่าในวันอาทิตยนี้ วีแกน จะบุกไปสู้แหลก (กับ เชลซี) และเราจะรอฟังข่าวดี” เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ นายทวารจอมหนึบชาวดัตช์ กล่าว
ขณะที่ เชลซี ซึ่งจ่อแชมป์เต็มที ก็หวังนำถ้วยพรีเมียร์ลีกกลับสู่สโมสรเป็นสมัยที่ 4 และที่สำคัญ โรมัน อับราโมวิช มหาเศรษฐีเจ้าของทีม ก็อยากทำแฮตทริกแชมป์ 3 สมัยในยุคของเขาด้วย หลังจากเข้ามาเทคโอเวอร์เมื่อปี 2003 และยังเป็นแชมป์ครั้งแรกหลังหมดยุคของ โจเซ มูรินโญ กุนซือมาดเท่ห์ ที่กำลังสร้างผลงานสุดยอดในการคุม อินเตอร์ มิลาน ในศึกกัลโช เซเรีย อา อิตาลี ฤดูกาลนี้
แม้ “เสี่ยหมี” อับราโมวิช จะเคยประกาศว่า เป้าหมายหลักของเขาคือ การชูถ้วย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ให้ได้ แต่แล้วก็ต้องอกหักร่วงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยน้ำมือลูกน้องเก่าอย่าง มูรินโญ ด้วยการพ่าย อินเตอร์ฯ แต่หากมีแชมป์พรีเมียร์ลีกติดมือ ก็น่าจะพอปลอบใจได้บ้าง แล้วไปว่ากันใหม่ในปีหน้า
ดิดีเยร์ ดร็อกบา ดาวซัลโวเชลซี ที่กำลังจะลงล่าตาข่ายนัดสุดท้ายกับ “เดอะ ลาติกส์” วีแกน ได้ออกมาเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้ทีมของเขากลับมามีลุ้น และกำลังจ่อเข้าป้ายคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ ก็คือ ข่าวฉาวของ จอห์น เทอร์รี กัปตันทีม ที่ไปกุ๊กกิ๊กเมียของ เวย์น บริดจ์ อดีตนักเตะเก่าทีมสิงห์บลูส์ที่ย้ายไปอยู่ แมนฯ ซิตี เพราะมันทำให้นักเตะภายในทีมยิ่งมีสามัคคีกันมากยิ่งขึ้น
“พวกเราแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี เมื่อเราต้องอยู่ท่ามกลางเรื่องร้ายๆ มาด้วยกัน ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเราในฤดูกาลนี้เลยนะ เพราะช่วงนั้นเราทำคะแนนหลุดมือไปหลายแต้ม ขณะที่ เทอร์รี ก็ฟอร์มค่อนข้างตกลงไป” ดร็อกบา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ดูแล้ว เชลซี ไม่น่าจะพลาดในเกมกับวีแกน เพราะยากกว่านี้พวกเขาก็ผ่านมาได้บ่อยๆ แถมช่วงนี้ค่อนข้างฟูลทีมอีกด้วย ทำให้ยากที่ วีแกน ซึ่งฟอร์มนอกบ้านค่อนข้างเละเทะ จะสามารถบุกมาชนะ เชลซี ได้ แม้จะเคยเปิดบ้านตัวเองอัด เชลซี 3-1 ในการเจอกันนัดแรกก็ตาม
แต่หากเกิดการพลิกล็อก เชลซี เสมอหรือแพ้ วีแกน ก็ถือว่าโลกนี้ผีมีจริง และเป็น “ผีแดง” ซะด้วย ที่มาหลอกหลอนแย่งแชมป์ไปต่อหน้าต่อตา
ปรับปรุงทีมกันแหลกราญ
ในฤดูกาลหน้านั้น แต่ละทีมในพรีเมียร์ลีก คงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทีมกันน่าดูแน่ โดยเฉพาะทีมระดับบิ๊กๆ ที่หวังลุ้นแชมป์
เชลซี
ฤดูกาลที่ผ่านมา คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือชาวอิตาเลียนของทีม ทำงานหนักในการรื้อระบบ ปรับโครงสร้าง และเพิ่มทัศนคติใหม่ๆ ในการเล่นให้กับบรรดานักเตะสิงโตน้ำเงินคราม ซึ่งเขาเป็นคนพูดน้อย แต่เน้นทำงานตามหน้าที่ ไม่พยายามสร้างศัตรู โดยให้เกียรติทั้งนักเตะและทีมคู่แข่งเสมอ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่
