posttoday
บิ๊กออมสิน วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี อายุน้อย...ไม่ใช่อุปสรรค

บิ๊กออมสิน วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี อายุน้อย...ไม่ใช่อุปสรรค

21 เมษายน 2556

“การขึ้นเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้มีคนคอยสบประมาทอยู่บ่อยๆ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

“การขึ้นเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้มีคนคอยสบประมาทอยู่บ่อยๆ ว่า เป็นเด็กเส้น เด็กการเมือง เด็กเมื่อวานซืน จนเมื่อเราได้พิสูจน์ฝีมือการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องเสียหาย และกล้าลงไปทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมาย เพราะถือว่าเราอายุน้อย ลุยได้ทุกอย่าง”

ทำให้วันนี้ของ วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายกับการก้าวขึ้นตำแหน่งผู้อำนวยการคนที่ 16 ด้วยอายุเพียง 44 ปี มีสินทรัพย์ที่ต้องบริหารมากกว่า 2 ล้านล้านบาท

ก่อนหน้านี้ วรวิทย์ ได้รับเลือกให้เป็นกรรมาการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในปี 2553 ด้วยอายุเพียง 41 ปี ถือเป็นเอ็มดีที่มีอายุน้อยที่สุดในวงการธนาคาร

วรวิทย์ เล่าเรื่องชีวิตวัยเด็กว่า เติบโตมาจากครอบครัวคนจีน บ้านเป็นตึกแถวขายเสื้อผ้าอยู่ที่ตลาดโบ๊เบ๊ ชื่อร้าน เย็นจิตร เป็นร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี 2500 นานกว่า 50 ปี ตอนเด็กๆ ชั้นประถม เรียนที่โรงเรียนจีน ชื่อโรงเรียนโรจน์ปัญญา อยู่เชิงสะพานแถวยศเส ชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียว เป็นคนที่ 2 ในพี่น้อง 5 คน ทำให้แม่หวงลูกชาย เลี้ยงคล้ายๆ กับไข่ในหิน ชีวิตเด็กๆ จึงเรียบร้อยอยู่ในโอวาท ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก

ความฝันในวัยเด็ก คือ อยากเป็นพ่อค้า ต้องรวยแบบอาเสี่ย เจ้าสัว ไม่เคยคิดอยากทำงานข้าราชการ ตำรวจ ทหารเลย

ตั้งแต่เล็กๆ แล้วคนแถวบ้านเรียกเราว่า เสี่ยวิทย์ ป๋าวิทย์ ซึ่งรู้สึกว่าเท่มาก

พอเริ่มเข้ามัธยมปลายเริ่มติดเพื่อนตามประสาวัยรุ่นไม่ได้เอนทรานซ์ เลยเลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะบริหารธุรกิจ หวังว่าเรียนจบจะบริหารกิจการของตัวเอง

ชีวิตมาเปลี่ยนจริงๆ เอาตอนที่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ หลังจบปริญญาตรี ผมอยากไปเรียนโทที่สหรัฐอเมริกาตามเพื่อนๆ แต่พ่อกลัวติดเพื่อน เลยให้เลือกระหว่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอังกฤษ ซึ่งผมเลือกอังกฤษ ในที่สุดได้ไปอยู่ที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Bournemouth เป็นเมืองชายทะเลเล็กๆ

ตอนนั้นเป็นปี 2535 ตรงกับสมัย รสช.พฤษาทมิฬ ช่วงนั้นยังไม่มีอีเมลและค่าโทรศัพท์แพงมาก ผมจึงใช้วิธีการเขียนจดหมาย เพราะเหงา ตอนนั้นไม่มีเพื่อน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ต้องทำงานบ้านเอง ทำครัวเองทุกอย่าง ขนาดไม่ต้องทำงานพาร์ตไทม์ แต่สำหรับผมตอนนั้นถือว่าหนักมาก เพราะสมัยอยู่เมืองไทย กินข้าวจานยังไม่เคยล้างเลย ต่อมาเมื่อเริ่มรู้จักเพื่อนคนไทยก็เริ่มดีขึ้น หลังจากนั้นพยายามรีบเรียนเพื่อรีบจบ ชีวิตในอังกฤษ 2 ปี ทำให้ผมสันโดษขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น

