
การอยู่ร่วมกัน (ได้) ของไฮเทคโนโลยีกับโลก
กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ไทยจะร้อนที่สุดในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 ของเดือน เม.ย.
โดย...วารุณี อินวันนา / ภาพ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ไทยจะร้อนที่สุดในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 ของเดือน เม.ย. ที่อุณหภูมิในเขตภาคเหนือตอนกลางจะไต่ระดับปรอทแตกที่ 43 องศาเซลเซียส (ร้อนมว้ากกก...) ขณะที่กรุงเทพฯ อุณหภูมิสูงสุดก็ปรี๊ด 37-40 องศาเซลเซียส
หรือนี่คือเสียงตะโกนของโลกที่กำลังพูดให้ดังฟังให้ชัดว่า โลกร้อนขึ้น...ร้อนขึ้นและจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนที่หลายหน่วยงานหันมาช่วยกัน หนึ่งในนั้นคือ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กับแนวคิดหลักเรื่องการใช้ธรรมชาติซึมซับความร้อน
เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นำคณะครูนักเรียน องค์กรบริหารท้องถิ่นและสื่อมวลชน เดินทางไปดูโรงงานต้นแบบของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์เปอเรชั่น ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทัศนศึกษา การอยู่ร่วมกันของไฮเทคโนโลยีและธรรมชาติ
ตามไปดูกันซิว่า เทคโนโลยีอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างเป็นมิตรต่อกันเพียงไหน...
เอกชัย รัตนชัยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เล่าว่า ในฐานะที่โตโยต้าเป็นผู้ผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จึงถือเป็นนโยบายหลักของกลุ่มโตโยต้าทั่วโลก ที่จะสร้างสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมกับธรรมชาติ หาวิธีซึมซับ CO2 ที่โรงงานปล่อยออกไป เป้าหมายคือการซึมซับทั้ง 100% ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศควบคู่กับการลดการใช้พลังงานให้มากที่สุด
“เราอยู่เฉยไม่ได้” เอกชัย กล่าว
สำหรับโรงงานต้นแบบของโตโยต้า ได้แก่ โตโยต้า ซึซึมิ ตั้งอยู่ที่เมืองโตโยต้า ถือเป็น 1 ใน 5 โรงงานต้นแบบแห่งความยั่งยืนของโตโยต้าทั่วโลก โดยเป็นแห่งแรก (ปี 1999) ที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดขยะแบบไม่ฝังกลบ มีการปลูกป่ารอบโรงงานในรัศมี 4 กิโลเมตร มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ (2,000 kW หรือ 50% ของความต้องการใช้) มีการติดตั้งท่อนำแสง เพื่อใช้แสงสว่างตามธรรมชาติ แม้ในบริเวณที่ไม่มีหน้าต่างเลย ก็นำแสงอาทิตย์จากภายนอกมาใช้ในอาคารได้
“ที่สำคัญคือ การนำสีโพโตแคตาไลติกมาใช้ โดยเป็นสีที่พัฒนาขึ้นโดยตรงเพื่อสิ่งแวดล้อม มีคุณสมบัติของสารประกอบที่กำจัดสารปนเปื้อนในน้ำและอากาศ รวมทั้งช่วยพัฒนาคุณภาพอากาศเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึง 2,000 ต้น”
นอกเหนือจากโตโยต้า ซึซึมิ คณะผู้เดินทางยังได้ไปเยี่ยมชมสถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้า ชิราคาวาโกะ (Toyota Shirakwako Eco Insitute) ที่เมืองชิราคาวาโกะ ซิตี้ เขตจังหวัดกิฟูและโทยามา ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะฮอนชู โดยเป็นโรงเรียนธรรมชาติที่โตโยต้าพัฒนาขึ้นบนเนื้อที่ 1,000 ไร่ ภายในใช้พลังงานจากธรรมชาติทั้งหมด โดยมีห้องเก็บหิมะในฤดูหนาว เพื่อผลิตแอร์คอนดิชันในฤดูร้อน มีการปลูกและบริหารจัดการป่า เพื่อให้คนและต้นไม้พึ่งพากัน
สุดท้ายคือการเดินทางไปยังเมืองต้นแบบการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเกาะญี่ปุ่น เยี่ยมชม “โตโยต้า อีโคฟุล ทาวน์” (Toyota Ecoful Town) ที่เขตเทศบาลเมืองโตโยต้า ซิตี้ เมืองนาโงย่า จังหวัดไอจิ เมืองต้นแบบที่รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าการใช้พลังงานสะอาด 100% ที่นี่มีการใช้พลังงานทางเลือกเต็มรูปแบบ เช่น บ้านอัจฉริยะ (Smart House)
