
มลพิษในอากาศ ตัวเร่งปฏิกิริยาโลกร้อน
เรื่อง อนุสรา ทองอุไร / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
คาร์บอนดำ มลภาวะในชั้นบรรยากาศมีบทบาทสำคัญในการทำให้โลกร้อนมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้ และยังมากกว่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ยกเว้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นักวิทยาศาสตร์บรรยากาศ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เผยผลการศึกษาว่า คาร์บอนดำ คือ อนุภาคหรือเขม่าที่เป็นมลพิษซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาชีวมวล คือ ต้นไม้และพืช ซึ่งนำมาใช้เป็นพลังงาน การประกอบอาหารจากเชื้อเพลิงแข็งและไอเสียจากเผาไหม้ของน้ำมันดีเซล
เมฆสีน้ำตาลในบรรยากาศ
จีนและอินเดียเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนดำรวมกันประมาณ 2535% ของปริมาณคาร์บอนดำในชั้นบรรยากาศ ส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้ การใช้มูลโคเป็นเชื้อเพลิงในการประกอบอาหาร และการใช้ถ่านหินในการทำความร้อนในบ้านเรือน ส่วนประเทศในยุโรปและประเทศอื่นๆ ปล่อยคาร์บอนดำจากไอเสียของยานยนต์เป็นส่วนใหญ่
จากการศึกษาข้อมูลคาร์บอนดำที่ได้จากดาวเทียม เครื่องบิน และเครื่องมือภาคพื้นดิน เพื่อวัดความร้อนในชั้นบรรยากาศที่เกิดจากคาร์บอนดำ ซึ่งพบว่าคาร์บอนดำทำให้เกิดความร้อนในชั้นบรรยากาศเท่ากับ 0.9 วัตต์ต่อตารางเมตร มากกว่าที่คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานไว้เมื่อปี 2007 ซึ่งเท่ากับ 0.20.4 วัตต์ต่อตารางเมตร นั่นก็หมายความว่า คาร์บอนดำทำให้บรรยากาศร้อนกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดไว้ 34 เท่า การศึกษาพบว่า คาร์บอนดำส่งผลต่อความร้อนที่ระดับความสูง 2 กิโลเมตร และความสูงระดับนี้อนุภาคคาร์บอนดำไม่เพียงดูดกลืนแสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังดูดกลืนพลังงานจากดวงอาทิตย์ซึ่งสะท้อนจากเมฆที่ต่ำกว่าอีกด้วย
เขม่าหรือคาร์บอนดำในรูปแบบอื่นๆ อาจจะทำให้เกิดความร้อนมากถึง 60% ของความร้อนที่เกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมากกว่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ คาร์บอนดำจะคงอยู่ในชั้นบรรยากาศไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ขณะที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะคงอยู่นานกว่าศตวรรษ ผลการศึกษานี้เป็นการหยิบยื่นโอกาสในการนำยุทธศาสตร์การลดคาร์บอนดำไปปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันต้องตรวจสอบว่า คาร์บอนดำกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการหดตัวของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกและธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยหรือไม่
การศึกษาเมื่อปี 2007 พบว่ามลภาวะในชั้นบรรยากาศบริเวณเอเชียใต้ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า
“เมฆสีน้ำตาลในบรรยากาศ” ทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายเร็วขึ้น นอกจากนั้นการสูดควันระหว่างการประกอบอาหารก็เป็นสาเหตุทำให้ผู้หญิงและเด็กๆ ประมาณ 4 แสนคน ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกถึงแก่ความตายด้วยมลพิษกระทบสุขภาพ
มลพิษทางอากาศ หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตว์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง ตะกั่ว ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซโอโซน
ระบบภาวะมลพิษอากาศมีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ อากาศหรือบรรยากาศ และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีการเร่งป้องกันแก้ไขปัญหา ก็ยิ่งทำให้ปัญหาสะสมและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันการศึกษาให้ความสำคัญอย่างมากในการป้องกันแก้ไขปัญหานี้ด้วยการสนับสนุนการบูรณาการงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทุกด้าน เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหานี้
ดร.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ระดับคุณภาพอากาศมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับอาการเจ็บป่วยของกลุ่มตัวอย่าง โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ส่งผลให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ การแสบคอ เสียงแหบ หายใจลำบาก ไอแห้งๆ ขณะที่ระบบหัวใจเริ่มมีอาการหอบหืด ชีพจรเต้นเร็ว
ส่วนระบบตา ได้แก่ ตาแดง มองเห็นภาพไม่ค่อยชัด น้ำตาไหล แสบหรือคันตา ขณะที่ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้คัดจมูก แสบจมูก มีน้ำมูก หายใจลำบาก ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจ ทำให้เหนื่อยง่าย และส่งผลกระทบต่อระบบตา ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัด ส่วนก๊าซพิษอื่นอย่างเช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก็ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ ระบบผิวหนัง และระบบตา ส่วนก๊าซโอโซน ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ และระบบตา
