
ประเทศไทยกับภารกิจ การจัดการ ด้านพลังงานสู่ความยั่งยืน
ณ เวลานี้หลายประเทศทั่วโลกมีวิธีการคิด วิธีการจัดการเกี่ยวกับพลังงานแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการมองหาแหล่งพลังงานสำรองชนิดอื่นๆ
ณ เวลานี้หลายประเทศทั่วโลกมีวิธีการคิด วิธีการจัดการเกี่ยวกับพลังงานแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการมองหาแหล่งพลังงานสำรองชนิดอื่นๆ หรือมองหาการผลิตพลังงานรูปแบบใหม่ๆ แต่สำหรับประเทศนอร์เวย์ผู้ร่ำรวยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มองข้ามไปไกลมากกว่านั้นด้วยการจัดการในส่วนของผู้ใช้พลังงานหรือ Demand Side Management
เมื่อความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในนอร์เวย์ การมองหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการอาจไม่ใช่คำตอบแรกสุด เพราะแหล่งพลังงานล้วนมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ซ้ำยังมีต้นทุนในการซื้อขายมากขึ้นเรื่อยๆ ภาระจึงตกอยู่กับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากแนวคิดในการให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการลดการใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง อันจะส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิตลงได้อีกด้วย
ดร.พัลลภา เรืองรอง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน 1 ใน 7 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือที่เรียกว่า กกพ. ได้ขยายความเกี่ยวกับ “Demand Side Management” หรือ “การบริหารความต้องการด้านไฟฟ้า” ของประเทศนอร์เวย์จากการที่ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานให้เราฟังว่า นอร์เวย์เป็นหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มแนวคิดดังกล่าวนี้ โดยมีสาระสำคัญคือการบริหารการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลนอร์เวย์ลงมือทำก็คือ การลงทุนและให้เงินสนับสนุนแก่ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในการเปลี่ยนเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าขึ้น รวมถึงการสนับสนุนการก่อสร้างอาคารประหยัดไฟฟ้า ทั้งนี้เพื่อทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand) ลดลง ก็จะทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนภายในประเทศเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำมีต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ราคาไฟฟ้าถูกลงด้วย และที่สำคัญคือ นอร์เวย์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้า จึงสามารถเก็บสำรองไว้ใช้ในอนาคตต่อไปได้
จากแนวคิดดังกล่าวนี้ ดร.พัลลภา มีความเห็นว่า สามารถที่จะนำมาปรับประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ เช่น ในทุกๆ วันประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak Hour) ตั้งแต่ช่วงเวลาบ่ายโมงไปจนถึงบ่ายสามโมง ซึ่งเป็นช่วงที่การผลิตไฟฟ้ามีต้นทุนสูง ดังนั้น หากมีการบริหารการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการกระจายความต้องการใช้ไฟฟ้าไปอยู่ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off Peak) ทำให้การผลิตไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องเดินเครื่องเต็มกำลังหรือดึงเชื้อเพลิงราคาสูงมาใช้ผลิตไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าในช่วงเวลานี้จึงมีราคาถูก ทาง กกพ.จึงมีการส่งเสริมแนวคิดดังกล่าวด้วยการให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ในการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น เตารีดเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่กินไฟเยอะ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการรีดผ้าในตอนกลางคืน รวมถึงไม่เปิดแอร์ขณะรีดผ้าก็จะเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้ และที่สำคัญช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาถูกกว่าตอนกลางวัน แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลากหลายวิธีในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้มากน้อยขนาดไหนนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน กกพ.ก็จะต้องพยายามกำหนดมาตรการต่างๆ รวมถึงกลยุทธ์ในการตอบแทนเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและได้รับประโยชน์อีกด้วย
เมื่อพลังงานได้กลายมาเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกๆ ประเทศมุ่งไปสู่การสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในระยะยาว แม้กระทั่งกลุ่มประเทศเศรษฐีน้ำมันก็ยังต้องหันกลับมามองในจุดนี้ ทั้งๆ ที่มีแหล่งพลังงานสำรองเพียงพอให้ใช้ได้อีกหลายชั่วอายุคน ดังนั้น การกำกับกิจการพลังงานจึงถูกยกบทบาทให้มีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยของเราก็มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา เพื่อกำกับกิจการพลังงานประเภทไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยให้มีเสถียรภาพ เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและพัฒนากิจการพลังงานของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งทางด้านคุณนฤภัทร อมรโฆษิต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ให้ข้อมูลเสริมกับเราว่า เรื่องพลังงานแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องของคณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกๆ คน เพราะตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทั่งเข้านอน ทุกๆ กิจกรรมล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานทั้งสิ้น และทุกคนคาดหวังว่าเมื่อตื่นขึ้นมาจะต้องมีไฟฟ้าใช้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คนไทยจะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่ง กกพ.พร้อมที่จะเป็นสื่อกลางรับฟังเสียงจากประชาชนเพื่อมากำหนดเป็นกรอบนโยบายด้านพลังงานต่างๆ อาทิ การร่วมกันหาพลังงานที่มีความเหมาะสม น่าเชื่อถือ เข้าถึงง่ายและประชาชนสามารถจ่ายไหว การควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมไปถึงการจัดหาแหล่งพลังงาน เพื่อให้รองรับกับความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เป็นต้น ในขณะเดียวกัน กกพ.ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการทำให้การใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากการสนับสนุนให้ใช้เครื่องไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 การให้ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน รวมไปถึงการส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในช่วง Off Peak เป็นต้น
ในยุคที่พลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ และเกือบทุกกิจกรรมในชีวิตของเราที่ผูกติดกับการใช้พลังงาน ด้วยเหตุนี้เองพลังงานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งถึงขั้นสามารถกำหนดชะตาอนาคตของประเทศได้ ดังนั้น ทุกประเทศจึงสรรหาวิธีที่จะสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนทางด้านพลังงาน ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศด้วยการอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและความยั่งยืนทางพลังงานต่อไป







