
เมื่อจีนต้องตระหนักกับภาพลักษณ์สีเขียว
กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนคืออีกหนึ่งมหานครที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรทั้งสิ้น 20 ล้านคน
กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนคืออีกหนึ่งมหานครที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรทั้งสิ้น 20 ล้านคน และประชากรแฝงอีกนับไม่ถ้วน ที่ต่างมุ่งหน้าเข้ามาแสวงหาโอกาสทองของชีวิต ในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการบัญชาการประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหามลพิษที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และปัญหาจราจร ที่ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญ คุกคามและบั่นทอนสุขภาพของชาวปักกิ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้จีนต้องตระหนักกับการสร้างภาพลักษณ์สีเขียวมากยิ่งขึ้น
มรดกตกทอดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสมัยเติ้งเสี่ยวผิง นอกจากจะทำให้จีนหลุดพ้นจากความยากจนและฟื้นฟูบ้านเมืองสำเร็จ ภายหลังการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่แสนวุ่นวายได้แล้ว ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะมลพิษในอากาศ ยังส่งผลกระทบมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน แม้จะล่วงเลยมาแล้ว 30 ปี ซึ่งนั่นทำให้จีนเรียนรู้ว่า การปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างเฟื่องฟู โดยไม่ตระหนักถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อาจเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นและการเพิ่มบทบาทของจีนในปัจจุบัน ที่กำลังต้องการการยอมรับจากประชาคมโลกมากขึ้น
ในโลกยุคปัจจุบัน การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม จำเป็นที่จะต้องรับฟังเสียงจากประชาชนและสังคมรอบข้าง ซึ่งมีแนวโน้มจะมีอิทธิพลเหนือธุรกิจมากขึ้น ดังนั้นความรับผิดชอบต่อสังคม คือสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญ นอกเหนือจากการมุ่งหวังผลกำไร ซึ่งประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศตัวอย่างของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น กลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญต่อระบบนิเวศรอบๆ สถานประกอบการ ด้วยการจัดทำป่านิเวศ “ระยองวนารมย์” ตามโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อเป็นแนวกำแพงธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดความกลมกลืนระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมนี่เอง คือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีนมากขึ้นทุกๆ วัน
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ในปีนี้จีนมีสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกน้อยลง หลังจากที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แต่สัดส่วนการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกิดจากภาคครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากขึ้น จึงคาดการณ์กันว่าผู้ผลิตสินค้า จะให้ความสำคัญและใส่ใจต่อผู้บริโภคในประเทศมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาจีนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นส่วนใหญ่ โดยนำเข้าวัตถุดิบจากออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และทวีปแอฟริกา แต่ปัญหาคือเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้านั้น โรงไฟฟ้าหลายแห่งในจีนยังคงใช้เทคโนโลยีล้าสมัย จึงเป็นหนึ่งในตัวการของการสร้างมลพิษทางอากาศให้กับปักกิ่งและอีกหลายเมืองใหญ่
เมื่อสังคมของจีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้าจึงขานรับกับนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับการนำเข้านวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ กล่าวคือ นำเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินน้อยลง แต่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น และใช้เทคโนโลยีที่สามารถกำจัดฝุ่นและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ปัจจุบันเราทราบกันดีว่าจีน กำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้า โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์ที่สามารถตีตลาดได้ทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์การหั่นราคาที่ถูกกว่า ต่อมาจีนพยายามพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลมไฟฟ้า ด้วยการขยับขยายจากการเป็นเพียงผู้ผลิตใบพัด สู่การเป็นผู้ผลิตกังหันลมผลิตไฟฟ้าแบบครบวงจร
ถึงแม้ว่าจีนจะมีทางเลือกในการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตไฟฟ้า แต่ภาคธุรกิจแสดงเจตจำนงไม่ต้องการ เพราะไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนสูงและไม่มีความเสถียร จึงเป็นที่มาที่ทำให้จีนสนใจการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ที่ ณ เวลานี้ใครๆ อาจจะถอยห่าง แต่จีนกลับเดินหน้าต่อไป เพราะเห็นถึงศักยภาพและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า จีนศึกษาข้อดีและข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มากน้อยขนาดไหน ซึ่งดูเหมือนว่าจีนจะต้องทำการบ้านเป็นอย่างหนัก เพราะมีบทเรียนให้เห็นมาแล้วอย่างกรณีของฟูกุชิมาในประเทศญี่ปุ่น จีนจึงคาดหวังว่า ในวันที่จีนกำลังจะเปลี่ยนตัวเองไปสู่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม เมื่อนั้นจีนจะสามารถทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์กลับมาเป็นที่ยอมรับได้ในอนาคต มากไปกว่านั้นยังเป็นการแสดงออกถึงการที่จีนตระหนักถึงภาพลักษณ์สีเขียวอีกด้วย