โรคที่มาจากมลพิษในอากาศนั้น มีผลให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า และทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อทางอากาศ รวมทั้งโรคที่มาจากเครื่องปรับอากาศในคนทุกวัย
เมื่อคุณภาพอากาศแย่ลงก็ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนมีอาการเจ็บป่วยต่างๆ
ปรับเกณฑ์ให้มาตรฐานขึ้น
นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นสนับสนุนให้กรมควบคุมมลพิษทำการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงการกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็นไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เหมือนในสหภาพยุโรป เป็นต้น ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศเฉพาะแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันไป
องค์การอนามัยโลก เผยแพร่รายงานล่าสุดว่า ด้วยคุณภาพอากาศพร้อมทั้งออกแถลงการณ์เตือนเกี่ยวกับปัญหาอากาศเป็นพิษตามเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีผลต่อสุขภาพ ระบุว่า ระดับของฝุ่นละออง ผง และเถ้า ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบที่อันตรายที่สุดของมลภาวะในอากาศไม่ควรเกิน 20 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ในแต่ละปีปริมาณ มลพิษในอากาศของประเทศในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นมาก
ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ข้อมูลระบบเครือข่ายคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงที่มาของสภาวะมลพิษในอากาศว่า สารมลพิษจากภายนอกอาคารส่วนมาก มาจากกิจกรรมการเผาไหม้เชื้อเพลิงของผู้คนและอื่นๆ ทั้งจากยวดยานพาหนะ จากโรงงานอุตสาหกรรม จากการเผาขยะหรือเศษวัสดุการเกษตร นอกจากนี้ภายในอาคารเองก็มีโอกาสที่จะมีการระบายสารมลพิษ เช่น ท่อแอร์ สารตะกั่ว และสารอินทรีย์ระเหยที่เป็นพิษจากสีทาบ้านบางชนิด ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ ก๊าซหุงต้ม ฝุ่น หรือเขม่าควันจากการปิ้งย่าง แต่ส่วนที่มักมองข้ามกันคือ ฝุ่นละอองที่ติดตามตัวเราเข้ามาในอาคาร รวมทั้งการเติบโตของจุลชีพที่อาศัยอยู่ในอาคารเอง เช่น ตามจุดอับชื้นของบ้าน และในเครื่องปรับอากาศ
หากพิจารณาสารมลพิษหลักที่มีกฎหมายควบคุมระดับความเข้มข้นในบรรยากาศทั่วไป อันได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซโอโซน จะพบว่าหากสูดหายใจอากาศที่ความเข้มข้นของก๊าซดังกล่าวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
การสูดหายใจก๊าซดังกล่าวเมื่อประกอบกับการได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นประจำ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว เนื่องจากปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ และโรคที่จะมองข้ามไปเสียมิได้นั้นคือ โรคติดเชื้อทางอากาศ ที่รู้จักกันมากที่สุด ได้แก่ ไวรัสธรรมดาที่ทำให้เราเป็นหวัด ที่ร้ายแรงขึ้นมาก็ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงเชื้อโรคซาร์ส ที่ทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เชื้อโรคทั้งหมดในกลุ่มเหล่านี้เดินทางได้ในอากาศ ทั้งโดยการพัดพาของลมและโดยสารกับฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายอยู่แล้วในอากาศ
มลพิษอากาศของไทย
สภาวะมลพิษในอากาศของไทย จากข้อมูลสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไป และริมถนนของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องทุกวันอยู่ทั่วประเทศ 52 สถานี พบว่าเขตที่มีฝุ่นเกินระดับมาตรฐาน (ค่าเฉลี่ยรายวันเกิน 120 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) บ่อยครั้งคือ เขตดินแดง รองลงมาคือ ลาดพร้าว ห้วยขวาง ยานนาวา สำหรับเมืองใหญ่ที่มีปัญหาโดยต่อเนื่องคือ ปริมณฑลของ กทม. ได้แก่ สมุทรปราการ ที่มีปัญหาเกือบทุกฤดูกาล
นอกจากนี้ พื้นที่อุตสาหกรรม เช่น สระบุรี ก็ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการแก้ปัญหาร่วมกันอยู่ขณะ สำหรับเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ และลำปาง จะประสบปัญหาฝุ่นละออง ในช่วงต้นปีตั้งแต่เดือน ม.ค.มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้งและมีการเผาเศษวัสดุการเกษตรในที่โล่ง รวมทั้งไฟป่าจากแนวชายแดนพม่าและบริเวณโดยรอบ เมืองใหญ่ทางใต้ ได้แก่ ภูเก็ต และสงขลา ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบฝุ่นเกินมาตรฐาน เนื่องจากหมอกควันข้ามแดนจากอินโดนีเซียในช่วงเดือน ส.ค.ต.ค. ติดต่อกันในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
เมื่อได้ทราบถึงภัยร้ายต่างๆ แล้วนั้น คนไทยควรร่วมกันลดมลพิษในอากาศ และทำให้อากาศมีคุณภาพดีขึ้น







