
อิ่มท้องสมองรู้
การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก นอกเหนือจากวิถีชีวิตของผู้คนและศิลปวัฒนธรรมจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจแล้ว เรื่องอาหารเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจ
การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก นอกเหนือจากวิถีชีวิตของผู้คนและศิลปวัฒนธรรมจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจแล้ว เรื่องอาหารเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของโลก 360 องศา ซึ่งอาหารไม่เพียงแค่ทำให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่เรายังค้นพบอีกว่าการรับประทานอาหารของแต่ละประเทศ ล้วนมีเรื่องราวและปรัชญาซ่อนเร้นอยู่มากมายให้ได้ลองค้นหา
อาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สามารถบ่งบอกเอกลักษณ์ประจำชาติได้เป็นอย่างดี เพราะการเลือกใช้วัตถุดิบ การคัดสรรรสชาติ รวมไปถึงวิธีการจัดวาง ล้วนเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนในสมัยก่อน ที่ได้ถ่ายทอดและถูกปรับปรุงพัฒนาโดยคนรุ่นต่อๆ มา จนเกิดเป็นอาหารที่มีรสชาติและรูปลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมอาหาร สามารถเดินทางไปได้ไกลนับพันๆ ไมล์ ผ่านเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล รวมไปถึงการเผยแพร่ของชาติอาณานิคม ดังเช่นเรื่องราวของวัฒนธรรมการดื่มชา
วัฒนธรรมการดื่มชาเราสามารถพบเห็นได้ตั้งแต่ดินแดนตะวันตกอย่างประเทศอังกฤษไปจนถึงดินแดนตะวันออกสุดอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต่างก็มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมในการดื่มชาที่แตกต่างกันไป จากประสบการณ์การเดินทางของโลก 360 องศาที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปเรียนรู้วัฒนธรรมการดื่มชามากมายหลายแห่ง แต่ที่จะขอนำมาบอกเล่านั้นคือวัฒนธรรมการดื่มชาในอาหรับ ญี่ปุ่น และพม่า
วัฒนธรรมการดื่มชาในอาหรับ สำหรับเราหมายถึงเครื่องดื่มในการสร้างมิตรภาพ เพราะไม่ว่าเราจะไปในประเทศใดก็ตามที่อยู่ในดินแดนอาหรับ การเดินในตลาดหรือไปตามชุมชนต่างๆ เราจะได้รับการเชื้อเชิญจากผู้คนให้แวะดื่มชาอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับผู้คนแล้ว เรายังได้รับข้อมูลและคำแนะนำต่างๆ มากมายที่ไม่มีอยู่ในตำราหรืออินเทอร์เน็ต มากไปกว่านั้นยังทำให้เรารู้อีกว่าวัฒนธรรมการดื่มชายังเป็นการบ่งบอกถึงบารมีและอำนาจได้อีกด้วย ดังเช่นการเดินทางในประเทศโอมานและคูเวต ที่นั่นเราได้รับเชิญจากเศรษฐีหลายรายให้ไปร่วมดื่มน้ำชาที่บ้าน ซึ่งคนท้องถิ่นได้ให้ข้อมูลกับเราว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าใครมีบารมีและอำนาจมากน้อยขนาดไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่มาดื่มชา ส่วนวัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศญี่ปุ่น คือการดื่มด่ำไปกับรสชาติที่มาจากธรรมชาติ ผ่านประสาทการรับรู้ของร่างกาย การไปญี่ปุ่นในครั้งนั้น เราได้มีโอกาสเรียนรู้พิธีชงชาโบราณ ซึ่งมีขั้นตอนปฏิบัติไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่เน้นความสุนทรีย ตั้งแต่การชง การดมกลิ่น การชิม และการชื่นชมความสวยงามของถ้วยชา อันมีแบบแผนมาจากแนวคิดของศาสนาพุทธนิกายเซน ที่เน้นหลักปฏิบัติในการเคารพและเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ส่วนวัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเราอย่างพม่า ก็มีความน่าสนใจในเชิงของการศึกษาสังคมพม่า ด้วยการใช้ร้านน้ำชาเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลและเรียนรู้ความเป็นไปในสังคมพม่า เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าในอดีตพม่าเป็นสังคมปิดกั้นการสื่อสาร ร้านน้ำชาจึงกลายเป็นสถานที่ในการพบปะและพูดคุยเรื่องเหตุบ้านการเมืองต่างๆ คล้ายๆ กับสภากาแฟในบ้านเรา ถึงแม้ว่าในวันนี้พม่าจะเปิดประเทศแล้วก็ตาม แต่การไปนั่งร้านน้ำชาเพื่อพบปะพูดคุยกับผู้คน ย่อมทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวหรือสถานที่แปลกๆ ไม่มากก็น้อย