กลับมาเมืองไทยตอนปี 2537 ตอนนั้นพ่ออยากให้เป็นตำรวจ จะให้เข้าไปอยู่ตรวจคนเข้าเมือง แต่ผมขอไปทำงานไฟแแนซ์ก่อนแล้วค่อยไปทำการค้าอย่างที่ตั้งใจไว้ สมัยนั้นใครทำไฟแนนซ์เท่มาก เรียกว่า “ มนุษย์ทองคำ” เงินเดือนเยอะ โบนัสปีหนึ่ง 20 เดือน สมัยนั้นคนจบนอกมาทำไฟแนนซ์ทั้งนั้น

เลยได้ทำงานที่ไฟแแนซ์ 2 แห่ง คือ เจ้าหน้าที่สินเชื่อทั่วไป บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา และย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ (โครงการอุตสาหกรรม) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ วอลสตรีต

ลึกๆ แล้วตอนนั้นคิดว่า ที่สุดแล้วจะอยากจะทำธุรกิจส่วนตัว แต่ตัวเองไม่ชอบเสื้อผ้า แต่ชอบด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะพ่อเองก็เริ่มมาทำเรื่องนี้มาตั้งแต่แม่เสียไปในช่วงปี 2532 ซึ่งตอนนั้นผมอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 ที่สุดแล้วธุรกิจเสื้อผ้าของครอบครัวก็ไม่มีคนสานต่อ เพราะพี่สาวเรียนจบก็แต่งงาน น้องสาวก็เป็นหมอที่โรงพยาบาลภูมิพล

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่สำคัญในชีวิตอีกตอนหนึ่ง เพราะผมเข้ามาทำไฟแนนซ์ตอนปี 2537 หุ้นกระทิงวิ่งไปกว่า 1,800 จุด อยู่เรื่อยมาจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ลอยตัวค่าเงินบาท หุ้นตกเหลือ 300 จุด ไฟแนนซ์ถูกปิดกิจการ ทำให้ได้ประสบการณ์จากจุดนี้เรื่องการวิเคราะห์สินเชื่อโครงการ ทำให้เห็นวิธีการปล่อยสินเชื่อสมัยปี 2540 ซึ่งตอนนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่คุมเข้มเรื่องเงินสำรอง การจัดชั้นหนี้และเงินกองทุน ซึ่งสมัยนั้นการอนุมัติสินเชื่อ 50 ล้านบาท 100 ล้านบาท ทำได้ง่ายจริงๆ

พอดีกับช่วงนั้น จากการที่พ่อเป็นพ่อค้ารู้จักคนเยอะ พอรู้ว่ามีลูกชายจบนอกกลับมาเลยมาชวนให้เข้ามาช่วยงาน เลยได้เข้าเป็นบอร์ดของบริษัท ขนส่ง (บ.ข.ส.) ตั้งแต่อายุ 28 ปี ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาเข้ามาทำงานในแวดวงรัฐวิสาหกิจ และเข้ามาเป็นนักวิชาการประจำกรรมาธิการพลังงานช่วงปี 25402543

พอปี 2544 ได้เป็นทีมที่ปรึกษาของ วราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ในช่วงนั้น และได้เข้ามาเป็น กรรมการธนาคารออมสิน ซึ่งขณะนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าถูกการเมืองส่งมา

การเข้ามาทำงานในธนาคารออมสินปี 2544 สมัยนั้นมี คุณชาญชัย มุกสิกนิศากร เป็นผู้อำนวยการ เท่ากับว่า ผมเป็นทีมที่เริ่มบุกทำโครงการธนาคารประชาชน กองทุนหมู่บ้าน จนมาสมัย คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร ก็ได้รับโอกาสได้รับเลือกเป็นรองอาวุโสและเป็นซีเอฟโอ ดูแลเรื่องการเงินตอนอายุ 36 ปี เป็นมา 6 ปี จนถึงปี 2553 คำสบประมาท เริ่มค่อยๆ หายไป

