
สัมมนาพาสำเร็จ (?)
โดย...โจนาธาน
โดย...โจนาธาน
และแล้วการสัมมนาประจำปีก็จบลง อย่างสมบูรณ์มั้ย? อยู่ที่แง่มุมมองของคน การสัมมนาจะมีความสมบูรณ์หากผู้ร่วมสัมมนากลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไป บางออฟฟิศอาจมีวัฒนธรรมการสัมมนาที่เน้นแลกเปลี่ยนทัศนคติแบบเคร่งครัด บรรยากาศขึงขัง เอาจริงเอาจัง ขณะที่บางออฟฟิศก็อาจทำให้การสัมมนาแลดูผ่อนคลาย ด้วยการใช้กีฬาและความบันเทิงเป็นจุดขาย อีกหลายออฟฟิศกลับค่อนข้างเผด็จการ เมื่อผู้บริหารพูดพร่ำแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่เกี่ยวก้อยลูกน้องให้มาร่วมแสดงความคิดเห็น แต่ถึงจะยังไง ท้ายที่สุดจุดมุ่งหมายของการสัมมนาก็เพื่อนำพาออฟฟิศไปสู่ความสำเร็จดังที่ตั้งธงไว้
รู้จักฉันรู้จักเธอ
เพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” คงใช้ไม่ได้หรอกกับการสัมมนา เพราะการสัมมนาคำว่า ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ จะแปรเปลี่ยนเป็น ฉันรู้จักเธอ เธอรู้จักฉัน (แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็เถอะ) ร้อยวันพันปีเธอกับฉันไม่เคยปริปากพูดกัน (ทั้งๆ ที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้กันแค่คืบ) แต่การสัมมนานี่แหละ ที่จะทำให้ใครหลายคนหันมายิ้ม หันมาคุยมากขึ้น กำแพงหนาที่ถูกกั้นไว้จะถูกทำลายลงจาก “คนแปลกหน้า” สู่ “คนคุ้นชิน” มีให้เห็นตำตาก็หลายราย ที่ได้เพื่อนซี้หรือน้องรักจากการสัมมนา ตราบเมื่อทุกคนรู้จักกัน ฉันรู้จักเธอ เธอกล้าคุยกับฉัน อะไรๆ ที่ดูเข้าถึงยาก อะไรๆ ที่ดูหมางเมิน ก็จะกลับกลายเป็นเรื่องตรงข้าม มันดีต่อการทำงานแน่นอน ยิ่งเฉพาะความร่วมมือร่วมใจจากหลายฝ่าย หลายแผนก ที่ก่อนหน้าอาจจะเป็นไปในทำนองต่างคนต่างทำ แต่พอมีพลังแห่งมิตรภาพ มันก็จะช่วยให้เกิดความสามัคคี ครานี้ละ ความสำเร็จที่รออยู่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ไกลเกินความจริง
เข้าถึงตัวเองเข้าใจออฟฟิศ
มันส์! เมา! การสัมมนาไม่ได้จัดขึ้นเพื่อมันส์และเมาท่านั้น มันส์ได้ เมาได้ แต่ขอให้มันส์และเมาอย่างสติ สติมี ปัญญาเกิด คำนี้ยังใช้ได้ทุกสถานการณ์ ก่อนจะมันส์และเมา ตัวผู้สัมมนาเองก็อย่าลืมที่จะต้องหันมาทบทวนสำรวจตรวจแถวตัวเองสักหน่อย ตลอดปีที่ผ่านมาตัวเองทำงานเป็นยังไง เต็มที่กับหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบหรือเปล่า ฝีมือและความสามารถรุดหน้า หรือว่ายังย่ำอยู่กับที่ มันใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้บริหารวาดฝันไว้มั้ย
ระหว่างนั่งฟังผู้บริหารสาธยายทิศทางและโปรเจกต์ใหม่ออฟฟิศ ลองให้คะแนนการทำงานตัวเอง (เล่นๆ) ก็ได้ สิ่งไหนคือจุดที่ตัวเองบกพร่อง อะไรคือสิ่งที่ตัวเองขาดหาย กลับจากสัมมนาจะได้เติมใส่ให้เต็ม ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อตัวเองและเพื่อออฟฟิศ ถ้าคุณเข้าถึงตัวเอง (แบบไม่หลอกตัวเองนะ) คุณก็พอจะมองออกว่าความสำเร็จของออฟฟิศไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือทุกคนต้องร่วมประสานพลังนั่นต่างหาก
Ask the Expert
Q. ที่สำนักงานของผมมีเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิง และผู้ชายดอกไม้เป็นจำนวนมาก มีผู้ชายแท้ๆ อยู่เพียง 23 คน เรียกว่าเป็นพลเมืองส่วนน้อยจริงๆ บ่อยครั้งที่รู้สึกอึดอัดและปรับตัวลำบาก เราจะวางตัวกับเพื่อนร่วมงานอย่างไรดี ให้บรรยากาศการทำงานดูสบายๆ ขึ้นครับ?
