
โดลมาบาห์เช บทเรียนสอนใจผู้นำ
.....รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
เทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมประเทศตุรกีมา โดยได้ไปแวะชมสถานที่สวยงามและน่าสนใจทั้งทางประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์หลายแห่งด้วยกันในเมืองอิสตันบูล คอนยาคัปปาโดเกีย ปามุคคาเล และหนึ่งในสถานที่ที่สวยงามที่สุดของประเทศและของโลกก็คือ พระราชวังโดลมาบาห์เช (Dolmabahce Palace) ในกรุงอิสตันบูล ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในพระราชวังที่สวยที่สุดในโลก
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด และความขัดแย้งของการเมืองในบ้านเรา โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีความปั่นป่วนมากที่สุด ผู้เขียนขอผ่อนคลายอารมณ์ของท่านด้วยเนื้อหาสาระเบาๆ สักหน่อย โดยขอคุยเรื่องของสวยๆ งามๆ บ้าง อย่างไรก็ตาม เรื่องความสวยงามของพระราชวังโดลมาบาห์เชนี้ ก็ยังฝากข้อคิดเตือนใจให้พวกเราได้เหมือนกัน ไม่เชื่อก็ลองตามอ่านกันดูต่อไปค่ะ
สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยกับประเทศตุรกีสักเท่าไร ขอเล่าเกริ่นถึงประเทศนี้สักเล็กน้อยเพื่อที่ท่านจะได้เข้าใจประวัติความเป็นมาของวัฒนธรรมของเขาได้ดียิ่งขึ้น
ตุรกีเป็นประเทศที่มีดินแดนอยู่ทั้งในทวีปยุโรปตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชีย โดยก่อนปี ค.ศ. 1922 ตุรกีมีชื่อว่า จักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งก่อตั้งโดยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ที่มีเชื้อสายชาวเติร์กในปี ค.ศ. 1453 ทั้งนี้จักรวรรดิออตโตมันได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยสุลต่านสุไลมานที่ได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางจนทิศตะวันตกของประเทศติดต่อกับดินแดนออสเตรีย ทิศตะวันออกจรดคาบสมุทรอาระเบีย ทิศเหนือจรดคาบสมุทรไครเมีย และทิศใต้จรดซูดานในทวีปแอฟริกาเหนือ
ในสมัยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 นี้เองที่มีการสร้างพระราชวังทอปกาปึที่งดงาม ราชวงศ์มีความมั่งคั่งมากโดยมีหลักฐานที่เห็นได้ชัดว่า ฉลองพระองค์ของสุลต่าน และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนทำด้วยทอง แก้วคริสตัล ประดับด้วยเพชรนิลจินดามากมาย หลังสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 สิ้นพระชนม์ลง จักรวรรดิออตโตมันก็เริ่มเสื่อมสลาย เพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างเช่น ความไร้ความสามารถในการบริหารปกครองของสุลต่านองค์ต่อๆ มา การแย่งชิงอำนาจกันเองภายในราชวงศ์ ตลอดจนการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของสุลต่านทำให้เงินในท้องพระคลังร่อยหรอ ในขณะที่ประชาชนต้องประสบความทุกข์ยาก เหตุต่างๆ เหล่านี้ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในสุลต่าน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเวลาต่อมา
พระราชวังโดลมาบาห์เชเป็นพระราชวังที่สร้างโดยสุลต่านอับดุลเมจิตในปี ค.ศ. 18431856 ซึ่งอยู่ปลายยุคจักรวรรดิออตโตมัน เนื่องจากสุลต่านอับดุลเมจิตชื่นชอบหลงใหลในศิลปะแบบยุโรปอย่างเต็มเปี่ยม จึงได้ทุ่มเทเงินทองมหาศาลประมาณพันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างและตกแต่งโดลมาบาห์เชที่ตั้งอยู่ริมฝั่งช่องแคบบอสฟอรัสด้วยศิลปะแบบบาโรก (Baroque) ร็อคโกโก (Rococo) และนีโอคลาสสิกเมื่อสมัยศตวรรษที่ 19 ผสมด้วยสถาปัตยกรรมแบบออตโตมัน
ในการสร้างโดลมาบาห์เชต้องใช้ทองคำไปหลายตัน นอกจากทองคำก็ยังมีภาพวาดฝาผนังฝีมือศิลปินชาวอิตาเลียนที่งดงามอยู่ใต้โดมและตามผนังห้อง ราวบันไดทำด้วยคริสตัล โคมไฟระย้า หรือแชนเดอเลียร์ ล้วนเป็นโคมไฟที่สวยวิจิตรเป็นคริสตัลโบฮีเมียนสไตล์เช็ก โดลมาบาห์เชเป็นพระราชวังที่เป็นแหล่งสะสมคริสตัลโบฮีเมียนและคริสตัลของบัคคารา (Baccarat crystal ชื่อแบรนด์ผู้ผลิตคริสตัลที่โด่งดังของโลก) ที่มากที่สุดของโลกก็ว่าได้ ตัวผู้เขียนเองก็ขอยอมรับว่า โดลมาบาห์เชนั้นงามวิจิตรอลังการมากกว่าพระราชวังในยุโรปหลายๆ แห่งที่เคยไปชมมา อย่างไรก็ตาม โดลมาบาห์เชก็มิได้ให้ความสุขสบายกับผู้อยู่อาศัยสมกับราคาของมันเลย เพราะการที่ประชาชนโกรธแค้นที่สุลต่านใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในขณะที่พวกเขาต้องลำบาก ทำให้มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก สามารถโค่นล้มระบบสุลต่าน และก่อตั้งตุรกีเป็นสาธารณรัฐได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1923 และได้ประกาศให้พระราชวังกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไป นี่คือข้อเตือนใจผู้นำประเทศทุกคนว่า อย่าหลงระเริงกับอำนาจวาสนาและเงินทอง จนลืมว่าหน้าที่ของผู้นำคือ ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน
ในฐานะที่เป็นคนไทย ผู้เขียนต้องขอบอกว่า พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ที่มีแปลงทดลองนาข้าว ฟาร์มโคนม และโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นสวยที่สุดในโลก เพราะว่าพระราชวังแห่งนี้ทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ!







