
‘A Historic day of Buddhism in India’ เนื่องในวันวิสาขบูชาพ.ศ. ๒๕๕๖! (ตอนที่ ๑๕)
เรื่อง “สมาธิ” ในพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของจิตดวงเดียว และสมาธิกลายเป็นอำนาจธรรมที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาจิตดวงเดียวให้กลับมามีคุณภาพเข้มแข็งตั้งมั่น
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เรื่อง “ ในพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของจิตดวงเดียว และสมาธิกลายเป็นอำนาจธรรมที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาจิตดวงเดียวให้กลับมามีคุณภาพเข้มแข็งตั้งมั่น จนสามารถพัฒนาให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้น เพื่อออกจากความไม่รู้ ความไม่เข้าใจนั้น
การพัฒนาจิตให้เกิดความเข้มแข็งตั้งมั่นจนเกิดปัญญานั้น จึงเป็นความสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ดังที่กล่าวมาว่า ความสิ้นทุกข์เกิดขึ้นได้ เพราะด้วยอำนาจจิตที่ตั้งมั่นเข้มแข็งและเกิดปัญญานั่นเอง เพราะเมื่อปัญญาเกิดขึ้น วิชชาเกิดขึ้น อวิชชาก็ย่อมสิ้นไป
แต่การที่ทำให้สมาธิเกิดขึ้นจนแก่กล้า จนมีปัญญาญาณนั้น ก็ต้องมีกระบวนการศึกษาการปฏิบัติ ซึ่งในพระพุทธศาสนาเรียกกระบวนดังกล่าวว่า การเจริญสติปัฏฐาน อันปรากฏในอาณาปานสติสูตร ตามที่ได้กล่าวไปตามลำดับในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งเป็นพระสูตรที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา เป็นคำสั่งสอนที่เป็นเลิศ ที่เป็นเพชรเม็ดเอก ที่เป็นที่ยอมรับในพระพุทธศาสนาไม่ว่าในนิกายใดๆ ว่าพระสูตรดังกล่าวนี้ที่แสดงกระบวนการพัฒนาสติตามหลักอาณาปานสตินั้น เป็นการพัฒนาจิตที่เป็นไปเพื่อที่สุดคือ พระนิพพาน ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยสมถะและวิปัสสนาญาณ อันน่าอัศจรรย์ในอาณาปานสติ ๑๖ ขั้น
อานาปานสติสูตร หรือพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในบทนี้ แบ่งการทำงานเป็น ๑๖ ขั้น ๔ หมวด หมวดแรกจัดอยู่ในสติปัฏฐานหมวดกายานุปัสสนา ๔ ขั้น หมวดที่สองเวทนานุปัสสนา ๔ ขั้น หมวดที่สามจิตตานุปัสสนา ๔ ขั้น หมวดที่สี่ธัมมานุปัสสนา ๔ ขั้น รวมเป็น ๑๖ ขั้นของอานาปานสติ
ทั้ง ๑๖ ขั้นของอานาปานสติ หรือ ๔ หมวดของสติปัฏฐาน ๔ นั้น รวมครบทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่ในพระสูตรเดียวกัน ยกตัวอย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังกำหนดจิตฟังเสียงธรรมก็ดี และอาตมาสอนให้รู้จักการกำหนดรู้ลมเข้าออก พุทโธๆ พอจิตรวมสงบต่อไปก็ให้วางพุทโธ เหลือกำหนดรู้ลมหายใจเข้ารู้ลมหายใจออก เมื่อลมหายใจเข้ายาวพึงรู้ เมื่อลมหายใจออกยาวพึงรู้ หรือลมหายใจเข้าสั้นพึงรู้ ลมหายใจออกสั้นพึงรู้ นี่คือเบื้องต้นในอานาปานสติในขั้นตอนแรก การกำหนดรู้ไปที่ลมหายใจเข้าหายใจออก คือการตั้งสติลงบนฐานของกาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั่นเอง
และก็จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสตินี้มีความเข้มแข็งและมีปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาเกิดขึ้นจากสติจึงรู้สิ่งปรุงแต่งในกายนี้ที่ปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและดับไป ทั้งเกิดและดับไปของความปรุงแต่งของกายนี้ การที่กำหนดรู้ลมเข้าออก และรู้การทำงานของกายหรือความปรุงแต่งของกายนี้ เป็นการทำงานทั้งสมถะและวิปัสสนาไปพร้อมกัน เรียกว่า จิตมีคุณภาพ ก็คือมีสติระลึกรู้ชอบ และอาศัยความระลึกรู้ชอบนั้นรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นทางกายก็คือความปรุงแต่ง จนเห็นความจริงของความเกิดความดับ เรียกว่า มีปัญญาเกิดขึ้นจากสติ
การเห็นหรือรู้ลมเข้าออก และเห็นลมที่หายใจเข้าออกปรุงแต่งกาย เรียกว่ามีสติ สติทำให้เราเห็นสภาพความเคลื่อนไหวปรุงแต่งภายนอก ที่ลมหายใจเข้าออกเคลื่อนเข้าเคลื่อนออกปรุงแต่ง อาศัยตัวสติที่กำหนดรู้เห็นการเคลื่อนไหวปรุงแต่งภายนอกทั้งหลาย แต่เมื่อไหร่ที่สติมีความแน่วแน่ในการกำหนดรู้จนเห็นความเกิดความดับ
เมื่อไหร่เห็นความเกิดความดับเรียกว่าเห็นภายใน นั่นเรียกว่าสติพัฒนาจนเข้าถึงระดับญาณแล้ว ตัวสตินั่นคือการทำสมถะ จนสตินั้นแก่กล้าจนเกิดญาณ ตัวญาณและปัญญาที่เกิดขึ้นนั่นคือ วิปัสสนาญาณ คือเห็นความเกิดความดับของสังขารทั้งหลายด้วยอำนาจปัญญา จึงเรียกว่าญาณเกิดขึ้นแล้ว
เรียกว่าเป็นการพัฒนาจิตก้าวสู่ลำดับการเรียนรู้ตามกระบวนการความเป็นจริงในพระพุทธศาสนา เบื้องต้นคือเห็นความจริงที่เป็นสมมติ สติที่กำหนดรู้ชอบที่เป็นปัจจุบันนี่แหละ ทำให้เห็นความจริงของสมมติทั้งหลายที่แท้จริงว่าเป็นอย่างนี้ตามสมมติของมัน โลกเป็นอย่างนี้ สภาพโลกเป็นอย่างนี้ อาศัยสติ สติก็จะพัฒนาจิตให้มีความรู้ขึ้นที่เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม ก็จะเห็นความจริงของสภาวะแห่งสัจจะ ลึกเข้าไปอีกขั้นหนึ่งมากกว่าสมมติ
เมื่อหยั่งรู้เข้าไปจากการเห็นนั้น จึงเกิดปัญญาญาณเกิดขึ้นก็จะเห็นถึงปรมัตถ์สัจจะ และเพื่อเห็นที่สุดคือ อริยสัจจะ อันเป็นสัจจะขั้นสูงสุด เป็นการเห็นความจริงถูกต้องตามความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ จนเกิดความรู้ขึ้นจากปัญญานั้น เรียกว่า วิชชาเกิดขึ้น วิชชาเกิดขึ้นจากญาณที่มีปัญญา อันนำไปสู่ความสว่างขึ้นในจิต ขจัดความมืด หรือโมหะให้หมดไป
การรู้แจ้งเห็นจริงดุจดังพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ปรากฏในพระสูตรที่สองที่สวดไปคือ พระอนัตตลักขณสูตร ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ไม่ใช่ตัวตน เกิดขึ้นเพราะมีจักขุที่มีญาณที่มีปัญญาเกิดขึ้น จึงเห็นความจริงว่า รูปนามขันธ์ ๕ หรือตัวเรานี้เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะไม่ใช่ตัวตน และที่ไม่ใช่ตัวตน เพราะมีความเปลี่ยนแปลงคือ เห็นความจริงตามสามัญลักษณะความเป็นธรรมดาที่เรียกว่า เห็นความจริงตามหลักแห่งพระไตรลักษณญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงให้พระปัญจวัคคีย์ได้ทราบได้เห็นในความจริงนี้ว่า รูปนามขันธ์ ๕ นี้ ไม่ใช่ตัวตน เพราะหากเป็นตัวตนแล้วต้องไม่เป็นไปเพื่อความยากลำบาก สัตว์ต้องได้ตามใจหวัง แต่เพราะไม่ใช่ตัวตน จึงบังคับไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายจึงต้องเป็นทุกข์ พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จึงถอดถอนอุปาทานที่เกิดจากความเห็นผิดทิ้งได้อย่างสิ้นเชิง
(อ่านต่อฉบับหน้า)







