
In My Bag
แหล่งซื้ออาหาร : ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านที่ไปประจำมีสองแห่ง แห่งแรกคือ Fushion ขับรถไปสามนาที พื้นที่ค่อนข้างเล็ก สินค้าเน้นตลาดชาวต่างประเทศ
โดย...เรือนแก้ว บำรุงสัมภาษณ์/เรียบเรียง
อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง
อายุ : 40 ปี
อาชีพ : บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์กำมะหยี่/นักแปลหนังสือฝรั่งเศสไทย
ที่อยู่ : ฮ่องกง เขตการปกครองพิเศษ สาธารณรัฐประชาชนจีน/ก.ค. 2553ปัจจุบัน
แหล่งซื้ออาหาร : ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านที่ไปประจำมีสองแห่ง แห่งแรกคือ Fushion ขับรถไปสามนาที พื้นที่ค่อนข้างเล็ก สินค้าเน้นตลาดชาวต่างประเทศ ครอบครัวฝรั่งที่อาศัยโดยรอบ สินค้าส่วนใหญ่นำเข้าจากทั่วโลก เครื่องเคราสำหรับทำครัวจีนหรือไทยมีค่อนข้างน้อย ซูเปอร์ฯ นี้ไปซื้อกับสามีชาวฝรั่งเศส เวลาจะทำอาหารฝรั่ง อีกแห่งคือ Taste อยู่ในห้างติดกับสถานีรถไฟใต้ดินที่ใช้บริการเข้าเมือง (บ้านอยู่นอกเมืองในเขต New Territory) ที่นี่มีของนำเข้าเหมือนกัน แต่จะมีสินค้าเครื่องปรุงต่างๆ จากฮ่องกงและเมืองจีนมากกว่า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนฮ่องกงที่อาศัยอยู่ในหมู่ตึกสูงมากมายในละแวกนั้น
อีกแห่งที่ชอบไปคือตลาดสดที่อยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟใต้ดินเดียวกัน ตลาดสดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวฮ่องกง แทรกอยู่ใต้ตึกต่างๆ บ้าง มีอาคารโดยเฉพาะบ้างตั้งอยู่ในตรอกซอกซอยเหมือนตลาดบ้านเราบ้าง ในตลาดสดจะมีสินค้าสำหรับคนฮ่องกงตั้งเป็นแผงๆ ขายอาหารที่ทำสำเร็จแล้ว เช่น หมูแดง เป็ดตุ๋น ไก่ต้ม จุดเด่นคือของสด ปลาหมึก หอย กุ้ง ปลา จะมีขายมากกว่าในซูเปอร์ฯ แผงขายเนื้อหมู เนื้อวัว มีตัวเลือกให้มากกว่า เช่น ตับหมู หมูสามชั้น หรือเอ็นที่ใช้ทำตุ๋นที่ในซูเปอร์ฯ ไม่มี (เนื้อในตลาดสด ทั้งวัวและหมูจะมาจากเมืองจีน เวลามีข่าวติดเชื้อในเนื้อจากเมืองจีนก็กลัวๆ เหมือนกันว่าจะส่งมาถึงที่นี่ด้วย แม้ว่าทางการฮ่องกงจะเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยในอาหารมากก็เถอะ)
ผักก็มีตัวเลือกเยอะกว่า เวลาซื้อผัก คนขายจะแถมต้นหอมกับผักชีให้ สองอย่างนี้เวลาเข้าซูเปอร์ฯ ต้องจ่ายเงิน ส่วนเครื่องเคราอาหารไทย มะนาว ตะไคร้ ใบมะกรูด โหระพา กะเพรา ใบแมงลัก ผักชีฝรั่ง เครื่องแกง ฯลฯ จะไปซื้อตามร้านขายของไทยในตลาดที่เกาะฮ่องกง (ที่ตลาดหวั่นไจ๋กับตลาดเซ็นทรัล) ไม่ได้ไปที่เก๋าหล่งเส็ง (เกาลูนซิตี้) ซึ่งเป็นไทยทาวน์ของที่นี่ เพราะไม่มีอะไรต้องทำแถวนั้น จึงเลือกไปซื้อร้านที่ต้องผ่านอยู่แล้ว ตามประสาคนบ้านไกล จะได้คุ้มค่าเวลาเดินทางและเวลาทำงานที่เจียดออกไป
