
พระอรหันต์อยู่ไหน
โดย...ว.วชิรเมธี
โดย...ว.วชิรเมธี
ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
พระสุปฏิปันโน (พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ)
มีอยู่ทั่วเมืองไทย
พระดีหรือพระสุปฏิปันโนนั้นก็คือ พระผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด หรือพระผู้เพียรฝึกหัดปฏิบัติตนให้งอกงามด้วยศีล สมาธิ ปัญญา จนมีศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นไตรสิกขางอกงามขึ้นมาตามลำดับในวิถีชีวิตของตน
เราควรถือว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นดัชนีชี้วัดความเป็นพระดี เราไม่ควรเข้าใจผิดว่าหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดความเป็นพระดีพระแท้ของพระพุทธศาสนา หมายถึงการที่พระมียศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง หรือเงินทองมากมาย นั่นเป็นเกณฑ์วัดแบบชาวโลกหรือแบบปุถุชนคนมีกิเลส
ถ้าเราจะวัดความเจริญของพระ เราก็ต้องกลับมาใช้เกณฑ์ของพระพุทธเจ้าคือ ใช้ความก้าวหน้าในศีล สมาธิ ปัญญา มาเป็นมาตรฐาน
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เกณฑ์วัดว่าพระภิกษุรูปใดมีความเจริญก้าวหน้าในสมณเพศที่ถูกต้องสอดคล้องตามพระธรรมวินัยก็คือ เมื่อบวชไปๆ กิเลสลดลงๆ แล้วก้าวเข้าสู่ความเป็นพระธรรมดาเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งไม่มีความยึดติดถือมั่นในตัวตนเหลืออยู่เลย พระที่ทำได้อย่างนี้นี่แหละเป็นพระที่น่ากราบน่าไหว้ เป็นผู้ที่มีความเจริญในพระธรรมวินัยโดยแท้จริง
ฉะนั้น ความงามของพระคือการเป็นพระธรรมดาที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องประดับอะไรมากมายไปกว่านี้อีก แต่ต้องเป็นภาวะธรรมดาที่เป็นมาจากข้างใน ไม่ใช่จากการเสแสร้งแกล้งทำ
พระที่พอใจในความเป็นพระธรรมดาของตนนั้น จะไม่แสวงหายศ ทรัพย์ อำนาจ บริวาร ชื่อเสียง อันเป็นกระพี้ของชีวิตมาเพิ่มพูนให้แก่ตนเองอีก และดังนั้นท่านจึงมีวิถีชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องหลอกลวงใคร เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติมากมายอย่างที่ใครต่อใครก็ปรารถนา
การพอใจในความเป็นพระธรรมดานั้นมีผลตอบแทนเป็นความสุขเย็นที่ประเสริฐเลิศล้ำเกินพออยู่แล้วโดยตัวของมันเอง
เมื่อองค์ดาไลลามะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ท่านได้กล่าวสุนทรพจน์ที่จับใจประชาคมชาวยุโรปมาก ท่านบอกว่า “ขออนุโมทนา ที่ท่านทั้งหลายได้มอบรางวัลอันมีเกียรติคุณระดับโลกแก่พระธรรมดาๆ รูปหนึ่ง อาตมภาพเป็นเพียงพระธรรมดาๆ รูปหนึ่ง ไม่มากไปกว่านี้และไม่น้อยไปกว่านี้”
จริงอยู่ แม้ท่านจะถ่อมตนตามวิสัยปราชญ์ว่าท่านเป็นพระธรรมดา แต่ในชีวิตจริงที่คนทั่วโลกเคารพนับถือท่าน ก็เพราะสัมผัสได้ถึงความเป็นพระธรรมดาๆ ของท่านนั่นเอง
เป็นพระเพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นให้ถูกต้องแล้วก็งดงามที่สุดแล้วโดยตัวของมันเอง ไม่จำเป็นจะต้องไปหาอะไรมาประดับให้อลังการมากไปกว่านี้อีก
ถ้าเราชาวพุทธส่วนใหญ่จับประเด็นนี้ได้ชัดเจน พระสะสมรถหรู ก็จะไม่มี พระบ้ายศบ้าตำแหน่งก็จะน้อยลง พระที่ปลุกเสกลงเลขยันต์เพื่อแลกเงินตราอามิสก็จะเบาบางไป
แต่พอเราไม่เข้าใจเกณฑ์วัดความเจริญของชีวิตพระ ประตูของหายนะก็เปิดอ้าขึ้น และตรงประตูนี้เอง ที่พระอลัชชีบางรูป ใช้เป็นช่องทางในการแทรกเข้าไปสู่อำนาจราชศักดิ์ จนเมื่อเกิดเรื่องราวขึ้นมา ไม่มีใครอยากแก้ปัญหาให้ใคร เพราะต่างก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไปด้วยกัน
เวลานี้เราชาวพุทธไม่ควรมองไกลไปหาว่า พระรูปไหนเป็นอรหันต์หรือไม่เป็น แค่มองหาพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่น่ากราบน่าไหว้ ก็ดูท่าจะหายากขึ้นทุกวัน







