
เครื่องประดับ ศตวรรษ 1320
โดย...สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรมหาชน)
โดย...สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรมหาชน)
การออกแบบเครื่องประดับในช่วงศตวรรษต่างๆ ล้วนแตกต่างกันไป อย่างช่วงศตวรรษที่ 13 เครื่องประดับทองล้วนหรือเงินล้วน มีบทบาทน้อยและมีข้อห้ามในการใช้ทองคำกับ SemiPrecious และเครื่องเงินไม่ใช้กับอัญมณีแท้ และในฝรั่งเศสมีกฎห้ามคนธรรมดาใส่เครื่องประดับที่ประดับด้วยหินมีค่า มุก หรือทอง เป็นยุคที่ถือได้ว่าเครื่องประดับเป็นสัญลักษณ์พิเศษของคนพิเศษเท่านั้น เครื่องประดับจะถูกออกแบบให้ใช้กันในราชสำนักโดยเฉพาะ หรือใช้ในงานที่เป็นทางการเท่านั้น ไม่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ศตวรรษที่ 1415 ศิลปะแบบโกธิค (Gothic) เข้ามามีบทบาทปกคลุมทั่วทั้งยุโรปจากโปรตุเกสถึงฟินแลนด์ ลักษณะงานมีการตกแต่งประดับประดามากขึ้น ที่เด่นชัดคือทรงโค้งที่มีมุมแหลม มีการตั้งกฎเกณฑ์และยอมรับกันทั่วไป ทำให้เกิดมาตรฐานในการผลิตชิ้นงานหรือที่เรียกกันว่า Hallmarking เช่น การกำหนดทองคำมีน้ำหนักเท่าใด ใช้วัสดุใด เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกเอาเปรียบ
ศตวรรษที่ 14 ช่างทองทำงานเพื่อราชสำนักโดยเฉพาะ และกษัตริย์เป็นผู้มีบทบาทในการอุปถัมภ์ ชิ้นงานมีความสง่างามและหรูหรามากขึ้น โดยทั่วไปแล้วยุคนี้เป็นยุคแห่งความซับซ้อนของชนชั้นในสังคม และทำให้สังคมเกิดความแตกต่างหลายรูปแบบ ราชสำนักแต่ละแห่งก็มีรูปแบบตราสัญลักษณ์ที่แตกต่างกัน ในยุคนี้เริ่มมีการค้นพบวิธีการเจียระไนอัญมณี เช่น ไพลินและทับทิม
ศตวรรษที่ 15 European Lapidaries ได้พัฒนาการเจียระไนขึ้นโดยความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากชาวอินเดีย ซึ่งตัดเพชรด้วยเศษเพชรแตกๆ และนอกจากนี้เสื้อคอลึกในสมัยนั้นแป็นแฟชั่นที่นิยมกันมาก สร้อยที่นิยมสวมใส่กันมีลักษณะเป็นสายห้อยระโยงระยาง มีการใช้ล็อกเกตกันมาก รวมถึงจี้ประดับอัญมณี ปลายศตวรรษที่ 15 เสื้อผ้าที่นิยมใช้จะรัดรูปมากขึ้น และเครื่องประดับจะถูกตัดเย็บติดกับเสื้อผ้าแทนการสวมใส่อีกด้วย
ศตวรรษที่ 16 ยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) เครื่องประดับศิลปะขั้นสุดยอด ช่างผสมผสานความรู้ชนิดต่างๆ เข้าด้วยกัน มีการนำเพชรและอัญมณีต่างๆ มาจากอินเดีย ซึ่งเพชรจะอยู่ในรูปของเพชรดิบที่มีรูปผลึกตามธรรมชาติ
ศตวรรษที่ 17 บาร็อค (Baroque) หมายถึง ความเกินพอดี เครื่องประดับที่โดดเด่นในศตวรรษนี้ ได้แก่ นาฬิกาแขวนและล็อกเกต ที่นับว่าเป็นของเล่นของเศรษฐี ในยุคนั้นจะมีการนำดอกไม้ พืช ผัก มาทำเป็นลวดลายของเครื่องประดับ
ศตวรรษที่ 18 ยุคร็อคโคโค (Rococo) ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของเครื่องประดับ เครื่องประดับมีสีสันที่สวยกว่าเพชรและกลายมาเป็น Neo Classic Style ในช่วงปี 1770 ยุคนี้ในฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงอุปถัมภ์ช่างเครื่องประดับด้วยความหลงใหลเป็นส่วนตัว ซึ่งรูปแบบของเครื่องประดับ เน้นการประดับอัญมณีที่ผ่านการเจียระไนอย่างสวยงาม
ศตวรรษที่ 19 เข้าสู่ยุคเสื่อม เครื่องประดับถูกทำขึ้นสำหรับขายเป็นของที่ระลึก ชิ้นงานเน้นความสวยงามมากกว่าคุณค่าของวัสดุที่ใช้
ศตวรรษที่ 20 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นยุคประหยัด เกิดศิลปะแนว Art Deco ขึ้น เน้นรูปทรงเรขาคณิต ความเรียบง่าย สวย เรียบ สะอาด ตรงไปตรงมา มีสัดส่วนแน่นอน มีการนำ Semi Precious Stones มาใช้ เน้นแง่มุมของการผสมผสานของสีสัน







