
หลักของสิต (จบ)
ถ้ามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา จิตจะปล่อยวางสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม อยู่ในสภาพที่ร่างกายเป็นปกติ
ถ้ามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา จิตจะปล่อยวางสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม อยู่ในสภาพที่ร่างกายเป็นปกติ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือใกล้จะตาย ก็จะทำได้ ถ้าได้ฝึกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว จะไม่เป็นปัญหา ไม่มีผลกระทบต่อความสงบสุขของจิตใจ จะสงบสุขไปตลอดเวลา
นี่คือความสุขที่พวกเราสามารถผลิตขึ้นมาได้ ไม่มีใครผลิตให้เราได้ พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก ไม่สามารถเอานิพพานมาแจกให้พวกเราได้ ได้แต่เพียงบอกวิธีที่จะทำให้เกิดนิพพานขึ้นมา อยู่ที่พวกเราจะต้องขวนขวาย ต้องเจริญสติให้มาก ตั้งแต่ตื่นจนหลับ พอมีเวลาว่างจากภารกิจต่างๆ ก็นั่งสมาธิ พอได้สมาธิแล้ว เวลาออกจากสมาธิ ก็ต้องพิจารณาความไม่เที่ยง ความทุกข์ และอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสมบัติชั่วคราว พอร่างกายตายไป ก็กลายเป็นสมบัติของผู้อื่นไป สมบัติที่แท้จริงอยู่ภายในใจเรา คือ มรรคผลนิพพาน เป็นสมบัติที่เอาติดตัวไปได้ เช่น ถ้าได้โสดาปัตติผลแล้ว เวลาไปเกิดใหม่ ก็สามารถปฏิบัติต่อได้เลย เหมือนกับเรียนจบชั้นมัธยม 1 แล้ว เวลาย้ายไปอีกโรงเรียนหนึ่ง ก็ต่อชั้นมัธยม 2 ได้เลย ไม่ต้องกลับไปเรียนชั้นมัธยม 1 ใหม่ นี่คือประโยชน์ของการมีทรัพย์ภายใน จะไม่สูญหายไปเหมือนทรัพย์ภายนอก พอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ปฏิบัติต่อได้เลย จากขั้นโสดาบันก็ขึ้นไปขั้นสกิทาคามีได้เลย ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ได้เจริญแล้วก็ยังอยู่กับเรา ต้องเจริญส่วนที่ยังไม่ได้เจริญ
เช่น ขั้นโสดาบันก็ละสักกายทิฏฐิได้แล้ว แต่ยังไม่ได้เจริญอสุภะ ยังไม่ได้ละกามราคะ ความกำหนัดยินดีในกาม พอกลับมาเกิดใหม่ก็ต้องเจริญอสุภะ แต่ไม่ต้องกลับไปพิจารณาขันธ์ 5 ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะรู้แล้วปล่อยวางได้แล้ว ไม่ยึดไม่ติดกับขันธ์ 5 แล้ว ร่างกาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่เดือดร้อน แต่ยังมีกามราคะ เวลาเห็นรูปร่างหน้าตาสวยงาม ก็ยังอยากจะเสพกาม ก็ต้องพิจารณาอสุภะ พิจารณาความไม่สวยไม่งามของร่างกาย พิจารณาดูอาการ 32 พิจารณาซากศพ ว่าคนตายกับคนเป็นก็เป็นร่างกายอันเดียวกัน ต่างวาระเท่านั้นเอง คนเป็นก็ยังมีลมหายใจอยู่ เวลาไม่มีลมหายใจแล้วก็เป็นซากศพ ที่จะพองขึ้นอืดขึ้นมา ถ้าทิ้งไว้ในป่าช้าก็จะถูกแร้งกากัดกิน ถ้าไม่มีปัญญาก็จะหลงใหลคลั่งไคล้ เกิดกามารมณ์ ถ้าเห็นว่าเป็นอสุภะไม่สวยงาม เห็นอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ของผิวหนัง ก็จะดับกามราคะได้ นี่คือเรื่องของทรัพย์ภายใน คือ สติ สมาธิ ปัญญา และวิมุตติขั้นต่างๆ พอได้ทรัพย์ภายในแล้วก็จะเป็นของเราไปตลอด ไม่มีใครมาพรากจากเราไปได้ ไม่เหมือนกับลาภยศสรรเสริญสุข พอตายไปแล้วก็หมดไป เกิดใหม่ก็ต้องเริ่มต้นใหม่