A. จักรพันธ์ จันทรัศมี Consulting Partner บริษัท ออคิด สลิงชอท ให้ข้อแนะนำว่า ความรู้สึกอึดอัดเกิดขึ้นเพราะตัวเรากับเพื่อนร่วมงานมีระยะห่างระหว่างบุคคลมากเกินไป อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้ชาย เขาเหล่านั้นเป็นผู้หญิงทั้งแท้และไม่แท้ จึงเกิดมีกำแพงขวางกั้นโดยไม่ตั้งใจ ความแตกต่างทั้งความคิด ความเชื่อ รสนิยม รวมถึงรูปแบบในการสื่อสาร ทำให้ความสนิทสนมเกิดขึ้นยาก แต่สุดท้ายก็ต้องเจอหน้ากัน มีกิจกรรมร่วมกันในที่ทำงาน ดังนั้นต้องเริ่มที่ตัวเรา
โดยกระชับระยะห่างให้แคบลง แต่ไม่ต้องแคบมาก เดี๋ยวจะอึดอัดหนักไปกว่าเดิม คุณต้องเข้าใจ เคารพ ให้เกียรติ ยอมรับ และหัดมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเพื่อนร่วมงานทุกเพศทุกวัย เช่น ถ้าเขาเข้ามาทักทาย ก็ควรทักทายตอบ โดยแสดงออกให้เขารับรู้ด้วยคำพูด สีหน้า และท่าทาง ไม่ใช่ทักทายในใจแล้วก้มหน้าก้มตาเดินจากไปเฉยๆ และคุณก็ควรเป็นฝ่ายเริ่มทักทาย ถามไถ่ หรือหาประเด็นเบาๆ คุยกับเขาเหล่านั้นก่อนบ้าง เพื่อแสดงว่าคุณเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าคุณไม่ได้รังเกียจพวกเขา ทำแบบนี้บ่อยๆ โดยตั้งเป้าว่าจะทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานทุกๆ วัน สักพักระยะห่างจะแคบลง ความอึดอัดก็เปลี่ยนเป็นความไว้ใจ และความรู้สึกเป็นทีมเดียวกันจะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการทำงานไม่วังเวงเหมือนแต่ก่อน
He Said/She Said
ก้องพนักงานบริษัท
“ผู้หญิงในสเปกผมไม่มีครับ (หัวเราะ) ผมชอบผู้หญิงที่สวย ไม่ใช่สวยที่หน้าตานะครับ แต่สวยที่ใจ เป็นผู้หญิงมองโลกแง่ดี ยิ้มเก่ง อารมณ์ดี แค่นี้ก็พอแล้วครับ”
เจนนี่พนักงานบริษัท
“ชอบหนุ่มๆ ที่มีพลัง พลังในการพูด พลังในการใช้ชีวิต ทำอะไรแล้วแอ็กทีฟ ไม่ชอบผู้ชายนิ่งๆ เราเดาใจเขาไม่ค่อยถูก ชอบแบบทำอะไรแล้วมีจุดมุ่งหมาย”
Quote
“คุณไม่มีวันจะเสียเวลาในการทำอะไรในชีวิตเลย หากคุณสามารถนำประสบการณ์มาใช้ได้อย่างชาญฉลาด”
ออกุสต์ โรแด็ง ประติมากรชั้นนำของโลก