แตกต่างจากยุค โจเซ มูรินโญ คุมทีม ชนิดหน้ามือกับหลังเท้าเลยทีเดียว เพราะโค้ชจอมยียวนชาวโปรตุกีส เรื่องเก่งในสนามพอยอมรับได้ แต่ชอบสร้างศัตรูทั้งแถวขอบสนามและนอกสนามเป็นประจำ
ไม่ว่า เชลซี จะครองแชมป์ลีกสูงสุดผู้ดีหรือไม่ ก็เชื่อว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีม ไม่ว่าจะเป็นการที่ อันเชลอตติ ประกาศเตรียมดันเด็กสร้างจาก “อคาเดมี” ของตัวเอง ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ถึง 5 คน รวมทั้งปลดประจำการบรรดาแข้งที่ไร้ประโยชน์ต่อทีม อาทิ เดโก, เปาโล แฟร์เรรา, โจ โคล ซึ่งน่าจะ
ต้องรีบหาทีมต้นสังกัดใหม่ได้แล้ว และน่าจะหาแข้งชั้นดีเข้ามาเสริมทัพด้วย โดยเป้าหมายสำคัญตอนนี้เล็งไปที่ แซร์จิโอ อเกวโร กับ อังเคล ดิ มาเรีย ดีกรีทีมชาติอาร์เจนตินา
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แม้ครอบครัวเกลเซอร์ เจ้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาปฏิเสธข่าวเรื่องกลุ่มธุรกิจร่วมทุนจากตะวันออกกลางยื่นข้อเสนอ 1.5 พันล้านปอนด์ (ราว 7.35 หมื่นล้านบาท) เพื่อเทกโอเวอร์ทีม แต่ยังไงทีมผีแดงก็ต้องเดินหน้าล่าแข้งสตาร์เข้าทีมต่อไป เพื่อให้สมดุลย์ของทีมที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว จะได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือชาวสกอตต์ โดนวิจารณ์ไม่น้อยว่าบางครั้งลงทุนซื้อนักเตะมาไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ โดยเฉพาะ ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ ที่ดูจะไม่ค่อยทุ่มเทกับการเล่นเท่าไหร่นัก ค่อนข้างออกไปทางขี้เกียจซะด้วยซ้ำ เวลาทำบอลเสียก็ไม่ค่อยไล่กดดันคู่แข่ง แต่ชอบทำเป็นเดินเฉยเหมือนไม่ใช่ความผิดของตัวเอง แถมยังเท้าฝืดทำประตูกระปริดกระปรอย
แต่ที่สำคัญคือ เวย์น รูนีย์ ดาวยิงฮอตสุดของเกาะอังกฤษ ยังไม่ได้ต่อสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด เลย โดยขอรับใช้ชาติลงช่วยทีม “สิงโตคำราม” อังกฤษ ในศึกเวิลด์คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้ ให้เสร็จเสียก่อน
รูนีย์ ทำไปถึง 34 ประตูจากทุกรายการในฤดูกาลนี้ จนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม สมาคมนักฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ (พีเอฟเอ) และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสร (เซอร์ แม็ตต์ บัสบี เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์) สมัยที่ 2 รวมทั้งยังทำประตูยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอีกด้วย
ทางบอร์ดบริหารของผีแดง ก็ไม่หวั่นจะโดนทีมดังในยุโรปรุมฉกตัว โดยเตรียมยื่นสัญญาฉบับใหม่ 5 ปีให้แข้งทองวัย 24 ปี ด้วยค่าเหนื่อย 120,000 ปอนด์ (ราว 6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ (เดิม 90,000 ปอนด์) ซึ่งจะแพงที่สุดในทีมเลยทันที