ที่บ้านเรื่องกินจะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นความสุข โดยเฉพาะอาหารค่ำ ห้ามซ้ำ ต้องหลากหลาย วันธรรมดาดิฉันรับหน้าที่ทำอาหารค่ำให้สามีทุกวัน จานหลักไม่เคยซื้อสำเร็จจากข้างนอก ยกเว้นพวกของกินเล่นเรียกน้ำย่อยตอนรออาหารจานหลักสุก อาหารค่ำดิฉันจะทำสลับกันไป เป็นอาหารไทย (ต้มจืด ผัดผัก แกงเขียวหวาน ปลาทอดราดพริก บางวันหมดมุข กินไข่เจียวละกันนะเธอ ฯลฯ) อาหารฝรั่ง (กราแต็ง สปาเก็ตตี สเต๊กเนื้อ ซี่โครงหมูอบ สลัด ฯลฯ) อาหารญี่ปุ่น (ปลาซาบะย่าง แกงกะหรี่ญี่ปุ่น ยากิโทริ ฯลฯ) อาหารจีน (ไก่แช่เหล้า ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ปลานึ่งซีอิ๊ว ฯลฯ) อาหารลูกผสม เช่น ไก่อบลูกมะกรูด แกะกระเทียมพริกไทย
หากวันไหนสามีกลับเร็ว ไม่มีประชุมทางไกลผ่านโทรศัพท์ มีแรงทำอาหารจานเด็ดของตัวเองเอาใจภรรยาบ้าง จันทร์ถึงศุกร์ไม่ค่อยอลังการงานสร้างมาก มื้อเช้า สามีกินขนมปังปิ้ง ธัญพืช โยเกิร์ต กาแฟ มื้อกลางวัน กินแถวที่ทำงานของเขา ส่วนดิฉันถ้าอยู่บ้าน ทั้งมื้อเช้ากับกลางวันจะหาของกินง่ายๆ ที่มีติดตู้เย็น เก็บอาหารเหลือจากคืนก่อนมาดัดแปลง หรือหยิบอาหารไทยที่ทำแบ่งใส่ช่องแข็งไว้ออกมาละลายกินกับข้าวสวย ทอดปลา ต้มไข่ คลุกน้ำพริก ไปตามเรื่อง ถ้าออกไปข้างนอกจะแวะกินเกี๊ยวน้ำร้านโปรด เสาร์อาทิตย์ ดิฉันดูแลมื้อเช้าและกลางวัน จัดใหญ่จัดโตบ้าง กินอะไรง่ายๆ บ้าง แล้วแต่ช่วงชีวิตและปริมาณงานในช่วงนั้น
มื้อค่ำส่วนใหญ่สามีจะเหมาเข้าครัวเอง ทำพวกอาหารสโลว์คุกกิ้ง ตุ๋นอบหลายๆ ชั่วโมง เรื่องค่าอาหาร แล้วแต่ว่าซื้ออะไร มีทั้งถูกๆ มื้อหนึ่งไม่ถึงร้อยเหรียญฮ่องกง ซึ่งจะเป็นอาหารที่ใช้เครื่องเคราเป็นของฮ่องกงหรือของไทย แต่ถ้าซื้อพวกเนื้อนำเข้าแบบมีคุณสมบัติพิเศษ เนื้อวัวที่กินธัญพืชจากแคนาดา เนื้อหมูที่กินกระเปาะดอกไม้จากสเปน เนื้อแกะไบโอจากนิวซีแลนด์ ไก่เลี้ยงอิสระไม่ขังกรงจากฝรั่งเศส ผักปลอดสารพิษจากออสเตรเลีย อะไรเทือกนั้น ราคาจะสูงตามไปเป็นห้าหกร้อยเหรียญ
การเลือกซื้ออาหาร ถุง ผลิตภัณฑ์ : ที่ฮ่องกงตามซูเปอร์ฯ ลูกค้าส่วนใหญ่จะมีถุงผ้าติดไปเอง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะซูเปอร์ฯ ส่วนใหญ่ไม่แจกถุงพลาสติกฟรีๆ ถ้าไม่เอาถุงไปเอง ลูกค้าต้องจ่ายค่าถุงพลาสติก เคยอ่านข่าวเจอว่า การรณรงค์เรื่องนี้ได้ผลดีเยี่ยม เพิ่งเริ่มมาได้ไม่กี่ปี ตอนนี้ชาวฮ่องกง 80% ใช้ถุงผ้า ส่วนตลาดสดและร้านไทยยังให้ถุงพลาสติกอยู่ เขาใส่ให้อัตโนมัติ เป็นถุงพลาสติกบางๆ ถือแล้วดิฉันรู้สึกว่าน่าเกลียด แต่ก็ต้องรับมาใส่ถุงผ้าของเราอีกที