บ้านอัจฉริยะ คือ บ้านพักขนาด 150 ตารางเมตร ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนใช้สอยภายใน โดยจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อรับแสงแดดมาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ขนาด 510 กิโลวัตต์ แต่ละบ้านมีระบบคอมพิวเตอร์ประมวลค่าพลังงานที่ได้และพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน
พลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวจะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ไฟส่องสว่าง เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น อุปกรณ์หุงต้ม นอกจากนี้ยังชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฮบริดได้อีกด้วย ชาร์จไฟครั้งหนึ่ง 1 ชั่วโมง 30 นาที วิ่งได้ 2030 กิโลเมตร หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันแทน
เอกชัย เล่าว่า นโยบายการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า เริ่มขึ้นตั้งแต่ ซาคาชิ โตโยดะ นักประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายชั้นนำของญี่ปุ่น สอนลูกชาย คิชิโร โตโยดะ ผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ต้นแบบของโตโยต้า และนำมาซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกในเวลาต่อมา โดยโตโยดะผู้เป็นพ่อสอนลูกว่า “อย่าคิดแต่เรื่องธุรกิจ จงอุทิศตนเพื่อสังคมด้วย” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมเพื่อสังคม 3 ด้านหลัก 1.การดูแลสิ่งแวดล้อม 2.การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน และ 3.การศึกษาวิจัย
สำหรับประเทศไทย เอกชัย เล่าว่า ในปี 2549 บริษัทได้เริ่มต้นโครงการ “ลดเมืองร้อนด้วยมือเรา” โดยร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในการให้ความรู้ทางวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่แนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือก การจัดการขยะ การปลูกต้นไม้ การผลิตอาหารในชุมชน เป็นต้น
“7 ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ 267 แห่ง เทศบาล 226 แห่ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้โครงการย่อยกว่า 1,431 โครงการ ใช้งบสนับสนุนรวม 153 ล้านบาท”
เอกชัย เล่าต่อไปว่า โรงงานโตโยต้าที่บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ก็เป็น 1 ใน 5 ของโรงงานโตโยต้าทั่วโลก ที่ได้รับคัดเลือกเป็นต้นแบบของการผลิตที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดการด้านพลังงานและการจัดการมลภาวะที่ดี ถือเป็นหนึ่งในโรงงานที่มีเทคโนโลยีสีเขียวที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ระดับโลก
“เปรียบเทียบกับซึซึมิที่ปลูกต้นไม้รอบบริเวณโรงงาน 5 หมื่นต้น หากโรงงานบ้านโพธิ์ของเราปลูกต้นไม้ 1 แสนต้น แถมเป็นแสนต้นที่กินผลได้เป็นส่วนใหญ่ด้วย ส่วนการบำบัดน้ำเสีย ซึซึมิอยู่ที่ระดับ 5 หมื่นตันต่อวัน จากค่าความสกปรก หรือบีโอดี (Biochemical Oxygen Demand : BOD) 50 มิลลิกรัมต่อลิตร บำบัดแล้วเหลือ 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนบ้านโพธิ์จากค่าบีโอดี 60100 มิลลิกรัมต่อลิตร เหลือ 5 มิลลิกรัมต่อลิตร” เอกชัย เล่า
สนิท อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เล่าว่า การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นวาระระดับชาติที่ต้องวางแนวทางหลักร่วมกัน เช่น การปลูกต้นไม้จะต้องศึกษาระบบนิเวศในบริเวณที่จะปลูกต้นไม้นั้นๆ อย่างจริงจัง ต้องศึกษาธรรมชาติในบริเวณนั้นๆ ไม่ใช่อย่างในปัจจุบันที่ต้องการปลูกไม้ชนิดใดก็ปลูก บางครั้งทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยน หรือไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากต้นไม้ตาย
“เรื่องของสิ่งแวดล้อมถึงเวลาต้องศึกษาและวางแนวทางอย่างจริงจัง ถามและตอบตัวเองว่า เราให้ความสำคัญกับการป้องกันธรรมชาติแค่ไหน เพราะธรรมชาตินั้นเองที่จะเป็นผู้ป้องกันเราจากภัยพิบัติและความผันแปรยุคโลกร้อน”