นี่คือความแตกต่างระหว่างทรัพย์ภายในกับทรัพย์ภายนอก คนฉลาดก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้กับการสร้างทรัพย์ภายใน คนโง่ก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้กับการสร้างทรัพย์ภายนอก เพราะคนโง่ไม่รู้ว่าตายไปแล้วต้องไปเกิดใหม่ แต่คนฉลาดรู้ว่าตายไปแล้วต้องไปเกิดใหม่อีก เพราะตายแต่เพียงร่างกาย ใจไม่ได้ตายไปกับร่างกาย นี่คือคำสอนของคนฉลาด คือ พระพุทธเจ้า พวกเราเชื่อคำสอนของคนฉลาด ก็ต้องปฏิบัติตามให้มากที่สุด จะไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน จะไม่คว้าน้ำเหลว เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเป็นความจริงทั้งหมด ไม่ได้ทรงแต่งขึ้นมา เพื่อหลอกให้พวกเราทำความดีกัน แต่มีผลที่เกิดจากการปฏิบัติจริงๆ จึงควรเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อการศึกษาและการปฏิบัติ แล้วภายในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเราจะได้รับทรัพย์ภายในที่ประเสริฐ เป็นสมบัติอย่างแน่นอน
เวลาจะตายไม่มีใครรู้ จึงต้องไม่ประมาท ต้องคิดว่าจะไปได้ทุกเวลา ถึงจะไม่ประมาท ถ้าคิดว่าจะอยู่ไปอีกหลายปี ก็จะประมาท ถ้าคิดว่าอาจจะตายในวันพรุ่งนี้หรือคืนนี้ ควรรีบศึกษาและปฏิบัติให้เสร็จก่อน ก็จะปลอดภัย หลังจากนั้นจะไปทำอะไรก็ได้ ถ้าเสร็จกิจนี้แล้วก็จะไม่อยากทำอะไร เพราะไม่มีความอยากเหลืออยู่ในใจ ถ้าได้พบกับความสงบจริงๆ สักครั้งหนึ่ง ถ้าจิตรวมลงจริงๆ สักครั้งหนึ่ง ก็จะติดใจ จะมีความมั่นใจว่าจะปฏิบัติได้ จะไปได้เร็ว จะทุ่มเทเวลาชีวิตจิตใจให้กับภารกิจนี้ เพราะไม่มีอะไรจะสุขเท่ากับความสงบ พอจิตรวมลงเป็นสมาธิแล้ว เป็นเหมือนอยู่กันคนละโลก เหมือนอยู่ที่ร้อนๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องปรับอากาศที่เย็นสบาย ความทุกข์ว้าวุ่นขุ่นมัววิตกกังวลจะหายไปหมดเลย เหลือแต่ความสุขสงบเย็นสบาย จะรู้ว่าชีวิตนี้มีทางออก ก่อนหน้านี้หาทางออกไม่เจอ ต้องพึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ก็รู้ว่าไม่ได้เป็นที่พึ่งที่แท้จริง เป็นที่พึ่งชั่วคราว ไม่ถาวร ไม่ดีไปตลอด เพราะต้องเปลี่ยนไป ถ้าจำเจก็จะเบื่อ ต้องหาอย่างอื่นมาทดแทน จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ความสงบจะไม่เบื่อ จะดูดดื่มใจตลอดเวลา
อยู่ที่การฝึกสตินี่แหละ การเจริญสตินี่ไม่ยากหรอก ขอให้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า ต่อไปนี้ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนหลับ จะเจริญสติตลอดเวลา ถ้าควบคุมให้รู้อยู่กับการกระทำของร่างกายไม่ได้ จะไปคิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้ ก็ใช้การบริกรรมพุทโธ หรือจะท่องเที่ยวอยู่ในร่างกายก็ได้ พิจารณาอาการ 32 ไป ว่าร่างกายมีผม มีขน มีเล็บ มีฟัน มีหนัง มีเนื้อ มีเอ็น มีกระดูก มีเยื่อในกระดูก มีม้าม หัวใจ ตับ ไต พังผืด ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า เยื่อในสมองศีรษะ ฯลฯ หรือจะพิจารณาอนาคตของร่างกายก็ได้ คือ ความเจ็บไข้ได้ป่วยและความตาย ที่จะต้องตามมาอย่างแน่นอน พอตายไปแล้วก็ต้องเข้าไปในโลง บำเพ็ญกุศลอยู่ 3 วัน 7 วัน แล้วก็เข้าเตาเผาต่อไป ตอนเช้าก็เก็บกระดูกเก็บขี้เถ้า นี่คืออนาคตของร่างกาย จะต้องเป็นอย่างนี้ทุกคน ให้พิจารณาจนติดตาติดใจ หรือจะพิจารณาดูความเป็นธาตุของร่างกายก็ได้ ว่าร่างกายมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ในรูปของอาหารที่รับประทานเข้าไป ต้นข้าวต้นผักต้องมีดิน มีน้ำ มีอากาศ มีไฟ คือความร้อน ถึงเจริญเติบโตได้ พอรับประทานผัก รับประทานข้าว ดื่มน้ำเข้าไป ก็แปลงเป็นผม ขน เล็บ เป็นฟันอาการ 32 พอร่างกายตายไป ธาตุทั้ง 4 ก็แยกออกจากกัน น้ำก็แยกไปทางหนึ่ง ลมก็ไปทางหนึ่ง ไฟก็ไปทางหนึ่ง ดินก็ไปทางหนึ่ง ร่างกายก็มีเท่านี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ไม่มีตัว ไม่มีตน เป็นเพียงดิน น้ำ ลม ไฟ นี่ก็อยู่ในกายคตาสติปัฏฐาน คือ การตั้งสติที่ร่างกาย จะดูการเคลื่อนไหวของร่างกายก็ได้ กำลังเดินก็รู้ว่ากำลังเดิน กำลังอาบน้ำก็รู้ว่ากำลังอาบน้ำ ถ้าไม่ยอมรู้อยู่ที่ร่างกาย จะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็จะใช้การบริกรรมพุทโธดึงไว้ก็ได้ ทำอะไรไปก็บริกรรมพุทโธๆ ไป ไม่ให้ไปคิดเรื่องอื่น ให้คิดแต่คำว่าพุทโธๆ เวลานั่งสมาธิก็จะอยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับลมหายใจ จะสงบได้อย่างรวดเร็ว
การเจริญสติเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีสติธรรมอย่างอื่นก็จะไม่เกิดขึ้น สมาธิก็จะไม่เกิด ปัญญาก็จะไม่เกิด เพราะจะไม่สามารถพิจารณาปัญญาได้ กิเลสจะดึงความคิดไป แทนที่จะคิดให้ปล่อยวาง กลับคิดให้สะสมมากขึ้น ให้ยึดติดมากขึ้น เพราะคิดว่าจะมีความมั่นคงมากขึ้น ให้หาเงินให้มากๆ เพื่อจะได้มีความมั่นคง ก็จะไม่มีทางคิดทางปัญญาได้ คนที่มีความมั่นคงทางจิตใจมักจะไม่มีเงินทอง พระพุทธเจ้าไม่มีเงินทอง ครูบาอาจารย์ไม่มีเงินทอง แต่ท่านมีความมั่นคงทางจิตใจ ไม่หวั่นไหวกับเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ไม่มีปัญหา เพราะจิตเป็นอุเบกขาตลอดเวลา ไม่ดีใจไม่เสียใจ มีแต่พอใจ คนชมก็พอใจ คนด่าก็พอใจ เพราะใจไม่ไปรับ จะว่าอย่างไรก็ปล่อยเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา ใจเป็นเหมือนคนดู ก็ดูไป คนแสดงจะแสดงอย่างไรก็ปล่อยเขาแสดงไป จะแสดงบทโหดก็ปล่อยเขาแสดงไป จะแสดงบทเมตตาก็ปล่อยเขาแสดงไป ไม่เกี่ยวกับเรา เราเป็นคนดู ไม่ได้ไม่เสียกับการแสดงของเขา
