posttoday
เอกชัย เจียรกุล กับภารกิจสร้างพรสวรรค์พิชิตเวทีโลก

เอกชัย เจียรกุล กับภารกิจสร้างพรสวรรค์พิชิตเวทีโลก

31 มีนาคม 2556

เขา คือ อีกหนึ่งคนดนตรีตัวจริงที่ไม่หยุดฝัน แม้ไม่ได้มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิด

เขา คือ อีกหนึ่งคนดนตรีตัวจริงที่ไม่หยุดฝัน แม้ไม่ได้มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิด

โดย...พุสดี

เขา คือ อีกหนึ่งคนดนตรีตัวจริงที่ไม่หยุดฝัน แม้ไม่ได้มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิด

เขา คือ นักดนตรีกีตาร์คลาสสิกที่เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกด้วยวัยเพียง 20 ดนตรี

เขา คือ อีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า “คนไทยถ้าทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

เขา คือ เบิร์ด-เอกชัย เจียรกุล

คงไม่มีคำนิยามไหนจะอธิบายตัวตนของหนุ่มน้อยสไตล์เคป๊อป อย่าง เบิร์ด-เอกชัย เจียรกุล เด็กหนุ่มที่มีความฝันและความมุ่งมั่นอย่างล้นเหลือจะก้าวไปให้ถึงจุดสูงสุดบนเส้นทางดนตรีที่หวัง โดยไม่มีที่ว่างให้คำว่าท้อหรือเป็นไปไม่ได้ ได้ดีเป็นกว่า “ศิลปิน”

อะไรเป็นแรงขับให้เขามาถึงจุดนี้?

กางแผนที่หาเส้นทางชีวิต

เบิร์ด เปิดฉากย้อนถึงวันวานว่า เขาเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง พักเที่ยงก็เล่นฟุตบอลกับเพื่อน และแม้จะอยู่ในวงโยธวาทิตของโรงเรียนตั้งแต่ ป.4 แต่ความรู้สึกต่อดนตรีก็เพียงแค่อยากเล่น แต่ไม่ได้อยากเป็นนักดนตรี กระทั่งมาเจอจุดเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปตลอดกาลตอน ม.1 ซึ่งเขายังเอิญได้ยินเพลง “ชะตาชีวิต” เพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งบรรเลงโดยเครื่องดนตรีคลาสสิก

“ตอนที่ได้ยิน ผมรู้สึกว่าเครื่องดนตรีที่บรรเลงนั้นมหัศจรรย์มาก เหมือนมายากล ผมค่อนข้างทึ่ง เพราะจากเดิมที่ผมเล่นทรัมเป็ต ในวงโย ผมรู้สึกว่ามันมีข้อจำกัด คือ เล่นได้เสียงเดียว ดังนั้นถ้าจะให้ไพเราะ ต้องอาศัยเครื่องดนตรีชนิดอื่นมาเล่นประกอบเป็นวง ต่างกับกีตาร์คลาสสิกที่สามารถวันแมนโชว์ได้ เหมือนเป็นวงออร์เคสตราขนาดเล็ก ตอนนั้นผมตรงเข้าไปถามรุ่นพี่คนที่บรรเลงว่าเรียนที่ไหน จนได้ความแล้วก็ตามไปเรียนบ้าง”

จากจุดเริ่มต้นนั้นเอง ผมจึงเริ่มหันมาศึกษากีตาร์คลาสสิกอย่างจริงจัง เคยไปแข่งในเวทีระดับประเทศเพราะโรงเรียนส่งไป เพื่อฝึกให้เด็กกล้าแสดงออกไม่ได้หวังรางวัลอะไร ปรากฏว่าปีแรกเบิร์ดตกรอบ ได้ที่สุดท้ายของประเทศ ทำให้ผิดหวังไม่น้อย แต่ก็กลับมาดูตัวเองว่าเพราะความผิดพลาดคืออะไร และพยายามฝึกฝนจนปีต่อมา สามารถคว้ารางวัลที่ 2 จากเวทีเดียวกันได้สำเร็จ

“ชีวิตผมมาเจอจุดที่ต้องตัดสินใจอีกครั้งตอน ม.4 ที่จะเลือกว่าจะเรียนต่อด้านไหน ตอนนั้นผมตัดสินใจจะเอาดีทางด้านดนตรี พยายามหาโรงเรียนที่ดีที่สุดที่จะต่อยอดความรู้ จึงตัดสินใจมาเรียนต่อที่ดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เอกกีตาร์คลาสสิก ทำให้ได้เรียนดนตรีอย่างจริงจัง และเริ่มต้นแข่งขันในเวทีต่างๆ จากระดับประเทศจนออกสู่ระดับนานาชาติ

เบิร์ด บอกว่า การที่ต้องพยายามไปแข่งขันในเวทีต่างๆ นั้น นอกจากจะเพื่อสั่งสมประสบการณ์ และโปรไฟล์ด้านดนตรี ซึ่งเวทีการแข่งขันถือเป็นบันไดสำคัญสำหรับนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ ให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ยังเป็นช่วงเวลาสำหรับการผลักดันตัวเองอย่างดีที่สุดอีกด้วย ดังนั้นในแต่ละปี ชีวิตของเบิร์ดจึงอยู่ในช่วงเวลาของการแข่งขันมากกว่าพักผ่อน