นิสัยถือถุงผ้านี้ติดมาแนบแน่น จนบางครั้งถ้าลืมหยิบถุงใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน ต้องไปหาซื้อถุงผ้าใบใหม่ก่อนจะจ่ายตลาดและซื้อข้าวของต่างๆ ตอนไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ที่ไม่เน้นเรื่องนี้จะรู้สึกแปลกๆ ส่วนพวกเขาก็คงรู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่เห็นเราควักถุงผ้าออกมาแล้วบอกว่าไม่รับถุงค่ะ
เวลาซื้ออาหาร เนื่องจากอาหารเป็นสิ่งที่เรารัก จึงไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่คิดหน้าคิดหลัง หากเป็นของดี ราคาสูงได้ ไม่ว่ากัน เพราะเข้าใจว่าทุกอย่างต้องมีต้นทุน เน้นของสด ไม่ค่อยมองพวกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เครื่องกระป๋อง ซอสสำเร็จรูป พวกผงๆ ที่ช่วยย่นเวลา ถ้าเลี่ยงได้จะเลี่ยง ถ้าทำเองได้จะทำเอง เสียเวลาบ้างไม่เป็นไร น้ำซุปที่บ้านต้องต้มจากไก่ กระดูกหมูเท่านั้น ไม่ต้มน้ำใส่ผงปรุง ดิฉันถือคติว่า เวลาทำอาหารจากของที่ดีมีคุณภาพ เรามั่นใจได้ว่ามีพื้นฐานของเครื่องปรุงที่ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องปรุงมากก็อร่อย เมื่อซื้อของลดราคาจะรีบทำในวันนั้นเลย ถ้าเป็นไปได้พยายามซื้อผักปลอดสารพิษ ไข่จากไก่ที่เลี้ยงอิสระ แม้ว่าราคาจะสูงกว่าสองเท่า แต่ถือว่าช่วยลดการสะสมสารพิษต่างๆ ในร่างกายลง โอกาสเจ็บป่วยก็น้อยลง ไม่ต้องจ่ายค่าหมอแพงๆ เอาเงินค่าหมอมาซื้ออาหารดีๆ กินดีกว่า
ในถุงกับข้าววันนี้ : กลับจากธุระข้างนอก แวะเข้า Taste วางไว้สำหรับสองมื้อ คืนนี้สามีมีดินเนอร์กับที่ทำงาน ดิฉันกินคนเดียวง่ายๆ ทำยำเนื้อย่างจากสเต๊กที่เหลือเมื่อคืน ใส่แตงกวากับมะเขือเทศ ผักชี ต้นหอม มะนาวกับพริกมีอยู่แล้วในตู้เย็น อกเป็ดรมควัน สุกสำเร็จแล้ว หั่นเป็นชิ้นๆ กินแกล้มเบียร์ไปพลางๆ (พอดีวันนั้น Yebisu เบียร์ยี่ห้อญี่ปุ่นที่ชอบไม่มีบนชั้น เลยหยิบ San Miguel เบียร์ฟิลิปปินส์มาแทน) ที่เหลือสำหรับมื้อเช้าพรุ่งนี้ ต้มไก่เตรียมไว้คืนนี้ ทำน้ำซุป (เนื้อไก่เก็บไว้ให้หมาแมว เป็นอาหารเสริมอร่อยๆ จากอาหารเม็ด) สำหรับต้มจืดวุ้นเส้นหมูสับ (หมูสับในซูเปอร์ฯ จะมีมันน้อยกว่าหมูสับในตลาดสด ถ้าเข้าตลาดสดต้องซื้อเนื้อหมูมาปั่นเอง) ใส่เห็ดหูหนูกับผักกาดขาว ผัดผักบุ้งใส่ซอสหอยนางรมกับเต้าเจี้ยวผสมกระเทียม กล้วยกับมะม่วงซื้อมาสำรองไว้เผื่อหิว ถ้าไม่หิวกะทันหัน เช้าวันถัดไปนำมาปอก หั่นใส่เครื่องปั่นผสมกัน เป็นอาหารเช้าให้สามี