การเดินทางไปในประเทศต่างๆ แล้วได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีผู้คน ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าวัฒนธรรมอาหารการกินที่ต่างกันนั้น ล้วนมาจากวัตถุดิบ วิธีการปรุง และความเชื่อที่แตกต่างกันไปของผู้คนแต่ละประเทศ ซึ่งนั่นทำให้เราได้มีโอกาสลองลิ้มชิมอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ดังเช่นประสบการณ์ในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อครั้งที่เราเดินทางไปยังเมืองท่าที่ชื่อว่า ทังจิน ที่นั่นเราได้มีโอกาสลองเมนูอาหารจานแปลกที่มีชื่อว่า “นักจี” หรือหนวดปลาหมึกดิบ ซึ่งมีวิธีการรับประทานที่ดูแล้วอาจจะน่ากลัว คือการตัดหนวดปลาหมึกเป็นๆ ยังขยับไปมาได้ให้เป็นชิ้นพอดีคำ จากนั้นราดด้วยน้ำมันงาเพื่อให้ลื่นและเป็นอุปสรรคต่อการดูดของปุ่มดูดบนหนวดปลาหมึก แต่อย่างไรก็ตามชาวเกาหลีท้องถิ่นแนะนำให้เราเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหนวดปลาหมึกดูดขณะกลืนลงคอ ที่มาที่ไปของอาหารดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับค่านิยมของชาวเกาหลีที่เชื่อว่า อาหารทะเลบางชนิดจะให้อร่อยต้องสดๆ และต้องทานดิบๆ คล้ายกับการรับประทานซูชิปลาดิบของชาวญี่ปุ่น ซึ่งผู้คนในแถบนี้มีพื้นฐานความเชื่อในเรื่องการอยู่ร่วมและผสมกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่อาหารการกินของผู้คนในแถบนี้มักจะชอบรับประทานอาหารทะเลบางชนิดแบบดิบๆ
การเดินทางท่องเที่ยวในย่านแอฟริกา แน่นอนว่าการไปเที่ยวซาฟารีชมชีวิตสัตว์ป่าคือรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ประสบการณ์ของโลก 360 องศาในการทำซาฟารีในประเทศแอฟริกาใต้ยังคงอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม เพราะหลังจากการชมซาฟารีเสร็จแล้ว อาหารที่เจ้าภาพจัดเลี้ยงเราคืออาหารป่าจำพวกปิ้งอย่างบาร์บีคิว ประกอบไปด้วยเนื้อม้าลาย เนื้อหมูป่า เนื้อกวางอิมพาล่า รวมไปถึงเนื้อจระเข้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ที่เราไม่คุ้นเคย เพราะไม่นิยมนำมารับประทาน อย่างไรก็ตามในฐานะของนักเดินทางจะชื่นชอบในรสชาติหรือไม่นั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องลอง เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจในวัฒนธรรมอาหารการกินของประเทศนั้นๆ ได้ อย่างไรก็ตามสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ถูกจับมาจากป่า แต่เป็นสัตว์ที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การได้ลองลิ้มชิมรสชาติอาหารท้องถิ่นในแต่ละประเทศ คงอาจไม่เพียงพอแล้วในการที่จะทำความรู้จักกับอาหารการกินของผู้คนในประเทศต่างๆ เราจึงเกิดไอเดียในการเข้าครัวไปเรียนรู้การทำอาหารจากผู้คนในท้องถิ่น เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารการกิน ซึ่งหนึ่งในประสบการณ์การเข้าครัวทำอาหารที่เราประทับใจ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เราเดินทางไปยังประเทศเลบานอน โดยเราได้รับเชิญจากครอบครัวชาวเลบานอนคนหนึ่งให้ไปเรียนรู้การทำฮัมมูส หนึ่งในเมนูอาหารเลื่องชื่อของผู้คนในย่านนั้นกับแม่ของเขา เราได้มีโอกาสไปช่วยตั้งแต่การเตรียมส่วนผสม เครื่องปรุง ไปจนกระทั่งลงมือทำ ความประทับใจในครั้งนั้นไม่เพียงแค่รสชาติอาหารที่เอร็ดอร่อยและความเป็นกันเองแล้ว แต่สิ่งที่เราได้รับในครั้งนั้นคือเรื่องราวชีวิตในอีกมุมมองหนึ่งของชาวเลบานีสเกี่ยวกับประเทศของเขา