“น้องๆ หลายคนชอบถามผมว่าทำไมต้องแข่งเยอะ หรือแสดงคอนเสิร์ตบ่อยๆ ผมจะตอบว่า สิ่งเหล่านี้ คือแรงผลักดันให้เราประสบความสำเร็จได้รวดเร็ว อย่างเรารู้ว่าเดือนนี้จะมีแข่งมีแสดง ก็ต้องหมั่นซ้อมบ่อยๆ แต่ถ้าปีหนึ่งมีรายการเดียว เราก็จะขี้เกียจซ้อม โดยส่วนใหญ่ผมตั้งเป้าแข่งปีละ 56 รายการ ควบคู่ไปกับการเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยดนตรีโมสาร์ต ประเทศออสเตรียในฐานะนักเรียนทุนของโครงการ ‘ไทยเบฟ ไทยทาเลนท์’ ของไทยเบฟเวอเรจ”

ไม่มีทางลัดในถนนสายดนตรี

จวบจนวันนี้ แม้เบิร์ดจะพาตัวเองมาได้ไกลพอสมควร แต่สำหรับเบิร์ดยังมีปลายทางให้ไปต่ออีกไกล เพราะในวัย 25 ปี เบิร์ดตั้งเป้าว่าจะใช้เวลาอีก 5 ปีในการศึกษาต่อด้านดนตรีจนจบปริญญาเอกควบคู่ไปกับการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งจากนี้จะเป็นการแข่งเพื่อแก้ไขผลงานเดิมของตัวเอง ที่อยู่ในอันดับ 2 ให้ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ให้ได้

“สำหรับผมทุกวันนี้ ผมไม่ได้เล่นดนตรีเพื่อความสุข แต่มันคือหน้าที่ ยอมรับว่าบางครั้งก็มีเบื่อ ที่ต้องเล่นเพลงเดิมๆ ซ้อมไม่รู้กี่รอบ บางครั้งต้องเล่นเพลงที่ไม่ชอบ แต่เป็นเพลงที่บังคับในการแข่งขัน ก็ต้องทำ ผมพูดเสมอว่า น้องๆ บางคนอาจจะชอบดนตรีแต่ไม่ทุ่มเทกับมัน ซึ่งมันไม่ได้นะ เพราะดนตรีเป็นอะไรที่ต้องฝึกซ้อม ไม่มีทางลัด บางทีวันนี้เล่นได้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ มันไม่เหมือนคอมพิวเตอร์จะได้เหมือนกันทุกวัน เพราะแม้กีตาร์จะเหมือนเดิม แต่ตัวเราต่างหากที่ไม่เหมือนกันทุกวัน บางครั้งอารมณ์ไม่ได้ ลักษณะกายภาพ เช่น บางครั้งความยาว องศาเล็บที่เปลี่ยนไป ก็มีผลต่อการเล่น”

เบิร์ดบอกว่า เขาให้ความสำคัญกับการซ้อมมาก ถ้าเป็นช่วงใกล้แข่ง จะซ้อมหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ถ้าเป็นช่วงปกติอาจจะลดลงเหลือ 3 ชั่วโมงต่อวัน แต่ไม่เคยขาดซ้อม เพราะวันไหนไม่ได้ซ้อม เหมือนไม่ได้ทำหน้าที่อะไรไปบางอย่าง กีตาร์เป็นทั้งเครื่องมือหากินและผ่อนคลาย มีช่วงเวลาเล่นกีตาร์กับซ้อม ถ้าซ้อมคือดุเดือด โหด ห้ามผิด ห้ามพลาด แต่ถ้าเวลาเล่นอาจจะมีพลาดบ้างก็ไม่เป็นไร

“ผมมองว่าการฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันช่วยพัฒนาสิ่งที่เราไม่มีให้มีได้ โดยไม่ต้องรอพรสวรรค์จากพระเจ้า ผมคิดว่าผมไม่มีพรสวรรค์ทางดนตรี เพราะผมเคยเห็นคนที่มีพรสวรรค์ มันจะเป็นอีกอย่าง เขาไม่ต้องซ้อมก็ได้ เพราะเป็นอัจฉริยะ ยกตัวอย่างโมสาร์ต ไม่ต้องเรียนดนตรีก็แต่งเพลงได้ อันนี้คืออัจฉริยะ เพราะคุณจะเอาความรู้มาจากไหนถ้าคุณไม่ได้เรียนมา แต่อย่างผมเรียนมา มีระบบที่ดี มีการส่งเสริมมาอย่างดี นั่นคือการสร้างพรสวรรค์อย่างหนึ่ง”

จบการสนทนาของเราวันนี้ คำถามคือ วันนี้คุณสร้างพรสวรรค์ให้ตัวเองหรือยัง?

 

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้