ผลงานเราชัดเจน ทำงานที่ธนาคารออมสินมา 10 ปี ชื่อเสียงผมไม่มีเสียหาย

การที่ผมตัดสินใจไปสมัครเป็นกรรมการผู้จัดการ ธอส. เพราะมีคนบอกว่า ถ้าเราอยากเป็นเบอร์หนึ่งเราต้องพิสูจน์ เพราะที่ ธอส. ตอนปี 2553 สินทรัพย์ก็ 78 แสนล้านบาทแล้ว เป็นแบงก์ที่มีชื่อเสียง ถือเป็นองค์กรที่ดีทำประโยชน์เพื่อสังคม คือ ช่วยคนมีบ้าน ซึ่งใจลึกๆ แล้ว อยากกลับมาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไร

ตอนสัมภาษณ์เอ็มดี ธอส. ตอนนั้นผมอายุ 41 ปี กรรมการสรรหาถามผมว่า จุดอ่อนของคุณคืออะไร ผมตอบว่า “จุดแข็งกับจุดอ่อนของผมคืออันเดียวกัน คือ เรื่องของอายุ”

จุดแข็งของการที่อายุน้อย คือ ผมสามารถพูดคุยกับทุกคนได้แบบไม่มีหัวโขน สหภาพแรงงานก็อายุพอกับผม คนทำงาน เช่น ผู้จัดการสาขาก็อายุพอกับผม เจอหน้าใครผมไหว้ได้หมด ทำให้คุ้นเคยกับใครก็ได้ ต่างจากเอ็มดีหลายคนที่อายุมาก จะให้ไปคลุกคลีกับเด็กก็ไม่ได้ แต่ผมโชคดีผมสามารถเดินเล่นกลมกลืนกับพนักงาน สหภาพแรงงาน ทั้งคนอายุน้อย อายุมากได้หมด

ส่วนจุดอ่อน คือ ประสบการณ์ พออายุน้อยจุดอ่อน คือ การควบคุมอารมณ์ไม่ดีพอ พอมีเหตุการณ์อะไรเข้ามาก็เต้นตามปัญหา ก่อนหน้านั้นผมเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า ผมต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ก่อนอายุ 40 ปี ช่วงนั้นผมเชื่อมั่นในตัวเองมากว่าเราก็แน่ จนมาได้ครูดีคือ คุณเกรียงศักดิ์ วัฒนวรางกูร ท่านเป็นประธานบอร์ดบริหารออมสิน

สมัยนั้นท่านเตือนผมว่า คุณยังอายุน้อยไป ยังไม่นิ่ง เก่งอย่างเดียวยังไม่พอ ตอนนั้นเราคิดว่าเราเก่งไม่น้อยหน้าใคร การพัฒนาตัวเองเราก็ดีกว่า

วันนี้ผมเข้าใจแล้วว่า คำว่าไม่นิ่งพอคืออะไร จะเห็นว่าผู้นำหลายคน ถ้าคุมจิตใจตัวเองไม่อยู่ วิ่งตามปัญหา ตีโพยตีพาย ก็ไม่รอด โชคดีผมได้ทำงานกับคนเก่งๆ อย่าง คุณวราเทพ รัตนากร คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร คุณเกรียงศักดิ์ วัฒนวรางกูร คุณเลอศักดิ์ จุลเทศ ทุกคนสั่งสอนผมมา

อย่างคุณกรพจน์ จะสอนผมอย่างกับผมเป็นเด็กแล้วเปิดโอกาสให้ผมตัดสินใจเอง ทำให้เราได้เรียนรู้จากของจริง

สไตล์การทำงานของผมจึงคล้ายหลายคน อย่างคุณกรพจน์จะเก่งเรื่องแม็คโคร ส่วนคุณเลอศักดิ์ จะเก่งเรื่องรายละเอียดลงลึก