อย่าไปฝากความหวังความมั่นคงกับสิ่งต่างๆ ภายนอก ไม่ใช่ที่พึ่งของเรา เราพึ่งเขาไม่ได้ ต่อให้มั่นคงขนาดไหน ต้องเสื่อมและดับไป สิ่งที่ไม่เสื่อมไม่ดับก็คือ ธรรมะที่อยู่ในใจของเรา ต่อให้โลกนี้ระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ไป ใจของพวกเราก็จะไม่ได้ระเบิดไปกับโลกนี้ มีแต่ร่างกายที่จะระเบิดไปด้วย ใจของพวกเราก็ไปตามบุญตามกรรมต่อไป นอกจากโลกนี้แล้ว ก็มีโลกอื่นให้มนุษย์เกิดได้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีพระพุทธเจ้ามาประสูติ มาตรัสรู้ มาสอนธรรม ให้แก่สัตว์โลกเป็นกัปเป็นกัลป์ได้อย่างไร โลกนี้ไม่ได้มีอายุยืนยาวนานมาเป็นกัปเป็นกัลป์ แสดงว่าต้องมีโลกอื่นที่มีมนุษย์อยู่ได้ แต่เราไม่สามารถติดต่อกันได้เท่านั้นเอง แต่จิตนี้สามารถไปถึงโลกอื่นได้อย่างรวดเร็ว เพราะจิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกว้างความยาวหรือระยะทาง จิตไปด้วยกระแสของความรู้ ทรงตรัสว่าเพียงแต่ยื่นแขนออกไปก็ถึงแล้ว เพียงคิดก็ถึงแล้ว คิดถึงกรุงเทพฯ ก็ถึงแล้ว จิตไปถึงแล้ว แต่ร่างกายต้องใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง กว่าจะไปถึง ถ้ามีญาณหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ ก็จะรู้ว่าตอนนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ
เรื่องของจิตจึงเป็นเรื่องที่ลึกลับ ถ้าไม่ศึกษาไม่ปฏิบัติก็จะไม่รู้ เพราะหลงยึดติดกับร่างกาย ที่ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ว่าเป็นตัวเราของเรา ก็เลยว่าจิตเป็นสิ่งที่วิเศษ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แต่ถูกความหลงหลอกให้ไปยึดติดกับร่างกาย พอร่างกายเป็นอะไรจิตก็เป็นไปด้วย มีนิทานในสมัยพุทธกาล มีคนเลี้ยงม้าคนหนึ่งขาไม่ดี ขาเป๋ เดินกะเผลกๆ ม้าที่เลี้ยงก็เดินกะเผลกตามคนเลี้ยง ทั้งๆ ที่ขาม้าไม่ได้เป็นอะไร จิตเราก็เหมือนกัน พอได้ร่างกายมาครอบครอง ก็หลงคิดว่าร่างกายเป็นจิต พอร่างกายเป็นอะไรก็เป็นตามร่างกายไป ร่างกายแก่ก็แก่ตาม ร่างกายเจ็บก็เจ็บตาม เพราะไม่มีปัญญาแยกแยะจิตออกจากร่างกาย ไม่รู้ว่าร่างกายเป็นเพียงธาตุ 4 เป็นตุ๊กตาตัวหนึ่ง ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ส่วนจิตเป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่มีความรู้สึกนึกคิด ผู้สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ จะลุกขึ้นได้ จิตต้องสั่งก่อน ว่าจะลุกถึงจะลุกได้ จะเดินจิตก็ต้องสั่ง จะมาที่นี่ได้จิตก็ต้องสั่งไว้ก่อน ว่าวันนี้จะมาที่นี่ พอถึงเวลาก็ออกเดินทางมากัน ร่างกายไม่รู้เรื่อง ร่างกายเป็นผู้ทำตามคำสั่งของจิต







