
วิถีจิตวิถีธรรมในสติปัฏฐาน...ตามแนวอานาปานสติ(ตอน ๑๑)
เมื่อเราพร้อมแล้ว สมบูรณ์แล้ว เราก็ยกจิตขึ้นมาไว้ที่ลม กำหนดรู้ลงไปที่ลมหายใจคู่นี้ เมื่อลมหายใจเข้าเราก็รู้
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เมื่อเราพร้อมแล้ว สมบูรณ์แล้ว เราก็ยกจิตขึ้นมาไว้ที่ลม กำหนดรู้ลงไปที่ลมหายใจคู่นี้ เมื่อลมหายใจเข้าเราก็รู้ กำหนดรู้ว่านี่คือลมหายใจเข้า รู้ ลมหายใจออก รู้ ลมหายใจเข้า ในเบื้องต้นเป็นเช่นนั้น การกำหนดรู้ลงไปคือไม่ขาดตอน โดยแทนที่เราจะบริกรรมว่า... อานาปานะ อานาปานะ เราไม่ต้องบริกรรม เราใช้การกำหนดรู้ลงไปที่ลมคู่หายใจเข้า-ออก ว่า... ลมหายใจเข้า คือ ลมหายใจเข้า... ลมหายใจออก คือ ลมหายใจออก... รู้ว่านี่ลมหายใจออก รู้ว่านี้ลมหายใจเข้า... และในเบื้องต้นนี้ให้กำหนดรู้ว่า... ลมหายใจคู่นี้เข้ายาว-ออกยาว จะยาวแค่ไหนไม่ทราบ ก็แล้วแต่ลักษณะหายใจเข้าหายใจออกของแต่ละบุคคล
เข้ายาว-ออกยาว เบื้องต้นต้องเป็นเช่นนั้น เพราะอะไร... เพราะลำดับจิตที่ละเอียดขึ้น ลมหายใจคู่นี้ก็ค่อยๆ จะสั้นลง สั้นลง สั้นลง... เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ของลมคู่นี้ต่อไป จะต้องสั้นลง
ที่สั้นลงเพราะอะไร เพราะจิตมันประณีตละเอียด เบาลง จิตมันจะเบา มันนุ่มนวล มันเบา นิ่ง และสงบลง... ลมก็ค่อยๆ เบา นิ่ง สงบลงเหมือนกัน แสดงว่าอะไร... แสดงว่าลมคู่นี้คือตัวแทนลักษณะของจิต จึงมีความหมายว่า... ลมที่มันขับเคลื่อนเพราะจิตมันดำริ จิตดำริ ลมจึงขับเคลื่อน... ลมคู่หายใจเข้าออก จึงเป็นเครื่องแสดงความมีชีวิต ด้วยการยังเคลื่อนไหวเข้าออกไปมา...
เพราะฉะนั้น ในลมที่มันเคลื่อนตัวเพราะจิตมันดำริ ดังนั้น ลมคู่นี้จึงมีชีวิตชีวาเพราะมีจิตวิญญาณถือครอง การที่จิตวิญญาณไปถือครองในลมคู่นี้ ก็ดุจลมคู่นี้ ก็คือกายหรือรูปนี้ ที่ยาววาหนาคืบกว้างศอกอันมีจิตวิญญาณครอง ก็ความหมายอันเดียวกัน
จิตวิญญาณถือครอง ลมคู่นี้ถือครองรูปนี้ ลมคู่นี้จึงเป็นรูปหรือเป็นกาย กายของลม เป็นกายลมหรือรูปลม ดุจรูปกายที่ดำรงอยู่ด้วยมหาภูตรูป ๔ ที่เราเรียกว่ากายนี้ ที่มีแขน มีขา มีศีรษะ... ลมคู่นี้ก็เป็นรูปหรือเป็นกายเช่นเดียวกัน เมื่อจิตวิญญาณไปถือครอง คือ จิตวิญญาณไปถือครองสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นรูป และจิตที่ถือครองนั้นก็เป็นนาม และเมื่อลมคู่นี้เป็นที่อยู่ของจิตได้ ลมคู่นี้ก็คือรูปกายนั่นเอง
ดังนั้น การถือลมคู่นี้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นธรรมชาติที่แสดงให้เห็นความมีชีวิตชีวาของกายนี้ เมื่อลมนี้ผ่านเข้าผ่านออก ก็ยังให้กายนี้มีชีวิตชีวาเกิดขึ้น เพราะกายลมนี้มันแผ่ซ่านไปในกายรูปที่เป็นมหาภูตรูป ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้นเคลื่อนไหวสร้างความสมดุลเกิดขึ้น คือความยังมีอยู่ของรูปหรือกายนี้
เพราะฉะนั้นตัวแทนของรูปกายที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือลมคู่นี้ ลมคู่นี้มีอยู่ รูปกายนี้ก็ยังดำรงอยู่ มีความสืบเนื่องอยู่ ที่เรียกว่ามีชีวิตอยู่ แต่สัญญาณความมีชีวิตนี้มันอยู่ที่ลมคู่นี้ต่างหาก... เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่ลมคู่นี้สลายไป รูปกายนี้ก็ต้องถูกทอดทิ้งไป ดุจจอมปลวก ดุจตอไม้ ที่ทิ้งไว้อย่างไม่มีจิตวิญญาณใดๆ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







