
เฟินที่เหมาะสมสำหรับกรุงเทพ (1)
ทุกวันนี้หากมองดูตามคาคบต้นไม้ ซึ่งปลูกอยู่ตามแนวถนนหลายสายในเขต กทม. คุณจะได้เห็นเฟินข้าหลวง (Bird’s Nest Fern) ซึ่งทางกองสวนสาธารณะ กทม.นำมาปลูกไว้
โดย...ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม
ทุกวันนี้หากมองดูตามคาคบต้นไม้ ซึ่งปลูกอยู่ตามแนวถนนหลายสายในเขต กทม. คุณจะได้เห็นเฟินข้าหลวง (Bird’s Nest Fern) ซึ่งทางกองสวนสาธารณะ กทม.นำมาปลูกไว้ หวังจะทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยสดชื่นไปด้วยสีเขียว แต่ในทางกลับกันปรากฏว่า เฟินข้าหลวงส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา พวกมันอยู่ด้วยความทุกข์ ทรมาน ใบฉีกขาด ใบเหลือง ห่อเหี่ยว หลายชุดเหี่ยวห่อจนถูกเจ้าหน้าที่เอาชุดใหม่มาสับเปลี่ยน เฟินที่ร่อแร่ถูกโยนทิ้งไป เฟินชุดใหม่สวยงามอยู่ได้ไม่กี่สัปดาห์แสดงอาการล้มป่วยเช่นเดิม และถูกทอดทิ้งในวาระการเลือกตั้งผู้ว่าฯ คนใหม่ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม
เราลองมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้เฟินข้าหลวงล้มป่วย หาสาเหตุและแนวทางแก้ไข ถึงทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะไม่สนใจไยดีก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยเราก็ทำหน้าที่ของเราแล้ว
แทบไม่ต้องทบทวนก็ได้ว่าเฟินข้าหลวงซึ่งเป็นเฟินป่าดิบชื้น ซึ่งถิ่นกำเนิดมีร่มเงาจากต้นไม้ยืนต้นใหญ่น้อยช่วยกำบังแสงและได้รับฝนและความชื้นในอากาศอยู่ในระดับสูง เมื่อนำเฟินข้าหลวงต้นขนาดกลาง ซึ่งได้จากการเพาะเลี้ยงมาปลูกตามริมถนนหนทางในเขตเมืองหลวง หรือเขตเมืองใหญ่ (Urban Zone) ผลพวงจะเป็นอย่างไร ความร้อนจากพื้นถนนคอนกรีต ไอพิษ และเขม่าท่อไอเสีย ฝุ่นละอองจากพื้นถนน รวมทั้งความแห้งแล้ง ขาดน้ำเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ทำให้เฟินข้าหลวง ซึ่งมีการคายน้ำและการระเหยน้ำจากผิวใบ ซึ่งมีพื้นที่ผิวใบสูงกว่าเฟินอื่นๆ ทำให้เฟินข้าหลวงมีใบห่อเหี่ยว แม้เฟินข้าหลวงเองจะมีกลไกในการรักษาน้ำหรือความชื้นเองไว้ในใบ แต่จากภาวะวิกฤตของสิ่งแวดล้อมอันเลวร้ายของถนนสายหลัก กทม. จะทำให้เฟินข้าหลวงอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูและทำให้เราหดหู่ใจมากกว่าจะชื่นชมมัน
สภาพของเฟินข้าหลวงซึ่งปลูกอยู่บนคาคบต้นไม้ในนครสิงคโปร์ และกัวลาลัมเปอร์ ช่างแตกต่างจากเฟินชนิดเดียวกันของกรุงเทพฯ อย่างเทียบกันไม่ติด
น่าวิเคราะห์ดูนะครับว่า เหตุใดสภาพแวดล้อมของ 2 นครใหญ่เป็นพี่น้องร่วมสมาคมอาเซียนกับเมืองไทย จึงได้แตกต่างกันถึงขนาดนี้
ต้นไม้ใหญ่และเฟินในนครหลวงใหญ่แห่งอาเซียนกรุงเทพฯ
แตกต่างกันอย่างชัดเจนกับป่าฝนในภาคใต้และภาคตะวันออก ลองดูกันแค่ชุมพรและจันทบุรีจะเห็นสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเขต กทม. ถนนในเมืองหลวงมีอุณหภูมิสูงสม่ำเสมอ ความชื้นในอากาศอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เนื่องจากเราตัดต้นไม้ใหญ่ลงจนเกือบไม่เหลือหรอ ตึกอาคารคอนกรีตสูงผุดขึ้นแทนที่ต้นไม้ใหญ่ ถนนถูกเทคอนกรีตผสมหรือปูทับผิวด้วยยางมะตอยผสมหินเกล็ดสำเร็จรูป ซึ่งดูดความร้อนเอาไว้เป็นอย่างดี อุณหภูมิกลางวันอาจขึ้นไปสูงกว่า 42 องศาก็เป็นได้ แม้ปลายเดือน เม.ย.จะเริ่มมีพายุฤดูร้อนนำเอาฝนเข้ามาเป็นครั้งคราว แต่สภาพของเมืองใหญ่มิได้เก็บงำความชุ่มชื้นเอาไว้ ต่างจากสภาพบ้านเมืองแต่เดิมซึ่งมีต้นไม้ใหญ่อยู่มาก ถนนในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งมีระบบระบายน้ำดี น้ำจึงระบายลงสู่แม่น้ำสายหลักลงสู่ทะเล กระนั้นก็ตามถนนหลายสายในกรุงเทพฯ กลับถูกน้ำขังท่วม แม้ฝนจะตกลงมาในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 23 ชั่วโมง น้ำก็ท่วมรถติดกันทั้งเมือง การปลูกต้นไม้สองฟากถนนในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ อาจช่วยลดอุณหภูมิสูงเวลากลางวันลงได้บ้าง แต่การตัดต้นไม้ใหญ่ดั้งเดิมออกจนหมด และปลูกใหม่ด้วยต้นไม้หลายชนิดที่โตเร็ว แต่ให้ผลน้อยในเรื่องร่มเงา เช่น ปีบ หรือกาซะลอง เลี่ยน หูกระจง ตาเบบูญ่า (ชมพูพันธุ์ทิพย์) ฯลฯ ก็มิได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะต้นไม้เหล่านี้ก็ถูกริบยอดออกทิ้งจนเกลี้ยงในถนนชานเมืองหลายสาย แต่เป็นผลการทำงานอันน่าเศร้าของหน่วยงานด้านวิศวกรรมทางหลวงเมืองไทย
จากสภาพความเป็นจริงดังกล่าว กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นเมืองหลวงของอาเซียน ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีสูงที่สุดกว่าทุกประเทศของอาเซียนยุคปัจจุบัน เฟินที่พอจะดำรงชีวิตอยู่ได้ตามสวนสาธารณะ เช่น สวนลุมพินี สวนจตุจักรบางตอน ฯลฯ จึงเป็นเฟินซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเฟินทนแดด (Sun Ferns) ต้นไม้ใหญ่อายุมากที่พอรอดคมขวานอยู่ได้ในสวนสาธารณะและริมถนนบางเส้นอาจพอให้ร่มเงาแก่เฟินดังกล่าวได้บ้าง ต้นไม้ใหญ่ดังกล่าวที่พอเห็นอยู่รอดในยุคปัจจุบันคือ ประดู่กิ่งอ่อน (อังสะนา Pterocarpus Indicus) หูกวาง (Terminalia Catappa) ก้ามปู หรือจามจุรี (Rain Tree : Samanea Saman) นนทรี (Peltophoum Dasyralchis) และหางนกยูงฝรั่ง (Flame of the Forest : Delonix Regia) เสลาใบใหญ่ (Lagerstroemia Loudonii) อินทนิลบก (Laqerstroemia Macrocarpa) เป็นต้น