อาร์เซนอล
เป็นอีกทีมที่ค่อนข้างท่าดีทีเหลวมาหลายฤดูกาลแล้ว โดยเล่นด้วยฟอร์มสวยงามดูสนุก แต่บทจะแป๊กก็ใช้จังหวะเปลืองเกินเหตุ จนช็อตถึงกับหมดลุ้นแชมป์ไปดื้อๆ เลย อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส ยอมรับสภาพแต่โดยดีว่า ไม่สามารถจะฝากความหวังไว้กับแข้งวัยดาวรุ่งได้ทั้งหมดแน่ พร้อมประกาศเตรียมทุ่มงบเพื่มศักยภาพของทีม เพื่อควานหาตัวเก่งตัวเก๋ามากประสบการณ์ หวังแปลงโฉมทีมปืนใหญ่กลับมามีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกต่อไป
ก่อนหน้านี้ อาร์เซนอล เจอค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเอมิเรตส์ สเตเดียม โดยมีหนี้เงินกู้ถึง 133 ล้านปอนด์ (ราว 6,650 ล้านบาท) ทำให้มีงบค่อนข้างจำกัดอยู่หลายปี แต่ตอนนี้ปลดหนี้ก้อนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว แถมยังได้เงินจากการขาย โคโล ตูเร และ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ให้ แมนฯ ซิตี เมื่อปีที่แล้วอีก 35 ล้าน
ปอนด์ (ราว 1,750 ล้านบาท) ก็น่าจะทำให้ เวนเกอร์ แฮปปี้กับการช็อปแข้งช่วงปิดซีซั่นนี้แน่
“หากเราจะดึงผู้เล่นเข้ามาอีก ต้องเป็นผู้เล่นที่มากประสบการณ์เท่านั้น ซึ่งคงจะซื้อไม่กี่คน แต่ต้องเป็นระดับท็อปจริงๆ” กุนซือจากแดนน้ำหอม กล่าว โดยกำลังเล็ง มารูอาน ชามักห์ (บอร์กโดซ์) และ เอดิน เซโก (โวล์ฟสบวร์ก) เสริมคมแดนหน้า
แต่ที่สำคัญคือ ต้องดึงให้ เชส ฟาเบรกาส จอมทัพชาวสเปน อยู่กับทีมต่อไป พร้อมกับหากองหลังปึ๊กๆ มาช่วย วิลเลียม กัลลาส, โซล แคมป์เบลล์ และ มิกาแอล ซิล แวสตร์ ซึ่งต่างก็เริ่มชราภาพเต็มทีแล้ว
ลิเวอร์พูล
น่าจะเป็นที่ต้องทำการผ่าตัดครั้งใหญ่เลยทีเดียว เนื่องจากถือว่าเข้าขั้นโคม่าแล้ว เพราะปัญหารุมเร้าเพียบจริงๆ ไม่งั้นคงไม่หลุดท็อป 4 ลงไปอยู่ที่ 7 ของตารางหรอก เริ่มตั้งแต่ปัญหาใหญ่สุดเลยคือ 2 เศรษฐีกำมะลอเจ้าของทีม จอร์จ จิลเล็ตต์ กับ ทอม ฮิกส์ ที่ไม่มีเงินมากพอจนต้องกู้หนี้ยืมสินมาบริหารทีม จนฝีแตกหนี้บานเบอะ และนำความหายนะมาสู่ทีม
เชื่อแน่ว่า หงส์เดงมีสิทธิ์โดนเทคโอเวอร์แน่นอนในไม่ช้านี้ รวมทั้งตัว ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปน ที่มักโทษฝ่ายบริหารว่าไม่เอื้ออำนวยเรื่องการทำงานโดยเฉพาะเรื่องเงิน ก็ยังไม่รู้ลูกผีลูกคนเลยแต่ที่ผ่านมา เบนิเตซ ถูกวิจารณ์มาตลอดในเรื่องการจัดตัวผู้เล่น ซึ่งค่อนข้างค้านสายตาแฟนๆ แล้วผลงานก็กลายเป็นหงส์ห่วยในที่สุด แถมยังไม่เคยส่งเสริมเด็กสร้างจากอคาเดมีตัวเองอีกด้วย ทั้งที่เคยยืนยันตอนเข้ามาทำทีมใหม่ๆ ว่าจะหนุนเต็มที่ นี่แหละ ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่มีศักยภาพในการรักษาสมดุลย์ของทีมในยามที่แข้งหลักเกิดเดี้ยงขึ้นมา เมื่อเทียบกับ เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล
ที่น่าเป็นห่วงสุดๆ ในตอนนี้ก็คือ อาจถึงคราวต้องเสียซูเปอร์สตาร์อย่าง เฟอร์นานโด ตอร์เรส ยอดดาวยิง และ สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีม สำหรับ เจอร์ราร์ด ที่อยู่กับหงส์แดงมาแต่อ้อนแต่ออก อาจจะยังตัดใจไม่ขาดพออยู่ต่อได้ แต่ ตอร์เรส นี่ซิ ป่านนี้ใจลอยไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้
สเปอร์ส
ต้องยอมรับว่า แข้งไก่เดือยมาแรงจริงๆ เพราะไม่เพียงจบด้วยอันดับ 4 พร้อมได้โควตาไปเตะ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซีซั่นหน้า แต่นัดสุดท้ายนี้ยังมีลุ้นถึงแซง อาร์เซนอล ขึ้นอันดับ 3 แทนด้วย หากว่า สเปอร์ส บุกชนะ เบิร์นลีย์ ที่ตกชั้นไปแล้ว และ อาร์เซนอล ดันแพ้คาบ้านให้ ฟูแลม แฮร์รี เรดแนปป์ กุนซือของทีม เตรียมแผนเสริมทัพดึงผู้เล่นชั้นดีหลายคน
โดยในลิสต์ประกอบด้วย โจ โคล ที่ไม่มีความสุขกับเชลซี และกำลังจะหมดสัญญาหลังจบซีซั่นนี้, เคร็ก เบลลามี ที่อาจชิ่งโดยลงจาก “เรือใบ” แมนฯ ซิตี มาซุกอกไก่, สตีเวน พีนาร์ กองกลางเอฟเวอร์ตันที่เหลือสัญญาอีกแค่ 1 ปี และ ไมเคิล คาร์ริก ของแมนฯ ยูไนเต็ด แถมยังมีข่าวดี แกเร็ธ เบล ซึ่งเนื้อหอมเป็นที่ต้องการของหลายทีมระดับท็อป ตกลงเซ็นสัญญาอีก 4 ปีกับ สเปอร์ส เรียบร้อยแล้ว
แมนเชสเตอร์ ซิตี
เป็นทีมที่จ่อจะขึ้นสู่ท็อป 4 อยู่แล้ว แต่ถึงเป็นแค่ท็อป 5 ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว ด้วยผลงานของ โรแบร์โต มันชินี ยอดกุนซือจากอิตาลี ส่งผลให้ กัลดูน อัล มูบารัก ประธานสโมสรเรือใบสีฟ้า แถลงผ่านเว็บไซต์สโมสรว่า มันชินี ยังจะได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมต่อไปอีกหลายปี แม้ฤดูกาลนี้จะพลาดหวังอันดับ 4 เพื่อไปร่วมศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้า ก็ตาม
“มันชินี เพิ่งเข้ามารับงานช่วงกลางฤดูกาล แต่ก็สามารถบริหารจัดการทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ผมและ ชีกมันซูร์ เจ้าของสโมสร ต่างรู้สึกพอใจการทำงานของเขาเป็นอย่างยิ่ง และเชื่อมั่นว่าเขาเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับสโมสร ถึงจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ แต่การได้อันดับ 5 หลังจากจบอันดับ 10 ฤดูกาลก่อน ก็เท่ากับเป็น
การพัฒนาแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว” มูบารัก กล่าวผ่านเว็บไซต์
โอ้โห! น่ากลัวแฮะ เพราะเศรษฐีกลุ่มดูไบ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชื่นชมซะขนาดนี้ สงสัยเตรียมโยนเงินก้อนโตให้ มันชินี ช็อปแหลกชัวร์ ท็อป 4 เตรียมหนาวได้เลย ฤดูกาลปัจจุบันยังไม่ทันจบ โดยจะปิดฉากกันวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ค.นี้ และฤดูกาลใหม่ก็ยังไม่ทันจะเริ่มเลย แต่ดูท่าแล้วพอเห็นแววว่า ซีซั่นหน้าคงต้องสู้กันดุเดือดเลือดพล่านแน่นอน ว่าแต่ว่า ม็อบจะสลายเมื่อไหร่แน่ครับพี่น้อง (เอ๊ะ! ไม่น่าจะเกี่ยวนะ แต่อยากรู้)







