
สันติสุข...จะเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างไร !?(ตอน ๒)
เช่นเดียวกันแม้ศรัทธาสาธุชนทั้งหลายก็ต้องเพ่งพินิจพิจารณาถึงความประพฤติแห่งตนว่า อยู่ในร่องในรอยของศีลธรรมอันดี
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เช่นเดียวกันแม้ศรัทธาสาธุชนทั้งหลายก็ต้องเพ่งพินิจพิจารณาถึงความประพฤติแห่งตนว่า อยู่ในร่องในรอยของศีลธรรมอันดี สมฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนอยู่หรือไม่... การเข้าวัด ทำบุญ รักษาศีล... ฟังธรรม ประพฤติธรรม จึงเป็นเรื่องจำเป็นต่อฐานะของชาวพุทธ ที่จะต้องหมั่นทบทวนตรวจทานตนเองอยู่เสมอ และเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจการประพฤติปฏิบัติอันถูกต้องในธรรมให้มากยิ่งขึ้น จะได้ไม่หลงทางเดินเลยมรรคแห่งศีลธรรมความดีไป อย่างที่เป็นกันอยู่มากในปัจจุบัน ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า หากปล่อยปละละเลยให้คนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นไปเช่นนี้ มีการถือปฏิบัติกันอย่างนี้ ที่สุด สังคมวิถีพุทธศาสนา จะล่มสลายสิ้น... และนั้นคือสัญญาณแห่งหายนภัย ที่ปรากฏเกิดขึ้นต่อสังคมที่สัตว์ทั้งหลายต้องเผชิญ...
จริงๆ แล้ว เรื่องราวหลากหลายที่ไหลวนอยู่ในกระแสจิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องธรรมดา เพราะธรรมชาติของจิต จะต้องนึกคิด เก็บ สั่งสม และวิจิตรหลากหลาย การจะไปห้ามให้จิต มิให้คิด... มิให้นึก... มิให้จดจำ... คงจะทำไม่ได้... พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เรารู้จักรักษาจิตด้วยการกรอง... ด้วยการล้าง ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า สติและปัญญา... โดยสติเป็นเครื่องกรองกั้น... ปัญญาเป็นเครื่องชำระล้าง ประกอบความเพียรชอบ เพื่อเฝ้าระวังและชำระล้างในสิ่งที่ไม่ดี... ทำสิ่งที่ดีให้ปรากฏ และรักษาไว้ให้มั่นคงในคุณความดีนั้น...
จึงมีการสอนให้รู้จักอบรมจิตที่เรียกว่า จิตตภาวนา หรือการเจริญกรรมฐาน (สมถะวิปัสสนากรรมฐาน) เพื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้น จนมีความสำนึกมั่นคงในคุณความดี นึกคิดอยู่ในกรอบศีลธรรม มีหิริโอตตัปปะเป็นเครื่องกั้น เพื่อไม่ให้จิตไหลลงไปในวังวนของความเศร้าหมองที่มากไปด้วย ความรักความชัง ความพยาบาท ความเบียดเบียน
(อ่านต่อฉบับหน้า)







