posttoday
เวียดนามกับการรักษาเรตติ้ง

เวียดนามกับการรักษาเรตติ้ง

24 สิงหาคม 2556

ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง รวมไปถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึง แล้วใครคือ คู่แข่งของประเทศไทย

ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง รวมไปถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึง แล้วใครคือ คู่แข่งของประเทศไทย เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนจะนึกถึงประเทศเวียดนามเป็นอันดับต้นๆ

เวียดนามคือ ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นลำดับต้นๆ ของกลุ่มสมาชิกอาเซียน เพราะมีปัจจัยต่างๆ สนับสนุน เช่น ค่าจ้างแรงงานต่ำเป็นอันดับ 2 รองจากกัมพูชา มีอัตราการบริโภคภายในประเทศสูง มีทรัพยากรน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน มีแนวชายฝั่งเพื่อการประมงถึง 3,000 กิโลเมตร และที่สำคัญคือ การมีเสถียรภาพทางการเมือง อันเนื่องมาจากปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม

ประเทศเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2538 ถึงแม้ว่าจะขัดกับหนึ่งในจุดประสงค์ของการก่อตั้งอาเซียน นั่นก็คือการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ตามที แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามเข้าร่วม นั่นก็คือ ยุทธศาสตร์ทางด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งชาติสมาชิกต่างก็เห็นพ้อง และเห็นถึงศักยภาพที่เวียดนามมีนั้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนให้มากขึ้น

หากย้อนกลับไปในอดีต ผลเสียหายจากสงครามอันยาวนาน รวมถึงความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคคอมมิวนิสต์ ระหว่างกลุ่มแนวคิดใหม่และกลุ่มอนุรักษนิยม ทำให้การฟื้นฟูประเทศเวียดนามเป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งในที่สุดการปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 2529 หรือที่เรารู้จักชื่อกันดี คือ “การปฏิรูปโด่ยเหมย” ได้ทำให้เวียดนามเปิดประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีและใช้ระบบกลไกการตลาดมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนมีบทบาท รวมถึงการปรับแก้ตัวบทกฎหมายให้มีความเป็นสากล เพื่อสนับสนุนนักลงทุนจากต่างชาติ แต่ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบการปกครองแบบสังคมนิยม ซึ่งจากข้อมูลทางเศรษฐกิจก็ชี้ให้เห็นว่า ผลจากการปฏิรูปโด่ยเหมย ทำให้เวียดนามเปลี่ยนสถานะจากประเทศยากจน มาเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะในปี 25432552 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 78 ทุกๆ ปี ซึ่งด้วยความที่เวียดนามปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์เพียงพรรคเดียวนั้น ทำให้นโยบายโด่ยเหมยได้รับการพัฒนาและสานต่อ ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ดังนั้นในวันนี้ไม่แปลกถ้าเราจะเห็นจุดเด่นหลักๆ ของประเทศเวียดนาม นั่นก็คือจุดเด่นทางด้านเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตได้ เพราะเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ และประชากรมากถึง 92 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 70 ล้านคน เป็นประชากรวัยแรงงาน ที่มีค่าแรงต่ำเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน หากวิเคราะห์จากจำนวนประชากรแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ รวมไปถึงทักษะในการทำงาน พบว่าแรงงานจากประเทศเวียดนามสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้มากที่สุด ความยากลำบากในช่วงสงครามยังหล่อหลอมให้ชาวเวียดนามอดทนต่อความยากลำบาก ขยันขันแข็งและสู้งาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนเลือกเข้ามาตั้งโรงงานในเวียดนาม

ประเทศเวียดนามใช้ความพยายามมากกว่า 11 ปี ในการแก้ไขกฎระเบียบด้านการค้าการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสากล ได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกลำดับที่ 150 เวียดนามสามารถขยายฐานการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น การเข้าเป็นสมาชิก WTO ยังกระตุ้นภาคการผลิตสินค้า ให้หันมาใส่ใจผู้บริโภคภายในประเทศมากขึ้น สะท้อนจากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เวียดนามมีห้างค้าปลีกเกิดขึ้นใหม่ถึงร้อยละ 20 ห้างสรรพสินค้าถึงร้อยละ 72 และร้านสะดวกซื้ออีกนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นผลมาจากผู้บริโภคชาวเวียดนามมีความมั่นใจในสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยของคุณภาพ ราคา และการเข้าถึงรสนิยมของชาวเวียดนาม ที่ปัจจุบันมีประชากรมากถึง 92 ล้านคน แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก BOI หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ระบุว่า อุปสรรคในการลงทุนเวียดนาม คือ ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับยังขาดความเป็นสากล การขาดแคลนผู้บริหารระดับกลางและแรงงานมีฝีมือ ต้นทุนที่ดินและค่าเช่าสำนักงานมีราคาสูง และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ยังไม่พร้อมและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้า ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจเวียดนาม

ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ยาวถึง 1,650 กิโลเมตร การวางระบบไฟฟ้าในประเทศเวียดนามให้ทั่วถึงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เวียดนามยังต้องซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านอย่างมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เวียดนามมีแผนในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหิน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19 เป็นร้อยละ 34 ให้ได้ภายในปี 2563 แม้ว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองในประเทศอยู่มาก แต่รัฐบาลก็สงวนไว้เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว และส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การผลิตไฟฟ้าในประเทศก็ยังไม่เพียงพอ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเวียดนามตัดสินใจก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ในปัจจุบันก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ จากทั้งหมด 8 โครงการ โดยใช้เทคโนโลยีจากรัสเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยโรงไฟฟ้าแรกน่าจะเปิดดำเนินการได้อีก 7 ปี

ถึงแม้จะมีการประท้วงหรือการต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวียดนามทั้งจากในประเทศและนานาประเทศ แต่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ไม่อยากจะกลับไปลิ้มรสความลำบาก อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ จึงกลายมาเป็นความหวังของเวียดนามในวันนี้

ปัจจุบันเวียดนามได้กลายเป็นประเทศแรกในอาเซียน ที่มีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันหลายประเทศที่กำลังเติบโตและพัฒนาไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด เช่น มาเลเซีย ก็กำลังวางแผนและพิจารณาความเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บทางเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือคู่แข่งสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย หากย้อนกลับมาดูประเทศไทยในวันนี้ แผนรองรับทางด้านพลังงานไฟฟ้าในอนาคตของเราหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นคือสิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันรีบหาคำตอบ และมีส่วนร่วมกันกำหนดทิศทางอย่างมีสติและมีเหตุผล เพื่อวันข้างหน้าเราจะไม่ขาดแคลนไฟฟ้า และไฟฟ้าจะเป็นกำลังสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยก้าวไกลสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและประชาคมโลก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน