
ลงทุนแบบมนุษย์เงินเดือน
โสดเริ่มลงทุนด้วย LTF/RMF ในชีวิตของมนุษย์เงินเดือน “การเก็บออมเงิน” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โสดเริ่มลงทุนด้วย LTF/RMF
ในชีวิตของมนุษย์เงินเดือน “การเก็บออมเงิน” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการสะสมความมั่งคั่งในชีวิต แต่มีคนไม่มากที่เก็บออมเงินได้อย่างมีระเบียบและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าใครได้รู้จักการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้ว จะพบว่าโอกาสมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนนั้นอยู่ไม่ไกล เพราะการลงทุนกับกองทุนทั้งสองประเภท ได้ทั้งสิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีและยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอีกด้วย
LTF เหมาะสำหรับผู้มีรายได้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีและคาดหวังโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงและก็มีความเสี่ยงสูงด้วย ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนต้องยอมรับความผันผวนของตลาดหุ้นได้
สำหรับเงื่อนไขสำหรับการลงทุนใน LTF นั้น ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปี ซื้อปีไหนลดหย่อนภาษีปีนั้น และซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ (ต่อปี) การลงทุนต้องครบ 5 ปีปฏิทินจึงจะขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข เช่น ถ้าลงทุนในปี 2556 ก็ต้องรอไปขายในปี 2560
ในขณะที่ RMF ซึ่งเป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีคล้ายๆ กับ LTF แต่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ โดยมีนโยบายให้เลือกลงทุนได้หลากหลาย ทั้งหุ้นตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล ทองคำ เป็นต้น ทำให้สามารถเลือกระดับความเสี่ยงได้ตามความต้องการ ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าใครที่ลงทุนในกองทุน RMF จะต้องลงทุนทุกปีไปถึงอายุ 55 ปี ขั้นต่ำของการลงทุนคือ 5,000 บาท หรือ 3% ของรายได้ แต่รวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเบี้ยประกันบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท (ต่อปี)
แม้ว่า LTF/RMF จะเป็นวิธียอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนในการออมเงิน ลดหย่อนภาษี แถมยังมีโอกาสได้กำไร แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงอันที่เกิดจากความผันผวนของตลาดด้วย พร้อมทั้งต้องศึกษาการลงทุนให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนการลงทุน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย แนะนำหลักในการเลือกซื้อกองทุนทั้งสองประเภทดังนี้
ประการแรก เลือกว่าต้องการลงทุนแบบไหน ระยะสั้นหรือระยะยาว รับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด
ประการที่สอง ตรวจสอบเงื่อนไขของการลงทุนก่อนเสมอ ถ้าหากในอนาคตต้องการนำเงินไปใช้กะทันหัน และขายคืนก่อนครบเงื่อนไข จะต้องโดนเบี้ยปรับและคืนเงินภาษีที่เคยได้รับ
ประการที่สาม อย่าซื้อเกินสิทธิ เพราะส่วนที่เกินจะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
ประการที่สี่ ขอคำปรึกษาจากสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ
&<2288;
เกษียณบัญญัติ 10 ประการเมื่อลงทุนหุ้น
เมื่อรู้จักตลาดทุนดีพอสมควรและมีเงินมากพอจะรับความเสี่ยงแล้ว ค่อยๆ ขยับเข้ามาลงทุนด้วยตัวเอง แต่ควรลงทุนอย่างมีหลักการ
หนังสือก้าวเล็กๆ ในตลาดหุ้น ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต หนังสือรวมสุดยอดบทความของ“นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนทรงอิทธิพล 1 ใน 99 คนของโลกได้บัญญัติ 10 ประการของการลงทุน ไว้เรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้
ประการแรก ศึกษาก่อนลงทุน
ประการที่สอง การลงทุนที่เพียงพอ
ประการที่สาม ลงทุนในหุ้นหรือตราสารทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนดีแบบทบต้นเป็นเวลายาวนาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ เงินที่เอาไปลงทุนนั้น ห้ามเอาดอกผลมาใช้ เมื่อได้ผลตอบแทนก็เอาไปลงทุนต่อเรื่อยๆ
ประการที่สี่ อย่าขาดทุน
ประการที่ห้า การลงทุนที่ดีต้องมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป
ประการที่หก ในระยะยาวตั้งแต่ 3-4 ปีขึ้นไป ราคาหุ้นต้องขึ้นลงตามผลกำไรของบริษัทเสมอ ดังนั้น ต้องมองอนาคตให้ออก ว่ากำไรของบริษัทจะโตไปได้อย่างไร
ประการที่เจ็ด การลงทุนที่จะมีความมั่นใจสูงสุดและให้ผลตอบแทนดีเยี่ยม คือการซื้อหุ้นบริษัทที่ดีเยี่ยมในช่วงที่ราคาหุ้นของบริษัทตกต่ำผิดปกติ เนื่องจากปัญหาบางอย่างที่แก้ไขได้ หรือก็คือบริษัทประเภท “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้”
ประการที่แปด ควรจะมีเงินสดที่มีสภาพคล่องสูง (ประมาณว่าเงินสดที่เอามาใช้ได้เลย ไม่ใช่ที่อยู่ในบัญชีฝากประจำยาวๆ) อย่างน้อยเท่ากับรายจ่ายประจำ 6 เดือน
ประการที่เก้า นักลงทุนที่แท้จริงต้องใจเย็น อดทน และมีเหตุผล หรือก็คือต้องไม่ตกใจง่ายเมื่อเกิดความผันผวน
ประการที่สิบ ไม่ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยหรือซื้อสินค้าหรือบริการที่หรูหราราคาแพงเกินความจำเป็น
จะเลือกทางลงทุนอย่างไร ก็แล้วแต่ความถนัดและเงื่อนไขส่วนตัวของแต่ละคน ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว







