posttoday
ตลาดลูกหนังโลกสะพัด...ยุคสงครามเงินตรา

ตลาดลูกหนังโลกสะพัด...ยุคสงครามเงินตรา

04 สิงหาคม 2556

ใกล้ได้ข้อสรุปไปทุกที สำหรับดีลซูเปอร์อภิมหาแพงในรายของ แกเร็ธ เบล แนวรุกพรสวรรค์ของสเปอร์ส ที่กำลังจะก้าวขึ้นบัลลังก์นักเตะ

โดย...มิวโกโตะ

ใกล้ได้ข้อสรุปไปทุกที สำหรับดีลซูเปอร์อภิมหาแพงในรายของ แกเร็ธ เบล แนวรุกพรสวรรค์ของสเปอร์ส ที่กำลังจะก้าวขึ้นบัลลังก์นักเตะที่แพงที่สุดในโลก หลัง “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ยอมทุบคลังถึง 105 ล้านปอนด์ (ราว 5,050 ล้านบาท) ให้ไก่เดือยทองพิจารณาปล่อยตัวดาวเตะเลือดเวลส์ออกจากถิ่นไวต์ฮาร์ตเลน โดยจะจ่ายเป็นเงินสดจำนวน 85 ล้านปอนด์ ที่เหลือจะเป็นมูลค่าของนักเตะที่พ่วงแถม ซึ่งมีรายงานมาว่าเหลือเพียงขั้นตอนตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับนักเตะเท่านั้น

หลังอ่านข่าวนี้ก็แอบรู้สึกทันทีว่ามูลค่าตลาดซื้อขายนักเตะในปัจจุบันนั้นแพงเว่อร์ไป แล้วอะไรล่ะคือสาเหตุที่ทำตัวเลขกระฉูดขึ้นขนาดนั้น??? พร้อมคำถามคลาสสิกว่าคุ้มหรือไม่คุ้มกับดีลอลังการเหล่านี้???

ของเล่นชิ้นใหม่มหาเศรษฐี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ตลาดลูกหนังปั่นป่วน คือ การเข้ามาของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลาย และบุคคลที่เปิดซิงวิธีนี้คงหนีไม่พ้น โรมัน อับราโมวิช เจ้าสัวน้ำมันชาวรัสเซีย ที่เข้ามาเทกโอเวอร์เชลซีไปเมื่อปี 2003 พร้อมริเริ่มโมเดลความสำเร็จทางลัด ด้วยนโยบายอัดงบแหลก ดึงทั้งกุนซือทั้งนักเตะรวมๆ เกือบ 200 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ฤดูกาลแรก แต่สุดท้ายกลับได้ผลทันตาเห็น โดย โจเซ มูรินโญ กุนซือชาวโปรตุกีส สามารถพาสิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ

จากนั้นเป็นต้นมาแก๊งเศรษฐีก็ทยอยพาเหรดเข้ามาในวงการลูกหนัง โดยส่วนใหญ่จะเน้นเทกโอเวอร์ทีมกลางตารางและอัดงบอย่างบ้าคลั่งเข้าไป วิธีการที่ทำให้ตลาดลูกหนังแพงเกินจริง น่าจะเริ่มต้นจากจุดนี้ เมื่อเจ้าของทีมคนใหม่ใช้นโยบายเงินฟาดหัว บรรดานักเตะฝีเท้าเลิศในยุคหลังจะถูกเบิ้ลค่าตัวเป็น 34 เท่าทันที หากเป็นที่ถูกใจทีมเงินหนาเหล่านั้น

เมื่อประกอบทีมด้วยเม็ดเงินสำเร็จ ทีมกลางตารางเหล่านั้นก็สามารถขยับขึ้นมาอยู่หัวแถวได้ทันที และแม้บางสโมสรจะได้แชมป์แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาประคองการเงินให้กลับมาบวกได้

เนื่องจากการช็อปนักเตะรวมถึงจ่ายค่าเหนื่อยเกินจริงไปมาก ยกตัวอย่างตลาดซัมเมอร์นี้ถ้าไม่นับเบล ก็มีนักเตะย้ายทีมเรต 50 ล้านปอนด์ ไปแล้วถึง 2 คนได้แก่ ฟัลเกา ที่ย้ายมาโมนาโก สนนราคา 51.3 ล้านปอนด์ (ราว 2,565 ล้านบาท) และ เอดิสัน คาวานี ย้ายสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ถึง 55 ล้านปอนด์ (ราว 2,750 ล้านบาท) หรืออย่าง เชส ฟาเบรกาส (บาร์เซโลนา) เวย์น รูนีย์ (แมนฯ ยูไนเต็ด) และหลุยส์ ซัวเรซ (ลิเวอร์พูล) 3 สตาร์ที่กำลังตกเป็นข่าวก็อาจมีค่าตัวมหาศาลเช่นกันหากได้ไปสโมสรใหม่

ราชันเผชิญความเสี่ยง

กรณีของเรอัล มาดริด นั้นแตกต่างกับทีมเศรษฐีใหม่ที่กล่าวมาโดยสิ้นเชิง เนื่องจากสโมสรแห่งนี้มีวิธีมีการตลาดที่แข็งแกร่งและแอบสร้างแบรนด์อย่างแยบยล ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์บวกกับปลูกฝังความเชื่อว่าที่นี่คือสถานที่รวบรวมซุป’ตาร์ จนนักเตะทุกคนซึมซับไปเองว่ายอดทีมจากเมืองหลวงสเปนคือทีมในฝันของพวกเขา ซึ่งหลายต่อหลายครั้งที่แข้งดังยอมสละความภักดีต่อต้นสังกัดเดิม เพียงเพราะถูกราชันชุดขาวยื่นข้อเสนอเข้ามา

จริงอยู่สถิติค่าตัวแพงระดับโลก 4 ครั้งหลังสุดล้วนมาจากถิ่นซานติอาโก เบอร์นาบิว แต่รายชื่ออย่าง หลุยส์ ฟิโก, ซีเนอดีน ซีดาน, กาก้า และ คริสเตียโน โรนัลโด กลับไม่มีใครกังขากับสถิติโลก นั่นเพราะทั้งหมดที่กล่าวมาขึ้นทำเนียบจตุรเทพหมดแล้ว บางครั้งตัวเลขมหาศาลสามารถคืนทุนจากลิขสิทธิ์ค่าเสื้อภายเพียงฤดูกาลเดียวด้วยซ้ำ ทว่าอาจจะไม่ใช่กรณีของเบล

เว็บไซต์โกลยังคงกังขาถึงความเป็นซูเปอร์สตาร์ของว่าที่นักเตะที่แพงสุดในโลก จึงได้สำรวจความคิดเห็นผู้อ่านเกี่ยวกับค่าตัวของเบล ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ 26.7% มองว่า นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก มีค่าตัวไม่ถึง 50 ล้านปอนด์ ตามด้วย 21.5% เห็นว่ามีมูลค่า 50 ล้านปอนด์ และ 19.7% ให้ 60 ล้านปอนด์ ขณะที่ 9.8% ซึ่งมาเป็นอันดับ 4 ถึงเห็นว่ามีค่ามากกว่า 100 ล้านปอนด์ ส่วนที่เหลือ 8.7% ให้ 70 ล้านปอนด์ 7.9% ให้ 80 ล้านปอนด์ และ 5.8% ให้ 90 ล้านปอนด์

ขณะที่ เซร์คิโอ รามอส รองกัปตันถิ่นเบอร์นาบิวเองยังมองว่าค่าตัวของสตาร์ทีมชาติเวลส์วัย 24 ปี สูงเกินไป แม้ส่วนตัวจะชื่นชอบทักษะและความเร็ว จนยกให้เป็นแข้งหมายเลข 1 ของพรีเมียร์ลีกก็ตาม

“ปัจจุบันค่าตัวนักเตะมักจะถูกตัดสินโดยการตลาด สำหรับผมแล้วเขาไม่น่าจะมีค่าตัวแพงมากมายอะไร แต่มันก็เป็นเรื่องดีที่จะมีนักเตะเก่งๆ อยู่ในทีม อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วท่านประธาน (ฟลอเรนติโน เปเรซ) และอันเชล็อตติ จะช่วยตัดสินกันเองว่า เขาสมควรย้ายมาที่นี่หรือเปล่า” รามอส เผย

เชื่อว่าราชันชุดขาวเองคงรับรู้แรงเสียดทานและพร้อมเผชิญความเสี่ยงนี้เป็นอย่างดี

เกมลูกหนังเกมธุรกิจ

ต้องยอมรับว่าโลกฟุตบอลปัจจุบันถูกกลืนเข้ากับโลกธุรกิจไปโดยปริยาย นักเตะทุกคนมีหน้าที่ล่าโทรฟี่มาประดับแชมป์ ขณะที่เจ้าของทีมก็มีหน้าที่ทำกำไรจากสโมสร ซึ่งส่วนใหญ่จำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ถ้าบิ๊กบอสคนใดบ้าบอลก็จะยอมทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ เช่น บิล เคนไรท์ เจ้าของทีมเอฟเวอร์ตัน ที่พยายามยกระดับสโมสรมาโดยตลอดทั้งที่สภาพคล่องไม่ได้สูงนัก

ส่วนเถ้าแก่ที่หัวการค้าก็จะเน้นโกยทรัพย์เข้าสโมสร ตัวอย่างชัดๆ เห็นจะเป็นอาร์เซนอล ที่แม้จะร้างแชมป์มากว่า 7 ปี แต่ตัวเลขทางการเงินกลับกำไรกระฉูด หรืออย่าง เดเนียล เลวี ผู้บริหารใหญ่สเปอร์ส ที่ขึ้นชื่อเรื่องโก่งค่าตัวอยู่แล้ว โดยก่อนที่จะรับข้อเสนอกล่า 5,000 ล้านบาทครั้งนี้ บิ๊กบอสจอมหน้าเลือดเคยปล่อย ไมเคิล คาร์ริก, ดิมิทรา เบอร์บาตอฟ และ ลูกา โมดริช ได้รวมถึง 4,000 ล้านบาท

ไม่เพียงแต่เจ้าของทีมเท่านั้น อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ทำให้นักเตะค่าตัวทะยานฟ้า น่าจะเป็นมาจากผลประโยชน์จากเอเยนต์ส่วนตัวนักเตะ ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดบริษัทกันเป็นล่ำเป็นสัน โดยวิธีคลาสสิกที่ใช้ได้ผลตลอด คือ การปั่นข่าว พร้อมกับเจรจาหลายๆ ทีม เพื่อตามหาตัวเลขค่าคอมมิชชันอันสูงสุด


อำนาจเงินตราบ่อนทำลายกฎ

อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือจอมทำกำไรแห่งทีมอาร์เซนอล ส่งสัญญาณไปยังยูฟ่าให้จับตามองการย้ายทีมของปีเลือดเวลส์ให้ดี เพราะถ้าเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการเมื่อใด นั่นเปรียบเสมือนการเยาะเย้ยกฎแฟร์เพลย์การเงินที่ยูฟ่าพยายามรณรงค์ให้ความสูสีในโลกลูกหนังยังคงอยู่

“มันน่าประหลาดใจนะ ยูฟ่าพยายามให้กฎแฟร์เพลย์การเงินเข้ามามีบทบาท เพื่อให้โลกฟุตบอลคงเสน่ห์ไว้ แต่พวกเขา (มาดริด) กำลังท้าทายสิ่งเหล่านั้น ผมคิดว่าเบลมีผลงานยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีมาได้ในหลายสาขา มันไม่ใช่เรื่องดีที่พรีเมียร์ลีกจะเสียนักเตะคนสำคัญไป” นายใหญ่ถิ่นเอมิเรตส์ กล่าว

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของเวนเกอร์ และขอเรียกระบบนี้ว่า ฟุตบอลแบบทุนนิยม ซึ่งหากปล่อยให้เรื้อรังและไม่ได้รับการแก้ไข อีกหน่อยแฟนบอลก็คงจะเห็นทีมที่ลุ้นความสำเร็จอยู่แค่ไม่กี่ทีม ส่วนทีมเล็กถ้าไม่ถูกผู้ใหญ่ใจดีอุปถัมภ์คงลืมตาอ้าปากกันลำบากน่าดู

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน