
ไว้อาลัย ...โรงหนังไทยพ.ศ.นี้
ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้าหัวใจหลังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
โดย...โนเวเชนโต ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้าหัวใจหลังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ออกมาเผยว่าโรงภาพยนตร์ไทยคิดค่าบริการแพงเป็นอันดับสามของโลก
ตอกย้ำความปวดร้าวลึกลงไปอีก เมื่อตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจโรงหนังชี้แจงว่าสาเหตุที่ตั๋วหนังแพงและไม่สามารถลดราคาลงได้ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ของค่ายหนังมีราคาสูง ส่วนที่ป๊อปคอร์นราคามหาโหดนั้น ก็เพราะว่าเป็นข้าวโพดที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ไม่นับปัญหาจุกจิกสารพัดที่คนบ่นกันทั้งเมือง ทั้งคุณภาพการให้บริการของพนักงาน โปรโมชั่นที่ไม่ซื่อตรงกับผู้บริโภค โฆษณากินเวลายาวเฟื้อย หรือแม้แต่พฤติกรรมสุดยี้ของนักดูหนังด้วยกันอย่างแชทมือถือ คุยโทรศัพท์เสียงดังในโรงหนัง ฯลฯ ส่งผลให้มีคนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจหย่าขาดการดูหนังในโรงภาพยนตร์ไปตลอดชีวิต
จริงหรือไม่ พ.ศ.นี้ โรงภาพยนตร์ใกล้บ้านอาจไม่ให้ความสุขความบันเทิงแก่เราได้อีกแล้ว
กวาดสายตาสำรวจราคาตั๋ว ขนมนมเนย เครื่องดื่มนานาชนิดตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำหลายแห่ง พบว่ามีราคาสูงกว่าที่วางขายในท้องตลาดเกือบเท่าตัว ไล่ตั้งแต่ตั๋วหนัง 120 ไปจนถึง 3,000 บาท น้ำเปล่า 20-30 บาท น้ำอัดลม 60-80 บาท ขนมขบเคี้ยวซองละ 40-50 บาท ส่วนพระเอกของโรงหนังอย่างป๊อปคอร์นหรือข้าวโพดคั่วหลายขนาด หลายรสชาติ มีราคาถึง 80-150 บาทเลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน การออกแบบตกแต่งโรงภาพยนตร์สมัยนี้ มีความหรูหราอลังการมากขึ้น เริ่มจากห้องรับรอง โถงทางเดิน เบาะที่นั่งสุดพิเศษ จนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราคาแพงระยับ
“โรงหนังบ้านเราสะดวกสบายขึ้นมากเมื่อเทียบกับโรงหนัง Stand Alone ในอดีต จำนวนโรงหนังมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น จนบางทีผมก็ไม่รู้ว่ามันดีเกินไปหรือเปล่า เช่น ดูหนังมีการนวดให้ด้วย เมื่อเทียบกับการดูหนังในประเทศอื่น บริการของเราก็ดีกว่า คนขายตั๋วหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสกว่า”
ความคิดเห็นของ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนดับเบิ้ลซีไรต์ ในฐานะคนรักการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ เคยผ่านประสบการณ์จากโรงภาพยนตร์หลากหลายประเภททั้งในและต่างประเทศมานานกว่า 40 ปี
เขาบอกว่าอีกด้านหนึ่งเรื่องที่โรงภาพยนตร์ในเมืองไทยสู้ต่างประเทศไม่ได้ นั่นคือความหลากหลายของหนังที่นำเข้ามาฉาย
“เมื่อ 3040 ปีก่อน เรามีทางเลือกของหนังให้ดูมากกว่าตอนนี้ เดี๋ยวนี้หนังที่เครือข่ายใหญ่ๆ นำเข้ามาไม่มีความหลากหลายเลย มีแต่หนังที่นายทุนคิดว่าเราสมควรดู ถ้าไม่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็เป็นหนังบู๊ยิงกันวินาศสันตะโร ไม่ต้องพูดถึงหนังอินดี้ ด้วยข้ออ้างเดิมๆ เหมือนคนทำละครทีวีว่า ‘ไม่มีคนดู’
ผมว่าโรงหนังก็เหมือนร้านหนังสือหรือร้านอาหาร ควรมีความหลากหลาย เรื่องดูยากอาจทำเงินน้อย แต่ก็ไปถัวกำไรกับเรื่องบู๊ยิงกันวินาศสันตะโรที่ทำเงิน นี่ทำให้การดูหนังมีความเคลื่อนไหว มีการพัฒนา และเมื่อคนดูพัฒนาและหลากหลายขึ้น มันก็กลายเป็นวัฒนธรรมการดูหนังที่แข็งแรง สุดท้ายก็โรงหนังนั่นแหละที่ได้ประโยชน์”
วินทร์ บอกต่อไปว่า นายทุนควรคิดไปไกลกว่าแค่เอากำไรเป็นตัวตั้ง ควรสร้างและพัฒนานักดูหนัง บางครั้งอาจเสี่ยงบ้าง แต่ในระยะยาว โรงหนังเครือนั้นๆ จะเป็นที่จดจำในทางที่ดี ไม่ใช่ขยับตัวทีไรก็เป็นข่าวลบอย่างที่เป็นอยู่ในรอบหลายปีนี้
“ผมเห็นด้วยว่าตั๋วหนังแพงจริงๆ โรงหนังใกล้บ้านผมขายตั๋วราคา 220 บาทในวันจันทร์ อังคาร พุธ ส่วนพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 240 บาท ถ้าเป็นระบบดิจิตอล ราคาก็สูงขึ้นไปอีก 240 บาท นี่ผมว่าแพงนะครับ
สำหรับคอหนังแล้ว ค่าตั๋วแพงก็ทำให้รักแท้ต้องเจออุปสรรคเหมือนกัน เพราะดูหนังโรงทีหมายถึงเวลากับค่าเดินทางไปกลับ ถ้าไม่รักดูหนังในโรงจริงๆ โหลดบิตสะดวกกว่าและถูกกว่ากันร้อยเท่า”
ท้ายประโยควินทร์เปรียบเทียบกับค่านิยมการดาวน์โหลดในปัจจุบันที่รวดเร็ว ทันใจ ราคาค่างวดถูกกว่าหลายร้อยเท่า หากแต่ผิดกฎหมาย ซ้ำยังอาจทำลายธุรกิจหนังไทยในอนาคต
“ผมเข้าใจว่าเจ้าของหนังและโรงหนังไม่ต้องการขาดทุน และเราคนดูก็ไม่อยากให้พวกเขาขาดทุน แต่เมื่อราคาตั๋วแพง หรือคนดูรู้สึกว่าตั๋วแพง กลไกการตลาด (Perception) จะทำงานของมัน คนไม่ได้เลิกดูหนังแต่ประการใด แต่หันไปพึ่งระบบละเมิดลิขสิทธิ์แทน นายทุนก็ต้องรักษาสมดุลตรงนี้ ไม่งั้นในระยะยาวก็อยู่ไม่ได้ การแก้ปัญหาไม่ใช่ทำด้วยการขึ้นราคาอย่างเดียว
Perception ในทางการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อไรที่คนดูมีความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ต่อให้โรงหนังต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงจริงๆ คนดูก็โวย ถามว่าทำไมถึงโวย ก็เพราะเรามีตัวอย่างให้เปรียบเทียบ โรงหนังอย่างลิโด้ หรือเฮ้าส์ อาร์ซีเอ เก็บค่าดูแค่ 100 บาทเท่านั้น พวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือ นี่ก็คือคำถามที่ทางโรงหนังต้องตอบให้ลูกค้าพอใจ”
แนวทางแก้ไขปัญหาในมุมมองของนักดูหนังตัวยง วินทร์เสนอทางออกว่า ในระยะสั้น จะขึ้นราคาก็ต้องขึ้นคุณภาพด้วย เช่น ขึ้นราคาแล้วลดโฆษณา ส่วนในระยะยาว นายทุนควรสร้างวัฒนธรรมการดูหนังให้แข็งแรง สร้างความหลากหลายของหนัง เน้นคุณภาพของหนัง ไม่ใช่คุณภาพของเก้าอี้ ลดความรุ่มร่ามของการดูหนัง ลดขั้นตอนการดูหนังลง
“ตัดโฆษณาเครือข่ายโรงหนังของตัวเองที่ยาวและซ้ำซากน่าเบื่อทิ้งไป การลดเวลาที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ไปก็จะช่วยลดค่าไฟ ค่าแอร์ รวมๆ กันหลายสิบโรงก็ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก เมื่อคนดูรู้ว่าโรงหนังมีทางเลือกของหนังมากขึ้น ก็มาดูได้บ่อยขึ้น เป็น WinWin Situation”
เห็นแบบนี้แล้ว คนรักหนังหลายคนอดใจไม่ไหวที่จะคิดถึงโรงภาพยนตร์ทางเลือกอย่างเฮ้าส์ อาร์ซีเอ ลิโด้ เอเพ็กซ์ สกาล่า ราคาตั๋วทุกโรงเท่ากันหมด นั่นคือ 100 บาท ไม่ว่าหนังเล็กหนังใหญ่ หนังในกระแสหรือนอกกระแส อีกทั้งหลายเรื่องยังเป็นหนังม้วนเดียวกันกับหนังเครือยักษ์ใหญ่อย่างเมเจอร์ เอสเอฟ และอีจีวี นำมาฉายอีกด้วย