คำบอกเล่าต่างๆ ในระหว่างร่วมรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นช่วงชีวิตที่ต้องอพยพหนีสงครามไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส การกลับมาเริ่มต้นชีวิตอีกครั้งเมื่อสงครามสงบ และทัศนคติต่างๆ เกี่ยวกับประเทศ ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่าชาวเลบานีสมีความชาตินิยมสูงและรักสงบ นั่งคงเป็นเพราะพวกเขาได้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายของสงครามมาแล้ว เลยทำให้ชาวเลบานีสส่วนใหญ่ในวันนี้ ไม่มีใครปรารถนาที่จะกลับไปมีชีวิตเหมือนเช่นตอนเกิดสงครามอีกครั้ง ซึ่งนั่นทำให้เราหวนคิดถึงผู้คนในประเทศซีเรียที่เราได้มีโอกาสร่วมงานด้วยก่อนการเดินทางมายังประเทศเลบานอน เรื่องราวทั้งหมดนี้เราอาจจะไม่ได้รับรู้หากไม่ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้คนอย่างแน่นอน
สำหรับบางปลายทางเราได้มีโอกาสเข้าครัวไปเรียนรู้การทำอาหารจากเชฟมืออาชีพ ซึ่งก็ทำให้เราเห็นถึงความพยายามของคนรุ่นใหม่ในการยกระดับอาหารท้องถิ่นให้ก้าวสู่สากล ดังเช่นเรื่องราวในมาเก๊าที่เราได้มีโอกาสไปเรียนรู้การทำอาหารแมคคานีส อาหารที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างอาหารโปรตุกีสและอาหารมาเก๊า ที่นั่นเราได้พบกับเชฟเรย์ ซึ่งเป็นชาวมาเก๊าที่ไปเกิดและเติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยแรงบันดาลใจในการอยากจะทำให้อาหารแมคคานีสมีชื่อเสียง จึงยอมทิ้งโอกาสในการเป็นเชฟโรงแรม 5 ดาว เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์สอนทำอาหาร การกลับมาของเขาต้องเริ่มต้นเรียนภาษาจีนใหม่อีกครั้ง และลองผิดลองถูกในการพัฒนาอาหารแมคคานีสให้ถูกปากในระดับสากล นอกจากนั้นเขายังมีลูกศิษย์คนหนึ่งที่มาช่วยเราสอนทำอาหารหวาน คือ เจฟฟรี่ เด็กหนุ่มอนาคตไกลวัยยี่สิบต้นๆ เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่มีแรงบันดาลใจที่อยากจะทำให้อาหารแมคคานีสก้าวสู่ระดับสากล ด้วยการลงทุนเรียนภาษาอังกฤษสำหรับใช้ในการเข้าร่วมแข่งขันทำอาหารระดับนานาชาติ มากไปกว่านั้นเชฟเรย์บอกกับเราอีกว่า การที่มาเก๊าในปัจจุบันต้องการทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้ามาสร้างรายได้ให้กับผู้คนที่นี่มากกว่าธุรกิจบ่อนกาสิโน ปัจจัยที่จะทำให้มาเก๊าประสบความสำเร็จได้ คือการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร ซึ่งในปัจจุบันหากจะพูดถึงบุคลากรในธุรกิจท่องเที่ยว มีชาวฟิลิปปินส์เข้ามาทำงานที่นี่อยู่มาก เพราะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยม หากในอนาคตข้างหน้าชาวมาเก๊าสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีและมีความเข้าใจงานบริการในระดับสากล ก็ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ
การได้มีโอกาสไปเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารของแต่ละประเทศ ทำให้เราค้นพบอะไรต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่เพียงทำให้เราอิ่มท้องเท่านั้น แต่เรายังอิ่มความรู้และอิ่มประสบการณ์ ซึ่งจะอยู่คู่กับเราตลอดไป ดังนั้นหากใครได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปในรูปแบบของนักท่องเที่ยวอิสระ หรือ FIT (Free Independent Tourist) ก็ลองหยิบยกจากประสบการณ์การเดินทางของเราไปประยุกต์ ถ้าหากมีประสบการณ์สนุกๆ ที่อยากจะแบ่งปันก็สามารถมาร่วมแชร์ได้ที่เฟซบุ๊กของโลก 360 องศา หากอยากชมรายการย้อนหลังก็ไปที่ www.plat360.com และอย่าลืมติดตามคอลัมน์โลก 360 องศา ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ได้ทุกสัปดาห์ รับรองได้ว่าจะไม่พลาดเรื่องราวต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกที่เราคัดสรรมาให้ทุกสัปดาห์