“ผมจะเก่งเรื่องคน สมัยตอนที่เข้าไปรับตำแหน่งเอ็มดี ธอส. ตอนนั้นก็มีปัญหาแล้ว แต่ผมก็ไปตัวคนเดียวไม่เอาใครเข้าไป แม้ว่าตำแหน่งระดับรองจะว่าง แต่ผมให้จะโอกาสคนในขึ้นมาทำงาน ซึ่งผลออกมาก็ดี ช่วงที่ผมเข้าไปก็โดนถล่มตั้งแต่ก่อนเข้าไปทำงานแล้ว แม้ที่ออมสินเอง ก่อนเข้ามารับตำแหน่งก็มีเรื่องใหญ่โต ผมเองก็โดนถล่ม เผลอๆ สถานการณ์ที่ออมสินน่าจะแรงกว่าที่ ธอส.ด้วยซ้ำไป แต่พอผมเข้ามาทำงาน ผมไม่ว่าใคร ไม่คิดเรื่องเก่า ผมเฉยๆ เข้ามาทำงานอย่างเดียวแล้วมันก็ผ่านไปได้”

การเป็นผู้นำขององค์กร ผมกล้าพูดว่า แค่ความรู้อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีธรรมะ คือ ความเมตตา ปราณี ให้อภัย และให้โอกาส การรู้จักแพ้ชนะ ทุกอย่างต้องเอามาใช้หมด ถ้าคุณไม่มีเมตตา ไม่ให้อภัย ไม่ให้โอกาสคน คุณคงเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ ถ้าผมมัวแต่ต้องมาล้างแค้น ผมคงมาไม่ได้ถึงวันนี้หรอก...วันนี้ปัญหามา ผมเฉย อย่าด่าก็ด่าไป แล้วเราค่อยๆ แก้ปัญหาไป ซึ่งการแต่งงานยิ่งทำให้ชีวิตยิ่งนิ่งขึ้นอีก เป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น มีส่วนทำให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น

ในที่สุดพอปี 2555 เมื่อคุณเลอศักดิ์หมดวาระ ผมมาสมัครและได้กลับมาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินตอนอายุ 44 ปี และได้เป็นประธานจัดงาน 100 ปี ธนาคารออมสิน เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสมัยที่เขามาทำงานธนาคารออมสินแรกๆ ผู้บริหารเคยพูดกันเล่นๆ ว่าใครจะอยู่ถึงงานครบรอบ 100 ปี และผมก็ได้กลับมาทำงานนี้จนได้

วันนี้ความคิดเปลี่ยนไป แม้ผมอายุยังน้อย แต่ไม่เคยคิดว่าผมอยากจะอยู่ออมสินถึง 8 ปี เพราะอยู่ 8 ปี แต่งานเหมือนเดิมมันไม่ท้าทาย ผมคิดว่าอยากทำให้ดีที่สุด อยู่กี่ปีก็ได้ขอให้ผมอยู่แบบมีชื่อเสียงและมีผลงานก็พอ

ผมคิดมาตลอดว่า พออายุ 50 ปีแล้ว ผมไม่อยากจะทำงานประจำ เพราะผมทำงานมาตั้งแต่อายุยังน้อย จากนี้เหลืออีก 6 ปีที่จะทำงานประจำก็น่าจะเพียงพอ และอาจออกไปทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังจะไม่ออกจากรัฐวิสาหกิจหรือ การเมือง เพราะอาจไปนั่งเป็นที่ปรึกษา เป็นบอร์ดหรือกรรมการ เพราะอยากเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งกว่า ใครจะเชื่อว่าผมเป็นเอ็มดีได้ตอนอายุ 41 ปี แล้วในอนาคตใครจะรู้อาจจะมีเอ็มดีแบงก์อายุ 35 ปีก็ได้

ผมรู้สึกว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นมาทำงาน

ข่าวล่าสุด

ครบ28ปีกกต.บนทางสองแพร่ง ฝ่าคดีร้อน สู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่น

ครบ28ปีกกต.บนทางสองแพร่ง ฝ่าคดีร้อน สู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่น