ปัญหาโลกแตกว่าด้วยความไม่เท่าเทียมของราคาตั๋วหนัง นภสร แย้มอุทัย ผู้จัดการโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ก็เพราะต้นทุนของแต่ละโรงไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้ง ค่าเช่าที่ อีกทั้งโรงหนังบางแห่งมีการตกแต่งที่เน้นความสวยงามหรูหรา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวกำหนดราคาค่าตั๋วหนังที่แตกต่างกัน
สาเหตุสำคัญอีกประการที่มิอาจมองข้ามไปได้อีกอย่างคือ การที่ระบบการทำภาพยนตร์เปลี่ยนจากฟิล์มเป็นดิจิตอล ผู้ประกอบการโรงหนังแทบทุกแห่งตัดสินใจซื้อเครื่องฉายดิจิตอลเพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นโยบายการปรับราคาค่าตั๋วหนังก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย
แหล่งข่าววงในระบุว่า แม้ทุกวันนี้โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ และสกาล่า จะเพิ่งติดเครื่องฉายระบบดิจิตอลเข้าไปเช่นกัน แต่กลับไม่มีการปรับขึ้นราคาค่าตั๋วหนัง ด้วยเหตุผลของผู้บริหารที่ไม่ได้มองว่ามันคือต้นทุนที่เพิ่ม ทว่ามันคือราคาที่ทางโรงหนังต้องรับผิดชอบ ดีกว่าผลักภาระให้คนดู ขณะที่เรื่องส่วนแบ่งระหว่างโรงหนังกับค่ายหนังที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจ่าย ถ้าวัดจากโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ จะได้ส่วนแบ่งเท่ากันคือ 50:50 ส่วนโรงภาพยนตร์ในเครืออื่นนั้นไม่ทราบตัวเลขแน่ชัด น่าจะอยู่ที่ 60:40 หรือ 70:30
ปิดท้ายกับประเด็นจุกจิกกวนใจในโรงภาพยนตร์ วินทร์ยอมรับว่าพฤติกรรมไม่น่ารักอย่างคุยโทรศัพท์ แชทในโรงหนัง รวมถึงการกระทำไร้มารยาทอื่นๆ มีผลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเข้าดูหนังในโรงของคนหลายคน
“เรื่องอาหารเครื่องดื่มแพง สำหรับคอหนังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะโรงหนังไม่ใช่ร้านอาหาร โดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบคนที่กินจุบจิบในโรงหนัง ทั้งกลิ่นทั้งเสียงรบกวนคนที่อยากดูหนังจริงๆ
ส่วนเรื่องการพูดโทรศัพท์มือถือในโรงหนัง กลายเป็นพฤติกรรมการข่มขืนทางใจที่ต้องยอมรับไปเสียแล้ว ก็อดทนกันไป มีอยู่ครั้งหนึ่งผมดูหนังอยู่ดีๆ คนพูดมือถือดังมากจนเสียสมาธิดูหนัง ผมต้องตวาดด่าไป ดังลั่นโรงเลย นี่ผิดนิสัยผมอย่างมาก เพราะปกติไม่เคยด่าใคร หากคุณเป็นคอหนังจริง ก็คงทำอย่างเดียวกัน เพราะสำหรับเราการดูหนังเป็นเหมือนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ต้องการความเงียบเหมือนเข้าวัด
การดูหนังก็มีมารยาทพื้นฐานเหมือนเรื่องอื่นๆ ในสังคม ถ้ารู้ว่าต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ก็ซื้อตั๋วที่นั่งริมทางเดิน ไม่ควรนำขนมกรุบกรอบที่บรรจุในถุงพลาสติกเข้าไป เพราะเสียงถุงพลาสติกเสียดกันดังน่ารำคาญ คนเคี้ยวน่ะไม่ได้ยินหรอก แต่คนข้างๆ เหนื่อยใจ”
วันข้างหน้า จะมีการปรับลดหรือเพิ่มราคาค่าตั๋ว ค่าป๊อปคอร์น ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มหรือไม่อย่างไรนั้น คงต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเด็นร้อนคราวนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมพอสมควรในสังคมไทย หนำซ้ำยังอาจเพิ่มน้ำหนักในการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของใครหลายคนที่หันหลังให้กับโรงหนังอย่างถาวร







